a อนิเมะ

หนึ่งภาพยนตร์อนิเมชั่นที่คนรักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นไม่ควรพลาด!!

By , วันอาทิตย์, 04 กุมภาพันธ์ 2561

สวัสดีเพื่อนๆชาว ilovejapan.co.th ที่รักทุกท่านครับ Yuri JT มารายงานตัวพร้อมความชอบ ความรักและหลงใหลในญี่ปุ่นเช่นเคย วันนี้ผมมีภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่นดีๆเรื่องนึงจะมานำเสนอเพื่อนๆ หลังจากที่ผ่านมาผมเคยนำเสนอเรื่องเที่ยว กิน ช็อป ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น และล่าสุดนี้เรื่องวิ่งมาราธอนที่ญี่ปุ่นครับ พูดถึงภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ ผมบังเอิญมีโอกาสได้ดูบนเที่ยวบินขากลับจากโอซาก้าหลังจากจบงานโอซาก้ามาราธอน 2017 ที่ผ่านมานี่แหละครับ เรียกว่าโดนความดราม่าพุ่งเข้ามาใส่แบบเต็มๆเลยทีเดียว หลังจากที่เที่ยวบินของสายการ Cathey Pacific ขากลับบ้านเที่ยวนี้ take off ขึ้นจากสนามบินคันไซ ขึ้นชื่อ Cathey Pacific ก็ต้องขอยกให้เป็นสายการบิน full service สุดคุ้มประจำปี 2017 ของผมไปเลยล่ะครับ ด้วยเที่ยวบินที่ต่อเครื่องไม่ยาวนานนักที่สนามบินฮ่องกง ประกอบกับราคาที่ถูกใจ และการบริการในห้องโดยสารที่ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวครับ

PTV (Personal TV) ของสายการบินทุกสายนั้นมักจะอัดกิจกรรมบันเทิงไว้แน่น สำหรับผู้โดยสารขี้เบื่อที่ทั้งนอนไม่หลับ และอยากจะหาอะไรทำฆ่าเวลา มีทั้งหนังฮอลลีวู้ดดังๆมากมายให้เลือกรับชม มีทั้งเกมลับสมองให้เล่น มีทั้งเพลงสากลหลากหลายให้เลือกฟัง และผมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารขี้เบื่อง่ายคนหนึ่ง ก็ได้มาสะดุดตาถูกใจเอาเข้ากับภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องนึง เป็นที่มาของเรื่องราวดราม่าในครั้งนี้ของผมครับ เพราะว่าผมไม่เคยเห็นอนิเมะเรื่องนี้มาก่อน ไม่เคยรู้เลยว่ามีภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องนี้ทำออกมาฉาย ทำไมผมพลาดไปทั้งๆที่ตัวผมเองก็เป็นคอภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่น ต้องขอบคุณเที่ยวบินนี้จริงๆที่ทำให้ผมได้พบกับอนิเมชั่นคุณภาพเรื่องนี้ครับ

ที่มา http://www.mangauk.com/wp-content/uploads/2017/03/itcotw-poster.jpg

In this corner of the world (この世界の片隅に = Kono Sekai no Katasumi ni) ซึ่งถูกนำมาทำเป็นหนัง DVD ขายในไทยในชื่อภาษาไทยว่า "แค่วาดฝันให้โลกสวย" หืมม?? เกี่ยวกันมั๊ยนั่น? เป็นภาพยนตร์สะท้อนชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งในผลงานของค่าย MAPPA ที่รวบรวม Manga (มังงะ หรือหนังสือการ์ตูนช่องๆ) ยอดนิยมมาทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นออกมาฉายมากมาย อาทิเช่น

Ushio and Tora

Hajime no Ippo

Yuri!!! on Ice

ที่มาของภาพประกอบ 

https://en.wikipedia.org/wiki/Ushio_and_Tora#/media/File:Ushio_and_Tora_vol_1_(2004).jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/Hajime_no_Ippo#/media/File:HajimenoIppo_vol1_Cover.jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/Yuri_on_Ice#/media/File:Yuri_on_Ice_Key_Visual.jpg


และ In this corner of the world ก็เป็น Manga ฝีมือของนักวาดที่ชื่อ Fumiyo Kono (ฟุมิโยะ โคโนะ) ที่ถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นและเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 2016 แต่ว่าเพิ่งมีการทำลิขสิทธิ์ออกมาเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศในปี 2017 ที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่กวาดรางวัลมานับสิบรางวัล และหนึ่งในนั้นก็มี "รางวัลภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ดีเด่น" รวมอยู่ด้วย

​เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นกล่าวถึงช่วงเวลาอันยากลำบากของชาวญี่ปุ่นในยุค 1930s-1940s โดยประมาณเวลา 10 ปีก่อนเหตุการณ์ระเบิดปรมาณู (atomic bomb) ที่เมืองฮิโรชิม่า เป็นการพูดถึงชีวิตในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงธรรมดาๆคนหนึ่งนามว่า Suzu ("ซูซู" ถ้าอ่านแบบญี่ปุ่นก็ควรจะเป็น "สึซึ") เนื้อเรื่องหลักจะอยู่ในช่วงปี 1944-45 ในเมืองคุเระ เมืองที่ตั้งของอู่เรือรบประจัญบานญี่ปุ่นซึ่งห่างจากฮิโรชิม่าเพียง 20 กว่ากิโลเมตร ในบ้านแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านญี่ปุ่นธรรมดาทั่วไปในยุคนั้น เป็นสถานที่ที่สึซึจังใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของสามีเธอในฐานะภรรยาและลูกสะใภ้คนเดียวของบ้าน ดำเนินชีวิตอย่างหญิงแม่บ้านธรรมดาๆที่ต้องดูแลหุงหาอาหาร ดูแลปรนนิบัติสามีและครอบครัวของสามี สึซึจังในฐานะแม่บ้านวัยรุ่นเธอมุ่งมั่นและทำงานมากกว่าสาวแม่บ้านทั่วไปเป็นสองเท่า จากภาวะอาหารขาดแคลนอันเป็นที่มาของการตั้งกลุ่ม Tonarigumi (โทนะริงุมิ) หรือสมาคมเพื่อนบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลซึ่งกันและกันมีสมาชิก 10-15 ครัวเรือนในระแวกใกล้เคียงกัน ผลัดเปลี่ยนกันทำเสบียงหมุนเวียนตามนโยบายของรัฐบาล เฝ้าระวังภัยให้แก่กันและกัน เรียนรู้เรื่องการดับเพลิงและเรื่องระเบิด(bomb)ชนิดต่างๆโดยมีทหารเป็นผู้แนะนำ สร้างหลุมหลบภัยไว้รองรับคนในสมาคมเพื่อนบ้านด้วยกันเพื่อใช้หลบภัยจากการโจมตีทางอากาศซึ่งบ้านของสามีสึซึจังได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งหลุมหลบภัย หรือแม้แต่การเย็บปักถักร้อยที่สึซึจังได้นำชุดกิโมโนมาประยุกต์ตัดเป็นชุดกางเกงแบบมงเปะ(monpe) ซึ่งสามารถกันความหนาวได้และคล่องตัวในยามที่ต้องทำงานบ้านหรือยามที่ต้องวิ่งไปยังหลุมหลบภัย

"การทำชุดกางเกงแบบมงเปะ" (monpe) โดยประยุกต์มาจากชุดกิโมโนเก่าของสึซึจังเอง เป็นแม่บ้านที่มากด้วยความสามารถจริงๆ ^^

"แม่บ้านในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2" ต้องทำงานครัวหนักขึ้นเพื่อเรียนรู้สูตรการปรุงอาหารที่ประหยัดวัตถุดิบและได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน ดูเหมือนว่าสึซึจังของเราจะเพลิดเพลินกับบทบาทนี้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ^^

​"ความขาดแคลนในยามสงคราม" ถูกบรรยายเอาไว้ได้อย่างดีในฉากอาหารมื้อเย็น ซึ่งนักวาดการ์ตูนได้สอดแทรกมุขตลกจากสีหน้าท่าทางของเหล่าตัวละครเข้าไป ทำให้สถานการณ์ดูไม่หดหู่หรือดูเครียดจนเกินไป แบบนี้ดูกันได้ยาวๆและยิ่งน่าติดตามมากขึ้นไปอีกนะครับเนี่ย ^^


มาทำความรู้จักกับตัวละครที่น่าสนใจกันครับ

Suzu Urano (สึซึ อูราโนะ) หรือสึซึจัง หลังจากแต่งงานแล้วเป็นนามสกุลเป็น Suzu Hojo (สึซึ โฮโจ) เป็นตัวละครเอก ผู้เพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบตัว มีความร่าเริงสดใส สึซึจังชื่นชอบและมีพรสวรรค์ในการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เธอมักจะฝันกลางวันและชอบวาดทุกๆอย่างลงบนกระดาษอยู่เสมอ ซึ่งนั่นทำให้คนดูอินไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องมากยิ่งขึ้นไปอีก สึซึจังแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและต้องย้ายจากบ้านเกิดในฮิโรชิม่าไปอยู่บ้านของครอบครัวสามีใน Kure(คุเระ) สึซึจังผู้ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะความยากลำบากของห้วงแห่งสงคราม เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวที่เธออาศัยอยู่นั้นได้มีชีวิตปกติสุขและอยู่รอดได้ในช่วงเวลาอันแสนโหดร้าย

​ที่มาของภาพประกอบ https://images.flickreel.com/wp-content/uploads/2017/06/in-this-corner-of-the-world-2017.jpg

Shusaku Hojo (ชูซากุ โฮโจ) สามีของสึซึจัง ชายผู้มีบุคลิกเคร่งขรึม ทำงานเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนภายในศาลทหารประจำเขตคุเระ เขาเคยพบกับสึซึจังโดยบังเอิญในสมัยยังเป็นเด็กมัธยมที่ตัวเมืองฮิโรชิม่าในระหว่างที่สึซึจังเข้าเมืองไปส่งสินค้าแทนพ่อแม่ของเธอ(สินค้าที่ว่าก็คือสาหร่ายทะเลตากแห้ง ซึ่งเป็นกิจการของบ้านอุราโนะ) แต่ว่าสึซึจังนั้นจำชูซากุไม่ได้จนกระทั่งถึงวันแต่งงานเธอก็ยังคงเข้าใจว่าถูกพ่อแม่จับคลุมถุงชนเรื่อยมา สึซึจังจึงมีความเคอะเขินและวางตัวไม่ค่อยเป็นกันเองกับชูซากุอยู่เสมอ ชูซากุนั้นถึงแม้จะดูเป็นคนจริงจังเคร่งขรึม แต่เขาจะอบอุ่นและห่วงใยสึซึจังเป็นพิเศษอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่ค่อยได้อยู่กับบ้านและถือว่าเข้าฉากน้อยเพราะต้องไปทำงานและย้ายที่ทำงานอยู่เสมอ

Harumi Kuromura (ฮารุมิ คุโระมูระ) หลานสาวของชุซากุ ซึ่งเป็นลูกสาวของพี่สาวชุซากุ ฮารุมิจังวัยประมาณ 6-7 ขวบ เป็นเด็กน่ารักมีบุคลิกร่าเริงแจ่มใส อารมณ์ดีและเป็นเด็กดีมีมารยาท มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเรือรบดี ฮารุมิจังรู้จักชื่อของเรือรบหลายลำเพราะคุณพ่อของเธอเคยเล่าเรื่องเรือรบให้ฟังอยู่บ่อยๆ ในความน่ารักสดใสของฮารุมิจังนั้นแอบแฝงความทุกข์ที่ครอบครัวเธอนั้นต้องแตกแยกไปคนละทางหลังคุณพ่อของเธอเสียชีวิตไปไม่นานในสนามรบช่วงต้นของสงคราม ฮารุมิจังมีพี่ชาย 1 คน แต่ปู่กับย่าเป็นคนเอาไปเลี้ยง เพราะว่าไม่ลงรอยกันกับแม่ของฮารุมิจังและต้องการทายาทของตระกูล

Keiko Kuromura (เคโกะ คุโรมูระ) แม่ของฮารุมิจัง พี่สาวของชุซากุ ลูกสาวคนโตของบ้านโฮโจะ ผู้เคยมีทุกอย่างทั้งเงินทอง ชีวิตแต่งงานและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีกิจการร้านค้าเป็นของตัวเอง แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงสงครามทุกอย่างก็ถูกพรากไปทั้งสิ้น ทั้งสามี(พ่อของฮารุมิจัง)ที่เสียชีวิตในสนามรบ ร้านค้าที่เคยรุ่งเรืองก็ต้องเลิกกิจการและถูกรื้อถอนไปหมด และในที่สุดเคโกะก็ต้องกระเตงลูกสาวกลับมาพำนักอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองรวมกับพ่อแม่และน้องชายของเธอ(ชูซากุ)ซึ่งตอนนี้มีน้องสะใภ้(สึซึจัง)เพิ่มมาอีกหนึ่งคน นับเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่อมความทุกข์ไว้มากมายเหลือเกิน เธอจึงดูเป็นคนอารมณ์ไม่ดีตลอดเวลาและชอบปะทะกับสึซึจังอยู่บ่อยครั้ง

Entaro Hojo (เอ็นทาโระ โฮโจ) พ่อของชูซากุ ทำงานเป็นวิศวกรในคลังแสงของกองทัพเรือ เป็นพ่อสามีใจดีสำหรับสึซึจัง และเป็นคุณตาที่น่ารักของฮารุมิจัง

San Hojo (ซัง โฮโจ) แม่ของชูซากุ เป็นหญิงแม่บ้านสูงวัยของบ้านโฮโจะผู้มีปัญหาเรื่องสุขภาพขาทำให้ไม่สามารถทำงานบ้านได้ตามปกติ ต้องพึ่งพาสะใภ้วัยรุ่นอย่างสึซึจังเป็นหลัก และนั่นทำให้สึซึจังได้เพิ่มพูนทักษะในการทำงานบ้านงานเรือนได้อย่างไร้ที่ติด้วยการชี้แนะจากคุณแม่สามีใจดี ถึงขาจะไม่ดีแต่ใจดีกับลูกสะใภ้และหลานสาวตัวน้อยอย่างฮารุมิจังเอามากๆ

Sumi Urano (ซูมิ อูราโนะ) น้องสาวคนเล็กที่มีวัยไล่เลี่ยกันของสึซึจัง ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงนักในตลอดทั้งเรื่อง จะมีฉากได้พบปะกับสึซึจังเพียงไม่กี่ครั้ง 

Tetsu Mizuhara (เท็ตสึ มิซึฮาระ) เพื่อนร่วมห้องเรียนสมัยมัธยมของสึซึจัง ผู้เคยมีความทรงจำดีๆกับสึซึจัง และดูเหมือนสึซึจังจะแอบชอบเขามาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่ทั้งคู่ไม่เคยได้พบปะกันหลังจากเรียนจบมัธยม เพราะเท็ตสึต้องไปเข้าโรงเรียนทหารเรือ ทั้งๆที่เขาเกลียดมันมากจากเรื่องความหลังไม่ดีที่พี่ชายของเขาต้องตายระหว่างฝึกหัดเป็นกะลาสีเรือ แต่สุดท้ายด้วยภาวะสงครามที่เข้ามาใกล้ตัวทุกขณะก็ได้ผลักดันให้เท็ตสึได้เข้าร่วมกองทัพเรือ และเป็นกะลาสีประจำอยู่บนเรืออาโอบะ(Aoba) เรือลำเลียงกำลังพลของกองทัพเรือรบญี่ปุ่น

Juro Urano (จูโระ อูราโนะ) พ่อของสึซึจัง ทำธุรกิจค้าขายสาหร่ายทะเลตากแห้งกับครอบครัวในเอบะ ฮิโรชิม่า ก่อนที่สึซึจังจะแต่งงานออกไปไม่นาน จูโระเลิกกิจการสาหร่ายทะเลและได้เปลี่ยนมาทำงานในโรงงานของฝ่ายทหารเนื่องจากภาวะสงครามที่ต้องการแรงงานในด้านการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ 

Kiseno Urano (คิเซโนะ อูราโนะ) แม่ของสึซึจัง 

Yoichi Urano (โยะอิจิ อูราโนะ) พี่ชายคนโตของสึซึจัง เป็นคนบุคลิกเคร่งขรึมแต่เด็ก 

​"การพัฒนาความสัมพันธ์" ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันกันของตัวละครมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกอินกับเนื้อเรื่องมากจริงๆ สมกับคำโปรยของเรื่องที่ว่า "Torn apart by war. Brought together by love" คือ "ถูกพรากจากกันโดยสงคราม ถูกพาให้มาอยู่ร่วมกันโดยความรัก" จริงๆครับ (เป็นความอิ่มเอมหัวใจ ที่ปนอยู่ในความเศร้าจริงๆ)

"​ความสะเทือนอารมณ์ที่พร้อมถาโถมเข้าใส่" เป็นที่รู้กันดีว่าสงครามไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อใครทุกคนทุกฝ่าย ในที่สุดแล้วทุกๆสิ่งที่สึซึจังสู้ตลอดมาด้วยความอุตสาหะพยายาม ปกป้องมาด้วยสองมือนั้นก็ได้ถูกพรากไปจากเธอจนแทบจะหมดสิ้น และเมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นประกาศ "ยอมแพ้สงคราม" ก็ทำให้สึซึจังนั้นแทบคลั่ง กับคำถามที่สึซึจังคับข้องใจว่า "ทำสงครามกันเพื่ออะไร สู้กันไปเพื่ออะไร" และ  "นี่เราต้องพ่ายแพ้ให้กับความรุนแรงหรอกหรือ" ดูเหมือนว่าอะไรๆทุกสิ่งทุกอย่างจะเดินทางมาถึงบทสรุปของมันแล้ว เพียงแต่สึซึจังคงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นได้สูญเสียให้กับการทำสงครามมากเกินไปจริงๆ


นอกจากเนื้อหาที่ชวนให้ติดตามแล้ว อนิเมชั่นเรื่องนี้ยังมีลายเส้นและสีสันที่ละมุนนุ่มลึก ดูเป็นธรรมชาติสบายตา ดนตรีประกอบที่เพราะหูฟังเพลิน พัฒนาการของตัวละคร การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครที่ลึกซึ้งกินใจ ฉากหลังที่สวยงามติดตรึงใจโดยเฉพาะ "Atomic Bomb Dome" อนุสรณ์สันติภาพแห่งเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima Peace Memorial) ที่มีการกล่าวถึงในเรื่องอยู่หลายครั้งหลายตอนและยังถูกนางเอกสึซึจังของเราสเก็ตช์เป็นภาพวาดเอาไว้ในตอนหนึ่งของเรื่องอีกด้วย อนุสรณ์สันติภาพเมืองฮิโรชิม่าแห่งนี้เป็นสถานที่อันแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ในทุกวันนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่หลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมความงามของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในซากปรักหักพังแห่งนี้

​Atomic Bomb Dome หรือ A-Bomb Dome เป็นฮอลล์จัดแสดงสินค้าประจำเมืองฮิโรชิม่าที่ถูกออกแบบให้มียอดโดมอันโดดเด่นโดยสถาปนิกชาวเชค Jan Letzel และสร้างแล้วเสร็จในปีค.ศ.1915 ปัจจุบันได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO เมื่อปีค.ศ.1996 ดูๆไปแล้วถึงจะมีความหดหู่แอบแฝงเอาไว้อยู่ แต่ผมก็อยากจะไปเยี่ยมชมดูสักครั้งเหมือนกันครับ ^^

ที่มา https://www.hiroshima-navi.or.jp/en/post/assets_c/2017/05/d002_2-thumb-1060xauto-5828.jpg

แม้ว่าฉากในเรื่องจะวนเวียนอยู่ใน Kure (คุเระ) ที่บ้านของครอบครัวสามีสึซึจังเสียส่วนมากก็ตาม คุเระก็เป็นสถานที่ที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้บรรยายออกมาได้งดงามไร้ที่ติ ไม่แพ้ไฮไลท์ของเมืองฮิโรชิม่าอย่าง Atomic Bomb Dome เลย จากบนยอดเขาที่ตั้งของบ้านโฮโจะจะมีภาพของวิวอ่าวและท่าเทียบเรือรบคุเระซึ่งมีเรือรบแล่นเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเรื่องมีการกล่าวถึงเรือรบหลวงแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นอันเลื่องชื่อสองลำด้วยกันคือ Yamato (ยามาโตะ) และ Musashi (มุซาชิ) โดยที่ท่าเรือคุเระฐานทัพเรือรบญี่ปุ่นแห่งนี้ปัจจุบันนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์เรือคุเระ (Yamato Museum - Kure Maritime Museum) แต่คนเรียกกันติดปากว่าพิพิธภัณฑ์ยามาโตะ เพราะชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ในสมรภูมิของมัน ยามาโตะนั้นเป็นเรื่องรบหลวงลำดับที่ 1 และรองลงมาลำดับที่ 2 คือมุซาชิ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมชมมากแห่งหนึ่งหากเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวฮิโรชิม่า เพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากฮิโรชิม่ามากนัก แค่นั่งรถไฟเพียง 40 กว่านาที

เรือรบหลวงยามาโตะจำลองในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 จากขนาดจริง ที่แสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์เรือคุเระ ตัวจริงของยามาโตะนั้นใหญ่มาก และปัจจุบันยังคงจมอยู่ใต้มหาสมุทรห่างจากเกาะคิวชูลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 290 กิโลเมตร ที่ความลึกกว่า 340 เมตร

ที่มา https://www.jrwesthotels.com/datas/sightseeing_th/images/1_020160810135830_g0f0R.jpg

เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้คนดูสามารถเข้าถึงความเจ็บปวดนั้นได้อย่างแยบยล แบบที่ไม่รู้สึกว่ามันช่างหดหู่หนักหนาและพาให้เครียดจนเกินไปจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ทั้งความตาย ความเสียหาย ซากปรักหักพัง ทุกรายละเอียดนั้นถูกศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดีก่อนถูกนำมาทำเป็นฉากซีเรียสๆแต่ละฉาก นับเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่เรียกได้ว่า "ชั้นครู" ในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ถ่ายทอดครบทุกอารมณ์สู่คนดู เศร้าสลดเสียใจ สุขล้นจนน้ำตาไหล อิ่มเอมใจจนหุบยิ้มไม่ลง ร่วมไปถึงแก๊กตลกแบบตะลึงตึ่งโป๊ะที่แฝงเอาไว้ในหลายๆฉากตอน Yuri JT รับรองว่าเพื่อนๆจะไม่ผิดหวังกับการหาภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้มาดูกันครับ และที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการสปอยล์หนังแต่อย่างใด เพื่อนๆต้องดู ต้องอินกันเอาเองครับ สำหรับบล็อกนี้ต้องขอลากันไปก่อน พบกันใหม่กับ Yuri JT จะพาไปเที่ยวที่ไหนหรือจะมีอะไรมาเล่าสู่กันฟัง ติดตามกันได้ที่ ilovejapan.co.th ครับ 

ส่งท้ายกันด้วย Trailer ของภาพยนตร์เรื่องนี้กันซักนิดนึงครับ เชิญรับชมได้จากคลิปต่อไปนี้ "ขอบคุณที่ตามหาฉันในมุมนี้... ของโลกใบนี้"  สวัสดีครับ ^^


ที่มา https://images.flickreel.com/wp-content/uploads/2017/06/in-this-corner-of-the-world-2017.jpg


ที่มาของภาพปก http://nwasianweekly.com/wp-content/uploads/2017/08/MOVIES-In-This-Corner-of-the-World-2.jpg

สวัสดีเพื่อนๆชาว ilovejapan.co.th ที่รักทุกท่านครับ Yuri JT มารายงานตัวพร้อมความชอบ ความรักและหลงใหลในญี่ปุ่นเช่นเคย วันนี้ผมมีภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่นดีๆเรื่องนึงจะมานำเสนอเพื่อนๆ หลังจากที่ผ่านมาผมเคยนำเสนอเรื่องเที่ยว กิน ช็อป ขับรถเที่ยวญี่ปุ่น และล่าสุดนี้เรื่องวิ่งมาราธอนที่ญี่ปุ่นครับ พูดถึงภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ ผมบังเอิญมีโอกาสได้ดูบนเที่ยวบินขากลับจากโอซาก้าหลังจากจบงานโอซาก้ามาราธอน 2017 ที่ผ่านมานี่แหละครับ เรียกว่าโดนความดราม่าพุ่งเข้ามาใส่แบบเต็มๆเลยทีเดียว หลังจากที่เที่ยวบินของสายการ Cathey Pacific ขากลับบ้านเที่ยวนี้ take off ขึ้นจากสนามบินคันไซ ขึ้นชื่อ Cathey Pacific ก็ต้องขอยกให้เป็นสายการบิน full service สุดคุ้มประจำปี 2017 ของผมไปเลยล่ะครับ ด้วยเที่ยวบินที่ต่อเครื่องไม่ยาวนานนักที่สนามบินฮ่องกง ประกอบกับราคาที่ถูกใจ และการบริการในห้องโดยสารที่ไม่ขาดตกบกพร่องอะไรเลยแม้แต่นิดเดียวครับ

PTV (Personal TV) ของสายการบินทุกสายนั้นมักจะอัดกิจกรรมบันเทิงไว้แน่น สำหรับผู้โดยสารขี้เบื่อที่ทั้งนอนไม่หลับ และอยากจะหาอะไรทำฆ่าเวลา มีทั้งหนังฮอลลีวู้ดดังๆมากมายให้เลือกรับชม มีทั้งเกมลับสมองให้เล่น มีทั้งเพลงสากลหลากหลายให้เลือกฟัง และผมซึ่งเป็นหนึ่งในผู้โดยสารขี้เบื่อง่ายคนหนึ่ง ก็ได้มาสะดุดตาถูกใจเอาเข้ากับภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องนึง เป็นที่มาของเรื่องราวดราม่าในครั้งนี้ของผมครับ เพราะว่าผมไม่เคยเห็นอนิเมะเรื่องนี้มาก่อน ไม่เคยรู้เลยว่ามีภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่นเรื่องนี้ทำออกมาฉาย ทำไมผมพลาดไปทั้งๆที่ตัวผมเองก็เป็นคอภาพยนตร์อนิเมชั่นญี่ปุ่น ต้องขอบคุณเที่ยวบินนี้จริงๆที่ทำให้ผมได้พบกับอนิเมชั่นคุณภาพเรื่องนี้ครับ

ที่มา http://www.mangauk.com/wp-content/uploads/2017/03/itcotw-poster.jpg

In this corner of the world (この世界の片隅に = Kono Sekai no Katasumi ni) ซึ่งถูกนำมาทำเป็นหนัง DVD ขายในไทยในชื่อภาษาไทยว่า "แค่วาดฝันให้โลกสวย" หืมม?? เกี่ยวกันมั๊ยนั่น? เป็นภาพยนตร์สะท้อนชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หนึ่งในผลงานของค่าย MAPPA ที่รวบรวม Manga (มังงะ หรือหนังสือการ์ตูนช่องๆ) ยอดนิยมมาทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นออกมาฉายมากมาย อาทิเช่น

Ushio and Tora

Hajime no Ippo

Yuri!!! on Ice

ที่มาของภาพประกอบ 

https://en.wikipedia.org/wiki/Ushio_and_Tora#/media/File:Ushio_and_Tora_vol_1_(2004).jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/Hajime_no_Ippo#/media/File:HajimenoIppo_vol1_Cover.jpg

https://en.wikipedia.org/wiki/Yuri_on_Ice#/media/File:Yuri_on_Ice_Key_Visual.jpg


และ In this corner of the world ก็เป็น Manga ฝีมือของนักวาดที่ชื่อ Fumiyo Kono (ฟุมิโยะ โคโนะ) ที่ถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นและเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ญี่ปุ่นในปี 2016 แต่ว่าเพิ่งมีการทำลิขสิทธิ์ออกมาเผยแพร่ในโรงภาพยนตร์ต่างประเทศในปี 2017 ที่ผ่านมานี้เองครับ เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่กวาดรางวัลมานับสิบรางวัล และหนึ่งในนั้นก็มี "รางวัลภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ดีเด่น" รวมอยู่ด้วย

​เรื่องราวในภาพยนตร์นั้นกล่าวถึงช่วงเวลาอันยากลำบากของชาวญี่ปุ่นในยุค 1930s-1940s โดยประมาณเวลา 10 ปีก่อนเหตุการณ์ระเบิดปรมาณู (atomic bomb) ที่เมืองฮิโรชิม่า เป็นการพูดถึงชีวิตในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงธรรมดาๆคนหนึ่งนามว่า Suzu ("ซูซู" ถ้าอ่านแบบญี่ปุ่นก็ควรจะเป็น "สึซึ") เนื้อเรื่องหลักจะอยู่ในช่วงปี 1944-45 ในเมืองคุเระ เมืองที่ตั้งของอู่เรือรบประจัญบานญี่ปุ่นซึ่งห่างจากฮิโรชิม่าเพียง 20 กว่ากิโลเมตร ในบ้านแบบชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่แบบชาวบ้านญี่ปุ่นธรรมดาทั่วไปในยุคนั้น เป็นสถานที่ที่สึซึจังใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของสามีเธอในฐานะภรรยาและลูกสะใภ้คนเดียวของบ้าน ดำเนินชีวิตอย่างหญิงแม่บ้านธรรมดาๆที่ต้องดูแลหุงหาอาหาร ดูแลปรนนิบัติสามีและครอบครัวของสามี สึซึจังในฐานะแม่บ้านวัยรุ่นเธอมุ่งมั่นและทำงานมากกว่าสาวแม่บ้านทั่วไปเป็นสองเท่า จากภาวะอาหารขาดแคลนอันเป็นที่มาของการตั้งกลุ่ม Tonarigumi (โทนะริงุมิ) หรือสมาคมเพื่อนบ้านที่ทำหน้าที่ดูแลซึ่งกันและกันมีสมาชิก 10-15 ครัวเรือนในระแวกใกล้เคียงกัน ผลัดเปลี่ยนกันทำเสบียงหมุนเวียนตามนโยบายของรัฐบาล เฝ้าระวังภัยให้แก่กันและกัน เรียนรู้เรื่องการดับเพลิงและเรื่องระเบิด(bomb)ชนิดต่างๆโดยมีทหารเป็นผู้แนะนำ สร้างหลุมหลบภัยไว้รองรับคนในสมาคมเพื่อนบ้านด้วยกันเพื่อใช้หลบภัยจากการโจมตีทางอากาศซึ่งบ้านของสามีสึซึจังได้รับเลือกให้เป็นที่ตั้งหลุมหลบภัย หรือแม้แต่การเย็บปักถักร้อยที่สึซึจังได้นำชุดกิโมโนมาประยุกต์ตัดเป็นชุดกางเกงแบบมงเปะ(monpe) ซึ่งสามารถกันความหนาวได้และคล่องตัวในยามที่ต้องทำงานบ้านหรือยามที่ต้องวิ่งไปยังหลุมหลบภัย

"การทำชุดกางเกงแบบมงเปะ" (monpe) โดยประยุกต์มาจากชุดกิโมโนเก่าของสึซึจังเอง เป็นแม่บ้านที่มากด้วยความสามารถจริงๆ ^^

"แม่บ้านในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2" ต้องทำงานครัวหนักขึ้นเพื่อเรียนรู้สูตรการปรุงอาหารที่ประหยัดวัตถุดิบและได้คุณค่าทางอาหารครบถ้วน ดูเหมือนว่าสึซึจังของเราจะเพลิดเพลินกับบทบาทนี้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ^^

​"ความขาดแคลนในยามสงคราม" ถูกบรรยายเอาไว้ได้อย่างดีในฉากอาหารมื้อเย็น ซึ่งนักวาดการ์ตูนได้สอดแทรกมุขตลกจากสีหน้าท่าทางของเหล่าตัวละครเข้าไป ทำให้สถานการณ์ดูไม่หดหู่หรือดูเครียดจนเกินไป แบบนี้ดูกันได้ยาวๆและยิ่งน่าติดตามมากขึ้นไปอีกนะครับเนี่ย ^^


มาทำความรู้จักกับตัวละครที่น่าสนใจกันครับ

Suzu Urano (สึซึ อูราโนะ) หรือสึซึจัง หลังจากแต่งงานแล้วเป็นนามสกุลเป็น Suzu Hojo (สึซึ โฮโจ) เป็นตัวละครเอก ผู้เพลิดเพลินกับธรรมชาติรอบตัว มีความร่าเริงสดใส สึซึจังชื่นชอบและมีพรสวรรค์ในการวาดรูปมาตั้งแต่เด็ก เธอมักจะฝันกลางวันและชอบวาดทุกๆอย่างลงบนกระดาษอยู่เสมอ ซึ่งนั่นทำให้คนดูอินไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องมากยิ่งขึ้นไปอีก สึซึจังแต่งงานตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและต้องย้ายจากบ้านเกิดในฮิโรชิม่าไปอยู่บ้านของครอบครัวสามีใน Kure(คุเระ) สึซึจังผู้ทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะความยากลำบากของห้วงแห่งสงคราม เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวที่เธออาศัยอยู่นั้นได้มีชีวิตปกติสุขและอยู่รอดได้ในช่วงเวลาอันแสนโหดร้าย

​ที่มาของภาพประกอบ https://images.flickreel.com/wp-content/uploads/2017/06/in-this-corner-of-the-world-2017.jpg

Shusaku Hojo (ชูซากุ โฮโจ) สามีของสึซึจัง ชายผู้มีบุคลิกเคร่งขรึม ทำงานเป็นเจ้าพนักงานสอบสวนภายในศาลทหารประจำเขตคุเระ เขาเคยพบกับสึซึจังโดยบังเอิญในสมัยยังเป็นเด็กมัธยมที่ตัวเมืองฮิโรชิม่าในระหว่างที่สึซึจังเข้าเมืองไปส่งสินค้าแทนพ่อแม่ของเธอ(สินค้าที่ว่าก็คือสาหร่ายทะเลตากแห้ง ซึ่งเป็นกิจการของบ้านอุราโนะ) แต่ว่าสึซึจังนั้นจำชูซากุไม่ได้จนกระทั่งถึงวันแต่งงานเธอก็ยังคงเข้าใจว่าถูกพ่อแม่จับคลุมถุงชนเรื่อยมา สึซึจังจึงมีความเคอะเขินและวางตัวไม่ค่อยเป็นกันเองกับชูซากุอยู่เสมอ ชูซากุนั้นถึงแม้จะดูเป็นคนจริงจังเคร่งขรึม แต่เขาจะอบอุ่นและห่วงใยสึซึจังเป็นพิเศษอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่ไม่ค่อยได้อยู่กับบ้านและถือว่าเข้าฉากน้อยเพราะต้องไปทำงานและย้ายที่ทำงานอยู่เสมอ

Harumi Kuromura (ฮารุมิ คุโระมูระ) หลานสาวของชุซากุ ซึ่งเป็นลูกสาวของพี่สาวชุซากุ ฮารุมิจังวัยประมาณ 6-7 ขวบ เป็นเด็กน่ารักมีบุคลิกร่าเริงแจ่มใส อารมณ์ดีและเป็นเด็กดีมีมารยาท มีความรู้เรื่องเกี่ยวกับเรือรบดี ฮารุมิจังรู้จักชื่อของเรือรบหลายลำเพราะคุณพ่อของเธอเคยเล่าเรื่องเรือรบให้ฟังอยู่บ่อยๆ ในความน่ารักสดใสของฮารุมิจังนั้นแอบแฝงความทุกข์ที่ครอบครัวเธอนั้นต้องแตกแยกไปคนละทางหลังคุณพ่อของเธอเสียชีวิตไปไม่นานในสนามรบช่วงต้นของสงคราม ฮารุมิจังมีพี่ชาย 1 คน แต่ปู่กับย่าเป็นคนเอาไปเลี้ยง เพราะว่าไม่ลงรอยกันกับแม่ของฮารุมิจังและต้องการทายาทของตระกูล

Keiko Kuromura (เคโกะ คุโรมูระ) แม่ของฮารุมิจัง พี่สาวของชุซากุ ลูกสาวคนโตของบ้านโฮโจะ ผู้เคยมีทุกอย่างทั้งเงินทอง ชีวิตแต่งงานและครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ มีกิจการร้านค้าเป็นของตัวเอง แต่เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงสงครามทุกอย่างก็ถูกพรากไปทั้งสิ้น ทั้งสามี(พ่อของฮารุมิจัง)ที่เสียชีวิตในสนามรบ ร้านค้าที่เคยรุ่งเรืองก็ต้องเลิกกิจการและถูกรื้อถอนไปหมด และในที่สุดเคโกะก็ต้องกระเตงลูกสาวกลับมาพำนักอยู่ที่บ้านเกิดของตัวเองรวมกับพ่อแม่และน้องชายของเธอ(ชูซากุ)ซึ่งตอนนี้มีน้องสะใภ้(สึซึจัง)เพิ่มมาอีกหนึ่งคน นับเป็นตัวละครตัวหนึ่งที่อมความทุกข์ไว้มากมายเหลือเกิน เธอจึงดูเป็นคนอารมณ์ไม่ดีตลอดเวลาและชอบปะทะกับสึซึจังอยู่บ่อยครั้ง

Entaro Hojo (เอ็นทาโระ โฮโจ) พ่อของชูซากุ ทำงานเป็นวิศวกรในคลังแสงของกองทัพเรือ เป็นพ่อสามีใจดีสำหรับสึซึจัง และเป็นคุณตาที่น่ารักของฮารุมิจัง

San Hojo (ซัง โฮโจ) แม่ของชูซากุ เป็นหญิงแม่บ้านสูงวัยของบ้านโฮโจะผู้มีปัญหาเรื่องสุขภาพขาทำให้ไม่สามารถทำงานบ้านได้ตามปกติ ต้องพึ่งพาสะใภ้วัยรุ่นอย่างสึซึจังเป็นหลัก และนั่นทำให้สึซึจังได้เพิ่มพูนทักษะในการทำงานบ้านงานเรือนได้อย่างไร้ที่ติด้วยการชี้แนะจากคุณแม่สามีใจดี ถึงขาจะไม่ดีแต่ใจดีกับลูกสะใภ้และหลานสาวตัวน้อยอย่างฮารุมิจังเอามากๆ

Sumi Urano (ซูมิ อูราโนะ) น้องสาวคนเล็กที่มีวัยไล่เลี่ยกันของสึซึจัง ไม่ค่อยถูกกล่าวถึงนักในตลอดทั้งเรื่อง จะมีฉากได้พบปะกับสึซึจังเพียงไม่กี่ครั้ง 

Tetsu Mizuhara (เท็ตสึ มิซึฮาระ) เพื่อนร่วมห้องเรียนสมัยมัธยมของสึซึจัง ผู้เคยมีความทรงจำดีๆกับสึซึจัง และดูเหมือนสึซึจังจะแอบชอบเขามาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม แต่ทั้งคู่ไม่เคยได้พบปะกันหลังจากเรียนจบมัธยม เพราะเท็ตสึต้องไปเข้าโรงเรียนทหารเรือ ทั้งๆที่เขาเกลียดมันมากจากเรื่องความหลังไม่ดีที่พี่ชายของเขาต้องตายระหว่างฝึกหัดเป็นกะลาสีเรือ แต่สุดท้ายด้วยภาวะสงครามที่เข้ามาใกล้ตัวทุกขณะก็ได้ผลักดันให้เท็ตสึได้เข้าร่วมกองทัพเรือ และเป็นกะลาสีประจำอยู่บนเรืออาโอบะ(Aoba) เรือลำเลียงกำลังพลของกองทัพเรือรบญี่ปุ่น

Juro Urano (จูโระ อูราโนะ) พ่อของสึซึจัง ทำธุรกิจค้าขายสาหร่ายทะเลตากแห้งกับครอบครัวในเอบะ ฮิโรชิม่า ก่อนที่สึซึจังจะแต่งงานออกไปไม่นาน จูโระเลิกกิจการสาหร่ายทะเลและได้เปลี่ยนมาทำงานในโรงงานของฝ่ายทหารเนื่องจากภาวะสงครามที่ต้องการแรงงานในด้านการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ 

Kiseno Urano (คิเซโนะ อูราโนะ) แม่ของสึซึจัง 

Yoichi Urano (โยะอิจิ อูราโนะ) พี่ชายคนโตของสึซึจัง เป็นคนบุคลิกเคร่งขรึมแต่เด็ก 

​"การพัฒนาความสัมพันธ์" ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันกันของตัวละครมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้รู้สึกอินกับเนื้อเรื่องมากจริงๆ สมกับคำโปรยของเรื่องที่ว่า "Torn apart by war. Brought together by love" คือ "ถูกพรากจากกันโดยสงคราม ถูกพาให้มาอยู่ร่วมกันโดยความรัก" จริงๆครับ (เป็นความอิ่มเอมหัวใจ ที่ปนอยู่ในความเศร้าจริงๆ)

"​ความสะเทือนอารมณ์ที่พร้อมถาโถมเข้าใส่" เป็นที่รู้กันดีว่าสงครามไม่เคยให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อใครทุกคนทุกฝ่าย ในที่สุดแล้วทุกๆสิ่งที่สึซึจังสู้ตลอดมาด้วยความอุตสาหะพยายาม ปกป้องมาด้วยสองมือนั้นก็ได้ถูกพรากไปจากเธอจนแทบจะหมดสิ้น และเมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นประกาศ "ยอมแพ้สงคราม" ก็ทำให้สึซึจังนั้นแทบคลั่ง กับคำถามที่สึซึจังคับข้องใจว่า "ทำสงครามกันเพื่ออะไร สู้กันไปเพื่ออะไร" และ  "นี่เราต้องพ่ายแพ้ให้กับความรุนแรงหรอกหรือ" ดูเหมือนว่าอะไรๆทุกสิ่งทุกอย่างจะเดินทางมาถึงบทสรุปของมันแล้ว เพียงแต่สึซึจังคงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นได้สูญเสียให้กับการทำสงครามมากเกินไปจริงๆ


นอกจากเนื้อหาที่ชวนให้ติดตามแล้ว อนิเมชั่นเรื่องนี้ยังมีลายเส้นและสีสันที่ละมุนนุ่มลึก ดูเป็นธรรมชาติสบายตา ดนตรีประกอบที่เพราะหูฟังเพลิน พัฒนาการของตัวละคร การพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครที่ลึกซึ้งกินใจ ฉากหลังที่สวยงามติดตรึงใจโดยเฉพาะ "Atomic Bomb Dome" อนุสรณ์สันติภาพแห่งเมืองฮิโรชิม่า (Hiroshima Peace Memorial) ที่มีการกล่าวถึงในเรื่องอยู่หลายครั้งหลายตอนและยังถูกนางเอกสึซึจังของเราสเก็ตช์เป็นภาพวาดเอาไว้ในตอนหนึ่งของเรื่องอีกด้วย อนุสรณ์สันติภาพเมืองฮิโรชิม่าแห่งนี้เป็นสถานที่อันแฝงไว้ด้วยความเจ็บปวดจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ในทุกวันนี้ได้กลายมาเป็นสถานที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวผู้หลงใหลในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่หลั่งไหลกันมาเยี่ยมชมความงามของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในซากปรักหักพังแห่งนี้

​Atomic Bomb Dome หรือ A-Bomb Dome เป็นฮอลล์จัดแสดงสินค้าประจำเมืองฮิโรชิม่าที่ถูกออกแบบให้มียอดโดมอันโดดเด่นโดยสถาปนิกชาวเชค Jan Letzel และสร้างแล้วเสร็จในปีค.ศ.1915 ปัจจุบันได้ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดย UNESCO เมื่อปีค.ศ.1996 ดูๆไปแล้วถึงจะมีความหดหู่แอบแฝงเอาไว้อยู่ แต่ผมก็อยากจะไปเยี่ยมชมดูสักครั้งเหมือนกันครับ ^^

ที่มา https://www.hiroshima-navi.or.jp/en/post/assets_c/2017/05/d002_2-thumb-1060xauto-5828.jpg

แม้ว่าฉากในเรื่องจะวนเวียนอยู่ใน Kure (คุเระ) ที่บ้านของครอบครัวสามีสึซึจังเสียส่วนมากก็ตาม คุเระก็เป็นสถานที่ที่ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้บรรยายออกมาได้งดงามไร้ที่ติ ไม่แพ้ไฮไลท์ของเมืองฮิโรชิม่าอย่าง Atomic Bomb Dome เลย จากบนยอดเขาที่ตั้งของบ้านโฮโจะจะมีภาพของวิวอ่าวและท่าเทียบเรือรบคุเระซึ่งมีเรือรบแล่นเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งในเรื่องมีการกล่าวถึงเรือรบหลวงแห่งจักรวรรดิญี่ปุ่นอันเลื่องชื่อสองลำด้วยกันคือ Yamato (ยามาโตะ) และ Musashi (มุซาชิ) โดยที่ท่าเรือคุเระฐานทัพเรือรบญี่ปุ่นแห่งนี้ปัจจุบันนั้นเป็นพิพิธภัณฑ์เรือคุเระ (Yamato Museum - Kure Maritime Museum) แต่คนเรียกกันติดปากว่าพิพิธภัณฑ์ยามาโตะ เพราะชื่อเสียงและความยิ่งใหญ่ในสมรภูมิของมัน ยามาโตะนั้นเป็นเรื่องรบหลวงลำดับที่ 1 และรองลงมาลำดับที่ 2 คือมุซาชิ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นับเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเยี่ยมชมมากแห่งหนึ่งหากเรามีโอกาสได้ไปเที่ยวฮิโรชิม่า เพราะว่าอยู่ไม่ไกลจากฮิโรชิม่ามากนัก แค่นั่งรถไฟเพียง 40 กว่านาที

เรือรบหลวงยามาโตะจำลองในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 จากขนาดจริง ที่แสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์เรือคุเระ ตัวจริงของยามาโตะนั้นใหญ่มาก และปัจจุบันยังคงจมอยู่ใต้มหาสมุทรห่างจากเกาะคิวชูลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ 290 กิโลเมตร ที่ความลึกกว่า 340 เมตร

ที่มา https://www.jrwesthotels.com/datas/sightseeing_th/images/1_020160810135830_g0f0R.jpg

เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้ทำให้คนดูสามารถเข้าถึงความเจ็บปวดนั้นได้อย่างแยบยล แบบที่ไม่รู้สึกว่ามันช่างหดหู่หนักหนาและพาให้เครียดจนเกินไปจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ทั้งความตาย ความเสียหาย ซากปรักหักพัง ทุกรายละเอียดนั้นถูกศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดีก่อนถูกนำมาทำเป็นฉากซีเรียสๆแต่ละฉาก นับเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นที่เรียกได้ว่า "ชั้นครู" ในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ถ่ายทอดครบทุกอารมณ์สู่คนดู เศร้าสลดเสียใจ สุขล้นจนน้ำตาไหล อิ่มเอมใจจนหุบยิ้มไม่ลง ร่วมไปถึงแก๊กตลกแบบตะลึงตึ่งโป๊ะที่แฝงเอาไว้ในหลายๆฉากตอน Yuri JT รับรองว่าเพื่อนๆจะไม่ผิดหวังกับการหาภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้มาดูกันครับ และที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการสปอยล์หนังแต่อย่างใด เพื่อนๆต้องดู ต้องอินกันเอาเองครับ สำหรับบล็อกนี้ต้องขอลากันไปก่อน พบกันใหม่กับ Yuri JT จะพาไปเที่ยวที่ไหนหรือจะมีอะไรมาเล่าสู่กันฟัง ติดตามกันได้ที่ ilovejapan.co.th ครับ 

ส่งท้ายกันด้วย Trailer ของภาพยนตร์เรื่องนี้กันซักนิดนึงครับ เชิญรับชมได้จากคลิปต่อไปนี้ "ขอบคุณที่ตามหาฉันในมุมนี้... ของโลกใบนี้"  สวัสดีครับ ^^


ที่มา https://images.flickreel.com/wp-content/uploads/2017/06/in-this-corner-of-the-world-2017.jpg


ที่มาของภาพปก http://nwasianweekly.com/wp-content/uploads/2017/08/MOVIES-In-This-Corner-of-the-World-2.jpg