e การศึกษา

แชร์ประสบการณ์สมัครเรียนหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นที่มหาวิทยาลัยญี่ปุ่น (เบกกะ) ด้วยตนเอง...ไม่ง่ายอย่างที่คิด

By , วันอังคาร, 04 กรกฎาคม 2560

ตอนที่แล้วที่เราพูดเกริ่นถึงข้อมูลเกี่ยวกับเบกกะ (สามารถอ่านย้อนหลังได้ที่ www.ilovejapan.co.th/education/entry/all-about-bekka-course-in-japan) ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอนสมัครหลักสูตรเบกกะ โดยอ้างอิงจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวที่เราเลือก

สารภาพเลยว่า สาเหตุที่เลือกที่นี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ชื่อเสียงมหาวิทยาลัย อย่างที่บอกว่าตอนเราดูๆไว้เรานั่งเปิด Ranking หลายที่เลย เพราะเราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมและสังคมส่งผลต่อเรามากๆ สถานที่เรียนอยู่กลางเมือง โอเคผ่าน! หอพักถึงจะไกลแต่น่าอยู่ นี่ก็ให้ผ่าน! 

อีกอย่างคือ ตอนที่เรามีคำถามและส่งอีเมลไปหามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ ทางนั้นก็ตอบกลับมาอย่างละเอียดและรวดเร็วมาก หากไม่แม่นภาษาญี่ปุ่นก็สามารถส่งเป็นภาษาอังกฤษไปก็ได้…เออ ดีๆ First Impression ให้ผ่าน! 

เมื่อเลือกที่เรียนได้แล้ว อันดับต่อไปก็เข้าไปดูระเบียบการในเว็บไซต์ค่ะ โดยช่วงที่ เราเริ่มศึกษาข้อมูลเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ระเบียบการ (Guide Book) เทอมฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 (กันยายน) และฤดูใบไม้ผลิ 2018 (เมษายน) เพิ่งจะอัพเดทผ่านหน้าเว็บไซต์พอดี ก็เลยโหลดมานั่งศึกษาข้อมูลกันต่อไปว่าเริ่มเปิดรับสมัครช่วงไหน สมัครอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง

ขอย้ำรอบที่ล้านแปดว่า ก่อนสมัครควรอ่านขั้นตอนให้ละเอียดและทำความเข้าใจให้ดีก่อน เพราะหากกรอกข้อมูลผิดหรือส่งเอกสารไม่ครบจะยุ่งยากมาก ซึ่งเราผ่าน ณ จุดนั้นมาแล้ว 5555

อย่างที่เราพูดไว้ในตอนที่แล้วว่า เว็บไซต์ของบางมหาวิทยาลัยอ่านค่อนข้างยากแถมให้ข้อมูลไม่ละเอียดเลย อย่าลืมนะคะว่าเราต้องจัดการเอกสารด้วยตัวเอง ดังนั้น ยิ่งเว็บไซต์ไหนชี้แจงขั้นตอนละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าดำเนินการได้ง่ายขึ้นเท่านั้น 

นอกจากนี้ เรายังดูเรื่องสภาพแวดล้อมโดยรวม ก็คือ สถานที่เรียนบางที่ดูดีก็จริง แต่หอพักนักเรียนค่อนข้างเก่าโทรมเกิน ดึกๆดื่นๆเหมือนผีจะออกมาหลอกได้ทุกเมื่อก็ขอบายค่ะ (แต่ถ้าใครไม่แคร์และเน้นถูกไว้ก่อนก็ไม่ว่ากัน) บางที่ค่าเทอมก็แพงเกินไปก็ไม่สู้...ดู๊ดู ความเรื่องมากสิคะ (-,.-)

ทีนี้กลับมาถึง ขั้นตอนการสมัคร ง่ายๆค่ะ อยากสมัครปุ๊ป แค่ส่งเอกสารปั๊ป แล้วรอประกาศผลก็จบ จองตั๋วแพ็คกระเป๋ารอได้เลย 

เดี๋ยวๆ จะบ้าเรอะ! ตามสไตล์ญี่ปุ่นแล้วทุกอย่างต้องเป็นลำดับขั้นตอนค่ะและใช้เวลานานมากกก อย่างเราเลือก สมัครเทอมฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน) ปีนี้ แต่เราต้อง สมัคร Online Register ในเว็บไซต์ ก่อนตั้งแต่ ช่วงต้นเดือนเมษายน แล้วก็ต้อง จ่ายค่าธรรมเนียมสมัครด้วยค่ะ จำนวน 10,000 เยน (ประมาณ 3,000 กว่าบาท) ซึ่งเป็นค่าสมัครที่เราจะต้องจ่าย แม้จะไม่ผ่านก็จะไม่ได้คืน 

(รูปข้างต้น คือ งาน Orientation ที่นักเรียนเบกกะทุกคนต้องเข้าร่วมก่อนเปิดเทอม เหมือนชีวิตนิสิตทั่วไปเลยใช่มั้ยคะ ^^)

หลังจากที่เราจ่ายเงินเสร็จแล้ว ก็ต้องเตรียมเอกสารส่งไปให้ทางมหาวิทยาลัย ซึ่ง ต้องส่งภายในกลางเดือนเมษายนเท่านั้น! หากช้ากว่านั้นโดนตัดสิทธิ์ทันที โชคดีที่เราเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆช่วงกุมภาพันธ์แล้วเลยไม่ได้หัวปั่นมากกับการเตรียมเอกสารทั้งหมดภายในเวลาแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเอกสารต่างๆขึ้นอยู่กับระเบียบการในปีนั้นๆ โดยรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 แผ่น เช่น ใบสมัคร ใบรับรองการสถานะศึกษาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ใบ Recommendation จากอาจารย์ที่ปรึกษา ใบรับรองที่ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นต์ เป็นต้น

ในส่วนของใบสมัครมีประมาณ 3-4 หน้า ถามข้อมูลละเอียดไปอีก ต้องกรอกประวัติการศึกษาตั้งแต่สมัยประถมยันปัจจุบัน ถ้า ม.ต้นกับ ม.ปลายเรียนที่เดียวกัน ก็ต้องเขียนแยกระดับและเขียนปีการศึกษาให้ละเอียดด้วย ยุ่งยากจังโว้ย (เห็นบ่นงี้แต่ก็ต้องเตรียมให้ครบนะ) หากเขียนผิดไม่ควรลบ แต่ควรเขียนใบใหม่เลย ซึ่งเราเองก็เขียนผิดไป 2 รอบก็ต้องปรินท์เขียนใหม่ด้วยตัวบรรจงประหนึ่งว่าจะไปประกวดคัดลายมือ

ที่สำคัญที่สุดเลยคือ Study Plan เราคิดว่านี่เป็น ปัจจัยหลักเลยที่เค้าจะใช้คัดเลือก เพราะถึงแม้จะไม่มีการสอบเข้าก็จริง แต่เขาจะอ่านทัศนคติและจุดประสงค์ของเราจาก Study Plan นี่ล่ะ ดังนั้นเราควรเขียนให้ดี ชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจที่สุด!

Study Plan คือการเขียนแผนการเรียนว่าเรียนไปเพื่ออะไร เหตุผลที่มาเรียนที่นี่อะไรทำนองนี้ นี่ก็ลองมโนดูว่าถ้าเราเป็นอาจารย์ เราอยากจะรับเด็กแบบไหนเข้าเรียน ตอนแรกก็แอบคิดว่าไม่ใช่ต่อโทหรือชิงทุน ไม่ต้องซีเรียสหรือเขียนอะไรทางการมากก็ได้มั้ง แต่พอลอง Search ดูตัวอย่าง Study Plan ของนักเรียนต่างชาติคนนึง…โอ้โหหห ความอลังกาลเบอร์นี้ แล้วลองก้มดูงานของตัวเอง ลบเขียนใหม่แทบไม่ทัน (T_T)

ตอนนั้นก็ใช้สกิลภาษาญี่ปุ่นอันด้อยค่าที่ร่ำเรียนมานั่นล่ะค่ะ โชคดีที่ได้ปรึกษารุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มาว่าควรปรับแก้หรือเพิ่มเนื้อหาตรงไหนดีมั้ย และมีเพื่อนคนญี่ปุ่นคอยตรวจและขัดเกลาภาษาให้ดียิ่งขึ้น (ใครไม่ถนัดก็อนุโลมให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้) 

ตอนนั้นอยากให้เครดิตตัวเองน่าเชื่อถือก็ส่งใบผลสอบวัดระดับ JLPT ไปด้วย คะแนนก็ใช่ว่าจะดูดีนะแต่มั่นหน้ามั่นโหนกแนบไปก่อน 5555

หลังจากที่เตรียมเอกสารครบแล้วก็ส่งไปให้ทางมหาวิทยาลัย ซึ่งทางนั้นจะ เริ่มพิจารณาเอกสารของเราช่วงปลายเดือนเมษายน ด้วยความที่เราตรวจเอกสารหลายรอบมาก (ค่าส่งมันแพงไม่อยากส่งซ้ำ) เลยค่อนข้างมั่นใจว่าทุกอย่างครบแน่นอน

…แต่ไม่ใช่จ้าา เมื่อตอนสิ้นเดือนเมษายน เราได้รับเมลล์จากทางมหาวิทยาลัยค่ะว่า กรุณาส่งใบ Transcript ตัวจริงของมหาวิทยาลัยที่เราเคยไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาให้โดยด่วน! ด้วยความที่ทางมหาวิทยาลัยที่เราสมัครเรียนต่อไประบุไว้ว่าเอกสารทุกใบที่ส่งมาไม่มีการส่งคืน ตอนแรกเราจึงส่ง Transcript มหาวิทยาลัยที่เราเคยไปแลกเปลี่ยนเป็นสำเนาไป (เพราะตัวจริงมีแค่ใบเดียว) 

สรุปเค้าไม่เอาค่ะ เลยต้องยอมสละใบ Transcript ตัวจริงตามส่งไปทีหลัง ค่าส่งไปรษณียแค่กระดาษแผ่นเดียวโดนไปอีกเกือบพันบาท โอ้ย ถ้าตกรอบนี่จะไม่ได้คืนใช่มั้ยเนี่ย (T_T)

​หลังจากที่ส่งเอกสารไปให้พิจารณาเสร็จ หน้าที่ต่อไปของเราก็คือ รอฟังผลช่วงปลายพฤษภาคม ซึ่งต้องรอจนรากงอกไปอีกประมาณเดือนกว่าทั้งทางเว็บไซต์และไปรษณีย์ ช่วงนั้นก็ใจตุ้มๆต่อมๆ คนต้องสมัครเยอะแน่ๆเลย ตรูจะผ่านมั้ยว๊าา…นี่ขนาดแค่เบกกะยังตื่นเต้นขนาดนี้ 5555

หลังจากที่นับวันรอวนไป จนในที่สุดก็ถึง วันประกาศผล! นี่ก็อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูผลในเว็บไซต์โดยเฉพาะ ก็นั่งไล่หาเลขผู้สมัครของตัวเองไป แม้ว่าในระเบียบการบอกว่ารับเทอมละ 90 คน แต่ในรายชื่อที่ออกมามีแค่ 75 คนเท่านั้น ทั้งๆที่คนสมัครก็หลายร้อย แสดงว่าอาจจะคัดโหดใช้ได้เลย (รูปข้างต้น คือ ตัวอย่างประกาศผลมหาวิทยาลัยวาเซดะ)

และในที่สุด…

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด! วินาทีที่เห็นเลขที่สมัครของตัวเองนี่แทบจะเด้งออกจากเตียง เย้ ผ่านแล้วโว้ยยย ตอนนั้นดีใจมากที่ตัวเองติด 1 ใน 75 คน ฉันคือหนึ่งในผู้รอดชีวิต อุวะฮ่าๆๆๆ และหลังจากที่ดูประกาศผลในเว็บไซต์ไปไม่กี่วัน ก็มีผลส่งไปรษณีย์มาให้ถึงบ้านเลยค่ะ

(วินาทีที่ยิ้มแก้มปริรอรับเอกสาร 2 แผ่นจากบุรุษไปรษณีย์มันเป็นแบบนี้นี่เอง *^*)

หลายๆคนอาจคิดว่าชีวิตเราโรยกลีบกุหลาบเหลือแค่นับวันรอไปญี่ปุ่นแล้วแน่

แต่ขอบอกว่า...คุณคิดผิด!

เพราะสารพัดปัญหาที่แท้จริงของเรามันเริ่มต่อจากช่วงเวลาต่อไปนี้ต่างหาก!

แต่จะเป็นเรื่องอะไร เราขออนุญาตนำไปเล่าต่อในเพจของเราแทนนะคะ เพราะเป็นปัญหาค่อนข้างส่วนตัว และเนื้อหาอาจจะค่อนข้างไร้สาระเลยคิดว่าลงในนั้นน่าจะเหมาะสมกว่า สุดท้ายนี้หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรานะคะ สวัสดีค่ะ :)

PAGE : https://www.facebook.com/rumraisinblogger/ ​

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาจาก

  • http://iec.hokuriku-u.ac.jp/ch/2905.html
  • http://www.theshare.cn/article/detailp/1457
  • http://asukamiyake.pixnet.net/blog/category/947984
  • http://asukamiyake.pixnet.net/blog/post/33520192-%5B%E5%BF%83%E5%BE%97%5D-%E6%97%A9%E7%A8%BB%E7%94%B0&%E6%85%B6%E6%87%89%E5%88%A5%E7%A7%91%E7%94%B3%E8%AB%8B%E5%BF%83%E5%BE%97%E5%88%86%E4%BA%AB

ตอนที่แล้วที่เราพูดเกริ่นถึงข้อมูลเกี่ยวกับเบกกะ (สามารถอ่านย้อนหลังได้ที่ www.ilovejapan.co.th/education/entry/all-about-bekka-course-in-japan) ซึ่งในบทความนี้เราจะมาพูดถึงขั้นตอนสมัครหลักสูตรเบกกะ โดยอ้างอิงจากมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงโตเกียวที่เราเลือก

สารภาพเลยว่า สาเหตุที่เลือกที่นี่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ชื่อเสียงมหาวิทยาลัย อย่างที่บอกว่าตอนเราดูๆไว้เรานั่งเปิด Ranking หลายที่เลย เพราะเราเชื่อว่าสภาพแวดล้อมและสังคมส่งผลต่อเรามากๆ สถานที่เรียนอยู่กลางเมือง โอเคผ่าน! หอพักถึงจะไกลแต่น่าอยู่ นี่ก็ให้ผ่าน! 

อีกอย่างคือ ตอนที่เรามีคำถามและส่งอีเมลไปหามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับหลักสูตรนี้ ทางนั้นก็ตอบกลับมาอย่างละเอียดและรวดเร็วมาก หากไม่แม่นภาษาญี่ปุ่นก็สามารถส่งเป็นภาษาอังกฤษไปก็ได้…เออ ดีๆ First Impression ให้ผ่าน! 

เมื่อเลือกที่เรียนได้แล้ว อันดับต่อไปก็เข้าไปดูระเบียบการในเว็บไซต์ค่ะ โดยช่วงที่ เราเริ่มศึกษาข้อมูลเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ระเบียบการ (Guide Book) เทอมฤดูใบไม้ร่วงปี 2017 (กันยายน) และฤดูใบไม้ผลิ 2018 (เมษายน) เพิ่งจะอัพเดทผ่านหน้าเว็บไซต์พอดี ก็เลยโหลดมานั่งศึกษาข้อมูลกันต่อไปว่าเริ่มเปิดรับสมัครช่วงไหน สมัครอย่างไร ใช้เอกสารอะไรบ้าง

ขอย้ำรอบที่ล้านแปดว่า ก่อนสมัครควรอ่านขั้นตอนให้ละเอียดและทำความเข้าใจให้ดีก่อน เพราะหากกรอกข้อมูลผิดหรือส่งเอกสารไม่ครบจะยุ่งยากมาก ซึ่งเราผ่าน ณ จุดนั้นมาแล้ว 5555

อย่างที่เราพูดไว้ในตอนที่แล้วว่า เว็บไซต์ของบางมหาวิทยาลัยอ่านค่อนข้างยากแถมให้ข้อมูลไม่ละเอียดเลย อย่าลืมนะคะว่าเราต้องจัดการเอกสารด้วยตัวเอง ดังนั้น ยิ่งเว็บไซต์ไหนชี้แจงขั้นตอนละเอียดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าดำเนินการได้ง่ายขึ้นเท่านั้น 

นอกจากนี้ เรายังดูเรื่องสภาพแวดล้อมโดยรวม ก็คือ สถานที่เรียนบางที่ดูดีก็จริง แต่หอพักนักเรียนค่อนข้างเก่าโทรมเกิน ดึกๆดื่นๆเหมือนผีจะออกมาหลอกได้ทุกเมื่อก็ขอบายค่ะ (แต่ถ้าใครไม่แคร์และเน้นถูกไว้ก่อนก็ไม่ว่ากัน) บางที่ค่าเทอมก็แพงเกินไปก็ไม่สู้...ดู๊ดู ความเรื่องมากสิคะ (-,.-)

ทีนี้กลับมาถึง ขั้นตอนการสมัคร ง่ายๆค่ะ อยากสมัครปุ๊ป แค่ส่งเอกสารปั๊ป แล้วรอประกาศผลก็จบ จองตั๋วแพ็คกระเป๋ารอได้เลย 

เดี๋ยวๆ จะบ้าเรอะ! ตามสไตล์ญี่ปุ่นแล้วทุกอย่างต้องเป็นลำดับขั้นตอนค่ะและใช้เวลานานมากกก อย่างเราเลือก สมัครเทอมฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน) ปีนี้ แต่เราต้อง สมัคร Online Register ในเว็บไซต์ ก่อนตั้งแต่ ช่วงต้นเดือนเมษายน แล้วก็ต้อง จ่ายค่าธรรมเนียมสมัครด้วยค่ะ จำนวน 10,000 เยน (ประมาณ 3,000 กว่าบาท) ซึ่งเป็นค่าสมัครที่เราจะต้องจ่าย แม้จะไม่ผ่านก็จะไม่ได้คืน 

(รูปข้างต้น คือ งาน Orientation ที่นักเรียนเบกกะทุกคนต้องเข้าร่วมก่อนเปิดเทอม เหมือนชีวิตนิสิตทั่วไปเลยใช่มั้ยคะ ^^)

หลังจากที่เราจ่ายเงินเสร็จแล้ว ก็ต้องเตรียมเอกสารส่งไปให้ทางมหาวิทยาลัย ซึ่ง ต้องส่งภายในกลางเดือนเมษายนเท่านั้น! หากช้ากว่านั้นโดนตัดสิทธิ์ทันที โชคดีที่เราเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆช่วงกุมภาพันธ์แล้วเลยไม่ได้หัวปั่นมากกับการเตรียมเอกสารทั้งหมดภายในเวลาแค่ 2 อาทิตย์ ซึ่งเอกสารต่างๆขึ้นอยู่กับระเบียบการในปีนั้นๆ โดยรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 แผ่น เช่น ใบสมัคร ใบรับรองการสถานะศึกษาตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ใบ Recommendation จากอาจารย์ที่ปรึกษา ใบรับรองที่ต้องให้ผู้ปกครองเซ็นต์ เป็นต้น

ในส่วนของใบสมัครมีประมาณ 3-4 หน้า ถามข้อมูลละเอียดไปอีก ต้องกรอกประวัติการศึกษาตั้งแต่สมัยประถมยันปัจจุบัน ถ้า ม.ต้นกับ ม.ปลายเรียนที่เดียวกัน ก็ต้องเขียนแยกระดับและเขียนปีการศึกษาให้ละเอียดด้วย ยุ่งยากจังโว้ย (เห็นบ่นงี้แต่ก็ต้องเตรียมให้ครบนะ) หากเขียนผิดไม่ควรลบ แต่ควรเขียนใบใหม่เลย ซึ่งเราเองก็เขียนผิดไป 2 รอบก็ต้องปรินท์เขียนใหม่ด้วยตัวบรรจงประหนึ่งว่าจะไปประกวดคัดลายมือ

ที่สำคัญที่สุดเลยคือ Study Plan เราคิดว่านี่เป็น ปัจจัยหลักเลยที่เค้าจะใช้คัดเลือก เพราะถึงแม้จะไม่มีการสอบเข้าก็จริง แต่เขาจะอ่านทัศนคติและจุดประสงค์ของเราจาก Study Plan นี่ล่ะ ดังนั้นเราควรเขียนให้ดี ชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจที่สุด!

Study Plan คือการเขียนแผนการเรียนว่าเรียนไปเพื่ออะไร เหตุผลที่มาเรียนที่นี่อะไรทำนองนี้ นี่ก็ลองมโนดูว่าถ้าเราเป็นอาจารย์ เราอยากจะรับเด็กแบบไหนเข้าเรียน ตอนแรกก็แอบคิดว่าไม่ใช่ต่อโทหรือชิงทุน ไม่ต้องซีเรียสหรือเขียนอะไรทางการมากก็ได้มั้ง แต่พอลอง Search ดูตัวอย่าง Study Plan ของนักเรียนต่างชาติคนนึง…โอ้โหหห ความอลังกาลเบอร์นี้ แล้วลองก้มดูงานของตัวเอง ลบเขียนใหม่แทบไม่ทัน (T_T)

ตอนนั้นก็ใช้สกิลภาษาญี่ปุ่นอันด้อยค่าที่ร่ำเรียนมานั่นล่ะค่ะ โชคดีที่ได้ปรึกษารุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มาว่าควรปรับแก้หรือเพิ่มเนื้อหาตรงไหนดีมั้ย และมีเพื่อนคนญี่ปุ่นคอยตรวจและขัดเกลาภาษาให้ดียิ่งขึ้น (ใครไม่ถนัดก็อนุโลมให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษได้) 

ตอนนั้นอยากให้เครดิตตัวเองน่าเชื่อถือก็ส่งใบผลสอบวัดระดับ JLPT ไปด้วย คะแนนก็ใช่ว่าจะดูดีนะแต่มั่นหน้ามั่นโหนกแนบไปก่อน 5555

หลังจากที่เตรียมเอกสารครบแล้วก็ส่งไปให้ทางมหาวิทยาลัย ซึ่งทางนั้นจะ เริ่มพิจารณาเอกสารของเราช่วงปลายเดือนเมษายน ด้วยความที่เราตรวจเอกสารหลายรอบมาก (ค่าส่งมันแพงไม่อยากส่งซ้ำ) เลยค่อนข้างมั่นใจว่าทุกอย่างครบแน่นอน

…แต่ไม่ใช่จ้าา เมื่อตอนสิ้นเดือนเมษายน เราได้รับเมลล์จากทางมหาวิทยาลัยค่ะว่า กรุณาส่งใบ Transcript ตัวจริงของมหาวิทยาลัยที่เราเคยไปแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นเมื่อ 2 ปีที่แล้วมาให้โดยด่วน! ด้วยความที่ทางมหาวิทยาลัยที่เราสมัครเรียนต่อไประบุไว้ว่าเอกสารทุกใบที่ส่งมาไม่มีการส่งคืน ตอนแรกเราจึงส่ง Transcript มหาวิทยาลัยที่เราเคยไปแลกเปลี่ยนเป็นสำเนาไป (เพราะตัวจริงมีแค่ใบเดียว) 

สรุปเค้าไม่เอาค่ะ เลยต้องยอมสละใบ Transcript ตัวจริงตามส่งไปทีหลัง ค่าส่งไปรษณียแค่กระดาษแผ่นเดียวโดนไปอีกเกือบพันบาท โอ้ย ถ้าตกรอบนี่จะไม่ได้คืนใช่มั้ยเนี่ย (T_T)

​หลังจากที่ส่งเอกสารไปให้พิจารณาเสร็จ หน้าที่ต่อไปของเราก็คือ รอฟังผลช่วงปลายพฤษภาคม ซึ่งต้องรอจนรากงอกไปอีกประมาณเดือนกว่าทั้งทางเว็บไซต์และไปรษณีย์ ช่วงนั้นก็ใจตุ้มๆต่อมๆ คนต้องสมัครเยอะแน่ๆเลย ตรูจะผ่านมั้ยว๊าา…นี่ขนาดแค่เบกกะยังตื่นเต้นขนาดนี้ 5555

หลังจากที่นับวันรอวนไป จนในที่สุดก็ถึง วันประกาศผล! นี่ก็อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพื่อมาดูผลในเว็บไซต์โดยเฉพาะ ก็นั่งไล่หาเลขผู้สมัครของตัวเองไป แม้ว่าในระเบียบการบอกว่ารับเทอมละ 90 คน แต่ในรายชื่อที่ออกมามีแค่ 75 คนเท่านั้น ทั้งๆที่คนสมัครก็หลายร้อย แสดงว่าอาจจะคัดโหดใช้ได้เลย (รูปข้างต้น คือ ตัวอย่างประกาศผลมหาวิทยาลัยวาเซดะ)

และในที่สุด…

กรี๊ดดดดดดดดดดดดด! วินาทีที่เห็นเลขที่สมัครของตัวเองนี่แทบจะเด้งออกจากเตียง เย้ ผ่านแล้วโว้ยยย ตอนนั้นดีใจมากที่ตัวเองติด 1 ใน 75 คน ฉันคือหนึ่งในผู้รอดชีวิต อุวะฮ่าๆๆๆ และหลังจากที่ดูประกาศผลในเว็บไซต์ไปไม่กี่วัน ก็มีผลส่งไปรษณีย์มาให้ถึงบ้านเลยค่ะ

(วินาทีที่ยิ้มแก้มปริรอรับเอกสาร 2 แผ่นจากบุรุษไปรษณีย์มันเป็นแบบนี้นี่เอง *^*)

หลายๆคนอาจคิดว่าชีวิตเราโรยกลีบกุหลาบเหลือแค่นับวันรอไปญี่ปุ่นแล้วแน่

แต่ขอบอกว่า...คุณคิดผิด!

เพราะสารพัดปัญหาที่แท้จริงของเรามันเริ่มต่อจากช่วงเวลาต่อไปนี้ต่างหาก!

แต่จะเป็นเรื่องอะไร เราขออนุญาตนำไปเล่าต่อในเพจของเราแทนนะคะ เพราะเป็นปัญหาค่อนข้างส่วนตัว และเนื้อหาอาจจะค่อนข้างไร้สาระเลยคิดว่าลงในนั้นน่าจะเหมาะสมกว่า สุดท้ายนี้หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรานะคะ สวัสดีค่ะ :)

PAGE : https://www.facebook.com/rumraisinblogger/ ​

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาจาก

  • http://iec.hokuriku-u.ac.jp/ch/2905.html
  • http://www.theshare.cn/article/detailp/1457
  • http://asukamiyake.pixnet.net/blog/category/947984
  • http://asukamiyake.pixnet.net/blog/post/33520192-%5B%E5%BF%83%E5%BE%97%5D-%E6%97%A9%E7%A8%BB%E7%94%B0&%E6%85%B6%E6%87%89%E5%88%A5%E7%A7%91%E7%94%B3%E8%AB%8B%E5%BF%83%E5%BE%97%E5%88%86%E4%BA%AB