e การศึกษา

Fresh news from Japan!

We are excited to deliver you the the freshest news from Japan!

เรียนภาษาญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่น เลือกคอร์สแบบไหนดี?

By , วันพุธ, 14 มีนาคม 2561

หลายคนพอรู้สึกอยากจะเรียนภาษาญี่ปุนแบบจริงจังขึ้นมา ก็คงนึกถึงการไปเรียนถึงถิ่นเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะคะ แต่พอเปิดดูคอร์สแล้ว อาจจะเกิดการสับสนว่าแบบไหนและมันแตกต่างกันยังไง และตัวเองเหมาะกับการไปเรียนแบบไหน
วันนี้เราจึงขอมาเล่าถึงคอร์สภาษาญี่ปุ่นแบบต่าง ๆ รวมถึงแนะนำว่าแต่ละคอร์สเหมาะกับความต้องการแบบไหนกันค่ะ! 


"คอร์สระยะสั้น" 

คอร์สระยะสั้นของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นนั้น โดยปกติแล้วมักมีความยาว 1 - 3 เดือนค่ะ  อาจมีบางโรงเรียนที่สามารถจัดคอร์สสั้นกว่านั้นได้ คือ 10 - 14 วัน แต่ระยะเรียนจะยาวกว่านั้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของวีซ่า 


ข้อดี
ของคอร์สแบบนี้คือ สามารถทำเรื่องไปเรียนได้ง่าย เพราะระยะเวลาสั้น ไม่จำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน (ถ้าทีทำงานใจดีให้ลายาวได้ ...) รวมถึงบางโรงเรียนนั้นเปิดให้เรียนคอร์สระยะสั้นได้แทบทุกวัน นั่นหมายความว่า เราสามารถเลือกวันเรียนเองได้ และไม่ต้องรอวันเปิดเทอมอีกด้วย  สาเหตุที่มาได้ง่าย ๆ อีกอย่างเพราะคอร์สระยะสั้นนั้นไม่จำเป็นต้องขอวีซ่านักเรียนที่ต้องใช้เวลาในการขอนาน (อย่างน้อย 1 เดือน)  ฉะนั้นหากใครตัดสินใจจะมาเรียนระยะสั้น ขอเพียงคุยกับทางโรงเรียน ชำระเงินเสร็จ มีเวลาอีกแค่ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ ก็สามารถยื่นขอวีซ่า และเตรียมบินมาเรียนที่ญี่ปุ่นได้เลย! 


ข้อเสีย เนื่องจากเป็นคอร์สระยะสั้น อาจจะรู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้อะไร ยิ่งถ้าเป็นคนไม่มีพื้นฐานมาก่อนอาจจะรู้สึกไม่ต่างจากมาเที่ยวเท่าไหร่เลย ... รวมถึงการที่ไม่ได้วีซ่านักเรียน จะทำให้เราไม่ได้ส่วนลดบางอย่าง เช่น ส่วนลดในการซื้อตั๋วรถไฟราคานักเรียน ซึ่งถูกกว่ากันประมาณ 30% เลยทีเดียว  และแน่นอนว่า ทำงานพิเศษไม่ได้ (การทำงานพิเศษโดยถือวีซ่าระยะสั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อาจถูกจับได้) 


เหมาะสำหรับ คนที่มีเวลาน้อย คนที่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นในระดับหนึ่งแล้วและอยากไปเจอภาษาญี่ปุ่นของจริง คนที่อยากลองเรียนภาษาญี่ปุ่นว่าจะถูกใจเราไหม (แถมได้ไปดูสังคมเขาด้วยว่าใช่สิ่งที่เราอยากจะเจอหลังจากเรียนภาษาญี่ปุ่นไปนาน ๆ) สำหรับระยะเวลาที่เราแนะนำคือ 1 เดือนขึ้นไปค่ะ สั้นกว่านี้จะเหมือนมาเที่ยวจริง ๆ

​"คอร์สระยะสั้นพร้อมกิจกรรม" "Spring Course" "Summer Course"

คอร์สระยะสั้นอีกสไตล์หนึ่งที่มักมีระยะเวลา 1 - 3 เดือนเช่นเดียวกับ แต่ส่วนที่แตกต่างจากคอร์สระยะสั้นตามปกติ คือ คอร์สนี้มีเรียนภาษาญี่ปุ่นแค่ครึ่งวัน และอีกครึ่งวันจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ให้ทำ หรือพาไปเที่ยว โดยกิจกรรมจะมีประมาณ 1 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (บางโรงเรียนอาจจัดกิจกรรมได้เกือบทุกวันเลยก็มีนะ)  กิจกรรมที่จัดโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นพวก เขียนพู่กัน พิธีชงชาต่าง ๆ ที่ดูเป็นญี่ปุ่น  แต่บางโรงเรียนก็มีอะไรน่าสนใจแปลกใหม่ เช่น วาดการ์ตูน ทำอนิเมะ ปั้นซูชิ  ส่วนการพาเที่ยวก็ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนที่ไปเรียนอยู่จังหวัดไหน โรงเรียนก็จะพาไปสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดนั้น ๆ อย่างโรงเรียนในโตเกียว ก็แน่นอนว่าต้องไปวัดอาซากุสะ เป็นต้น


ข้อดี คล้าย ๆ กับคอร์สระยะสั้น คือ ไปง่าย เพราะไม่ต้องใช้วีซ่านักเรียน อีกทั้งคอร์สแบบนี้ยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้ได้สัมผัสอีกต่างหาก โดยบางกิจกรรม ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเองคนสองคน อาจจะเข้าร่วมยาก (พิธีชงชาแบบกลุ่มหรือปั้นซูชิ)  ถือว่า นอกจากจะได้เรียนภาษาแล้ว ยังได้รู้จักกับญี่ปุ่นในด้านอื่น ๆ อีกด้วย


ข้อเสีย คล้าย ๆ กับคอร์สระยะสั้น คือ ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นไม่เต็มที่ แถมระยะเวลาก็สั้น ไม่ได้วีซ่านักเรียนเช่นกัน ทำให้ไม่มีส่วนลดค่ารถไฟด้วย


เหมาะสำหรับ คนที่อยากลองเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยที่รู้จักผ่านมุมมองด้านอื่น ๆ ของญี่ปุ่นด้วย หรือคนที่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นแล้ว แต่อยากมาเสัมผัสวัฒนธรรมของญี่ปุ่นจริง ๆ  รวมไปถึงคนที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ได้อยากได้ภาษามาก แค่อยากมาดูญี่ปุ่นของจริงและมาเที่ยวมากกว่า  คอร์สนี้ไม่แนะนำสำหรับคนที่มีระดับภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างสูง เพราะหลายโรงเรียนไม่ได้เปิดคลาสระดับสูงสำหรับคอร์สนี้ (แต่ลองติดต่อสอบถามโรงเรียนที่สนใจก่อนได้ค่ะ)  นอกจากนี้ยังเป็นคอร์สที่จะทำให้ได้เพื่อนจากทั่วโลกอีกด้วยนะ เพราะแม้จะเป็นคอร์สระยะสั้น แต่พอได้ทำกิจกรรม ก็จะเป็นเพื่อนกันง่ายเลย


​"คอร์สระยะยาว" 

ชื่อก็บอกแล้วว่ายาว ซึ่งยาวที่ว่านี่ก็คือระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน – 2 ปี ค่ะ  คอร์สนี้ต้องรอเปิดเรียนพร้อมกัน  ปกติโรงเรียนจะเปิดปีละ 2 รอบ หรือ 4 รอบ แล้วแต่โรงเรียนเลยค่ะ โดยจะเปิดในเดือน มกราคม เมษายน สิงหาคม และตุลาคม สำหรับโรงเรียนที่เปิดปีละ 2 ครั้งมักจะเป็นเทอมเดือนเมษายนและเทอมเดือนตุลาคม  บางโรงเรียนจะมีบทเรียนที่เข้มข้นกว่าคอร์สระยะสั้นด้วย  และหลายโรงเรียนมักมีกิจกรรมระหว่างภาคการศึกษา เช่น กิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างพิธีชงชา เขียนพู่กัน รวมไปถึงงานกีฬาสี และทัศนศึกษา  แม้จะเป็นคอร์สระยะยาว ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเรียนครบ 2 ปี แต่จะใช้วิธีจ่ายค่าเทอมต่อไปเป็นเทอม ๆ ไป (หรือจ่ายระยะ 1 ปี) ถ้าคิดว่าเรียนพอใจแล้ว หรือมีเหตุฉุกเฉินต้องกลับก็สามารถทำได้ค่ะ


ข้อดี แน่นอนว่าข้อดีของของการเรียนระยะยาวก็คือ ได้เรียนภาษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่าเรียนแล้วได้ผลแน่ ๆ (แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความขยันด้วยนะ!) ส่วนใหญ่แล้วการเรียน 2 ปีตั้งแต่ไม่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเลย จะทำให้สอบได้ระดับ N2 – N1 เรียกว่าพอจบมา การันตีได้ว่าเอาภาษาไปทำงานหรือเรียนต่อได้แน่นอน! และประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นก็ยังทำให้เราได้เรียนรู้อะไรที่มากกว่าในตำราเรียนด้วย ค่าใช้จ่ายระยะยาวดูอาจจะเยอะ แต่อย่างน้อยวีซ่านักเรียนที่เราได้ก็ทำให้เราได้ส่วนลดสำหรับนักเรียนในหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ โรงหนัง คาราโอเกะ และส่วนลดตั๋วรถไฟรายเดือนในราคานักเรียนที่ถูกกว่าราว 30% เลยทีเดียวจ้า และยังทำงานพิเศษได้ด้วย ถือว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ประสบการณ์ไปด้วยล่ะ (การทำงานพิเศษจำเป็นต้องทำเรื่องขออนุญาตกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน) แถมการได้เรียนระยะยาวแบบนี้จะทำให้ได้เพื่อนใหม่มากมายหลายชาติอีกต่างหากนะ!


ข้อเสีย ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ญี่ปุ่นเลย ต้องลาออกจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในระยะยาวย่อมสูง และไม่ใช่ว่านึกอยากไปก็ส่งใบสมัครไปได้เลย เพราะไหนจะต้องรอวันเปิดเทอม และต้องสมัครล่วงหน้าเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาว (ประมาณครึ่งปีก่อนเปิดเทอม) เรียกว่าต้องวางแผนมาอย่างดีก่อน รวมไปถึงเมื่อต้นทุนสูง เกิดเรียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกทาง จะกลับตัว ... ก็ไม่ได้ ... ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึงงงงง


เหมาะสำหรับ คนที่รู้ตัวแล้วว่าอยากจะเอาดีทางด้านภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ คนที่อยากเรียนต่อหรือทำงานในญี่ปุ่น คนที่ต้องการใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน และก็ต้องมีต้นทุนในระดับหนึ่งเลย เพราะว่าต้องขอวีซ่าพำนักระยะยาวซึ่งปกติจะขอดู statement ธนาคารด้วย

"คอร์สระยะยาวสำหรับเรียนต่อ" (University Preparatory Course)

คอร์สนี้ก็เป็นคอร์สระยะยาวเหมือนกัน แต่จะมุ่งเน้นเรื่องการเรียนต่อเป็นพิเศษเลยค่ะ ระยะเวลาจะอยู่ที่ 6 เดือน – 2 ปีเหมือนกัน รวมถึงจะได้วีซ่านักเรียน และมีลักษณะเหมือน ๆ กับคอร์สระยะยาวข้างต้นทั้งหมด เว้นแต่คอร์สแบบนี้มักจะเปิดสอนวิชาอื่นนอกเหนือจากภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องใช้ในการสอบ EJU ด้วย (คล้าย ๆ สอบ GAT, PAT บ้านเรา) รวมไปถึงอาจมีวิชาติวสอบโดยเฉพาะ โรงเรียนที่มีคอร์สนี้มักจะมีวิชาหรือการช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกในการเรียนต่อเยอะกว่าโรงเรียนที่ไม่มีคอร์สนี้ เช่น การแนะแนวการศึกษา โควตาสอบตรง ที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้เรียนการศึกษาภาคบังคับครบ 12 ปี (ประถม – ม.6) จำเป็นต้องเรียนคอร์สนี้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น เนื่องจากมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดของญี่ปุ่นระบุคุณสมบัติของผู้สมัครว่า "ต้องจบการศึกษาระบบ 12 ปี" คนที่เรียนมัธยมจากเมืองนอก นักเรียนโรงเรียนนานาชาติบางแห่งจะเรียนจบ ได้วุฒิ ม.6 ทั้งที่เรียนแค่ 10 - 11 ปี  นักเรียนเหล่านี้ต้องผ่านคอร์สภาษาญี่ปุ่นแบบนี้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีค่ะ


ข้อดี เหมือนกับระยะยาว เพราะระบบการเรียนใกล้เคียงกัน แต่เนื้อหาการเรียนและการช่วยเหลือจากทางโรงเรียนจะมุ่งเน้นเรื่องการเรียนต่อ จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีเป้าหมายอยากเรียนต่อในญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้จบการศึกษาภาคบังคับระบบ 12 ปี


ข้อเสีย เหมือนกับระยะยาว ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีการวางแผนและสมัครล่วงหน้า (ประมาณ 5 - 6 เดือนล่วงหน้า สามารถสอบถามกับทางไอเลิฟเจแปนนิสได้โดยตรงค่ะ)


เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการเรียนต่อระดับสูงในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนวิชาชีพ (เซมมง) มหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี ปริญญาโท เพราะนอกจากจะเรียนภาษาญี่ปุ่นเข้มข้นแล้ว ยังมีวิชาที่เน้นการสอบเข้า รวมไปถึงมีแนะแนวการศึกษาต่อ แถมด้วยโควต้าสอบตรงอีกต่างหาก แต่คอร์สนี้สำหรับผู้ที่ยังลังเลหรือไม่ได้จะเรียนต่อ ก็สามารถเข้าเรียนได้เหมือนกันนะ



หากจะสรุปแบบเข้าใจง่ายสุด ๆ ไม่ต้องอ่านเยอะ พอจะสรุปได้สั้น ๆ แบบนี้ล่ะค่ะ! 

ระยะสั้น ควรเรียนตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ไปง่าย สะดวก เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลา หรือคนอยากลองเรียนภาษา 

ระยะสั้นแบบมีกิจกรรม ไปง่าย สะดวก ได้เรียนรู้มากกว่าแค่ภาษา มีโอกาสได้เพื่อนใหม่ 

ระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่ตัดสินใจจะเรียนภาษาแล้วอย่างจริงจัง หรืออยากเรียนต่อ อยากได้ภาษาไปทำงาน 

ระยะยาวแบบสำหรับเรียนต่อ เหมือนกับระยะยาว แต่เหมาะมากสำหรับคนที่ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อในญี่ปุ่นไม่ว่าในระดับไหน รวมถึงจำเป็นสำหรับคนที่เรียนการศึกษาภาคบังคับไม่ถึง 12 ปี 


หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็นไอเดียให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ รวมถึงผู้ปกครองที่ยังลังเลใจว่าคอร์สไหนจะเหมาะสมกับความต้องการของตนเองนะคะ! 

แต่ที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษาก็ย่อมต้องเป็นความพยายามและการเปิดใจให้กว้าง พร้อมที่จะเข้าใจความแตกต่างค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นค่ะ



เนื้อหาเขียนโดย Kogetsu
เรียบเรียงโดย ทีมงานไอเลิฟเจแปนนิส



หลายคนพอรู้สึกอยากจะเรียนภาษาญี่ปุนแบบจริงจังขึ้นมา ก็คงนึกถึงการไปเรียนถึงถิ่นเลยทีเดียวใช่มั้ยล่ะคะ แต่พอเปิดดูคอร์สแล้ว อาจจะเกิดการสับสนว่าแบบไหนและมันแตกต่างกันยังไง และตัวเองเหมาะกับการไปเรียนแบบไหน
วันนี้เราจึงขอมาเล่าถึงคอร์สภาษาญี่ปุ่นแบบต่าง ๆ รวมถึงแนะนำว่าแต่ละคอร์สเหมาะกับความต้องการแบบไหนกันค่ะ! 


"คอร์สระยะสั้น" 

คอร์สระยะสั้นของโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นนั้น โดยปกติแล้วมักมีความยาว 1 - 3 เดือนค่ะ  อาจมีบางโรงเรียนที่สามารถจัดคอร์สสั้นกว่านั้นได้ คือ 10 - 14 วัน แต่ระยะเรียนจะยาวกว่านั้นไม่ได้ด้วยข้อจำกัดของวีซ่า 


ข้อดี
ของคอร์สแบบนี้คือ สามารถทำเรื่องไปเรียนได้ง่าย เพราะระยะเวลาสั้น ไม่จำเป็นต้องลาออกจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน (ถ้าทีทำงานใจดีให้ลายาวได้ ...) รวมถึงบางโรงเรียนนั้นเปิดให้เรียนคอร์สระยะสั้นได้แทบทุกวัน นั่นหมายความว่า เราสามารถเลือกวันเรียนเองได้ และไม่ต้องรอวันเปิดเทอมอีกด้วย  สาเหตุที่มาได้ง่าย ๆ อีกอย่างเพราะคอร์สระยะสั้นนั้นไม่จำเป็นต้องขอวีซ่านักเรียนที่ต้องใช้เวลาในการขอนาน (อย่างน้อย 1 เดือน)  ฉะนั้นหากใครตัดสินใจจะมาเรียนระยะสั้น ขอเพียงคุยกับทางโรงเรียน ชำระเงินเสร็จ มีเวลาอีกแค่ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ ก็สามารถยื่นขอวีซ่า และเตรียมบินมาเรียนที่ญี่ปุ่นได้เลย! 


ข้อเสีย เนื่องจากเป็นคอร์สระยะสั้น อาจจะรู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้อะไร ยิ่งถ้าเป็นคนไม่มีพื้นฐานมาก่อนอาจจะรู้สึกไม่ต่างจากมาเที่ยวเท่าไหร่เลย ... รวมถึงการที่ไม่ได้วีซ่านักเรียน จะทำให้เราไม่ได้ส่วนลดบางอย่าง เช่น ส่วนลดในการซื้อตั๋วรถไฟราคานักเรียน ซึ่งถูกกว่ากันประมาณ 30% เลยทีเดียว  และแน่นอนว่า ทำงานพิเศษไม่ได้ (การทำงานพิเศษโดยถือวีซ่าระยะสั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย อาจถูกจับได้) 


เหมาะสำหรับ คนที่มีเวลาน้อย คนที่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นในระดับหนึ่งแล้วและอยากไปเจอภาษาญี่ปุ่นของจริง คนที่อยากลองเรียนภาษาญี่ปุ่นว่าจะถูกใจเราไหม (แถมได้ไปดูสังคมเขาด้วยว่าใช่สิ่งที่เราอยากจะเจอหลังจากเรียนภาษาญี่ปุ่นไปนาน ๆ) สำหรับระยะเวลาที่เราแนะนำคือ 1 เดือนขึ้นไปค่ะ สั้นกว่านี้จะเหมือนมาเที่ยวจริง ๆ

​"คอร์สระยะสั้นพร้อมกิจกรรม" "Spring Course" "Summer Course"

คอร์สระยะสั้นอีกสไตล์หนึ่งที่มักมีระยะเวลา 1 - 3 เดือนเช่นเดียวกับ แต่ส่วนที่แตกต่างจากคอร์สระยะสั้นตามปกติ คือ คอร์สนี้มีเรียนภาษาญี่ปุ่นแค่ครึ่งวัน และอีกครึ่งวันจะมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ ให้ทำ หรือพาไปเที่ยว โดยกิจกรรมจะมีประมาณ 1 - 3 ครั้งต่อสัปดาห์ (บางโรงเรียนอาจจัดกิจกรรมได้เกือบทุกวันเลยก็มีนะ)  กิจกรรมที่จัดโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นพวก เขียนพู่กัน พิธีชงชาต่าง ๆ ที่ดูเป็นญี่ปุ่น  แต่บางโรงเรียนก็มีอะไรน่าสนใจแปลกใหม่ เช่น วาดการ์ตูน ทำอนิเมะ ปั้นซูชิ  ส่วนการพาเที่ยวก็ขึ้นอยู่กับว่าโรงเรียนที่ไปเรียนอยู่จังหวัดไหน โรงเรียนก็จะพาไปสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดนั้น ๆ อย่างโรงเรียนในโตเกียว ก็แน่นอนว่าต้องไปวัดอาซากุสะ เป็นต้น


ข้อดี คล้าย ๆ กับคอร์สระยะสั้น คือ ไปง่าย เพราะไม่ต้องใช้วีซ่านักเรียน อีกทั้งคอร์สแบบนี้ยังมีกิจกรรมทางวัฒนธรรมให้ได้สัมผัสอีกต่างหาก โดยบางกิจกรรม ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเองคนสองคน อาจจะเข้าร่วมยาก (พิธีชงชาแบบกลุ่มหรือปั้นซูชิ)  ถือว่า นอกจากจะได้เรียนภาษาแล้ว ยังได้รู้จักกับญี่ปุ่นในด้านอื่น ๆ อีกด้วย


ข้อเสีย คล้าย ๆ กับคอร์สระยะสั้น คือ ได้เรียนภาษาญี่ปุ่นไม่เต็มที่ แถมระยะเวลาก็สั้น ไม่ได้วีซ่านักเรียนเช่นกัน ทำให้ไม่มีส่วนลดค่ารถไฟด้วย


เหมาะสำหรับ คนที่อยากลองเรียนภาษาญี่ปุ่นโดยที่รู้จักผ่านมุมมองด้านอื่น ๆ ของญี่ปุ่นด้วย หรือคนที่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นแล้ว แต่อยากมาเสัมผัสวัฒนธรรมของญี่ปุ่นจริง ๆ  รวมไปถึงคนที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าไม่ได้อยากได้ภาษามาก แค่อยากมาดูญี่ปุ่นของจริงและมาเที่ยวมากกว่า  คอร์สนี้ไม่แนะนำสำหรับคนที่มีระดับภาษาญี่ปุ่นค่อนข้างสูง เพราะหลายโรงเรียนไม่ได้เปิดคลาสระดับสูงสำหรับคอร์สนี้ (แต่ลองติดต่อสอบถามโรงเรียนที่สนใจก่อนได้ค่ะ)  นอกจากนี้ยังเป็นคอร์สที่จะทำให้ได้เพื่อนจากทั่วโลกอีกด้วยนะ เพราะแม้จะเป็นคอร์สระยะสั้น แต่พอได้ทำกิจกรรม ก็จะเป็นเพื่อนกันง่ายเลย


​"คอร์สระยะยาว" 

ชื่อก็บอกแล้วว่ายาว ซึ่งยาวที่ว่านี่ก็คือระยะเวลาตั้งแต่ 6 เดือน – 2 ปี ค่ะ  คอร์สนี้ต้องรอเปิดเรียนพร้อมกัน  ปกติโรงเรียนจะเปิดปีละ 2 รอบ หรือ 4 รอบ แล้วแต่โรงเรียนเลยค่ะ โดยจะเปิดในเดือน มกราคม เมษายน สิงหาคม และตุลาคม สำหรับโรงเรียนที่เปิดปีละ 2 ครั้งมักจะเป็นเทอมเดือนเมษายนและเทอมเดือนตุลาคม  บางโรงเรียนจะมีบทเรียนที่เข้มข้นกว่าคอร์สระยะสั้นด้วย  และหลายโรงเรียนมักมีกิจกรรมระหว่างภาคการศึกษา เช่น กิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างพิธีชงชา เขียนพู่กัน รวมไปถึงงานกีฬาสี และทัศนศึกษา  แม้จะเป็นคอร์สระยะยาว ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องเรียนครบ 2 ปี แต่จะใช้วิธีจ่ายค่าเทอมต่อไปเป็นเทอม ๆ ไป (หรือจ่ายระยะ 1 ปี) ถ้าคิดว่าเรียนพอใจแล้ว หรือมีเหตุฉุกเฉินต้องกลับก็สามารถทำได้ค่ะ


ข้อดี แน่นอนว่าข้อดีของของการเรียนระยะยาวก็คือ ได้เรียนภาษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงมั่นใจได้ว่าเรียนแล้วได้ผลแน่ ๆ (แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความขยันด้วยนะ!) ส่วนใหญ่แล้วการเรียน 2 ปีตั้งแต่ไม่มีพื้นภาษาญี่ปุ่นมาก่อนเลย จะทำให้สอบได้ระดับ N2 – N1 เรียกว่าพอจบมา การันตีได้ว่าเอาภาษาไปทำงานหรือเรียนต่อได้แน่นอน! และประสบการณ์การใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นก็ยังทำให้เราได้เรียนรู้อะไรที่มากกว่าในตำราเรียนด้วย ค่าใช้จ่ายระยะยาวดูอาจจะเยอะ แต่อย่างน้อยวีซ่านักเรียนที่เราได้ก็ทำให้เราได้ส่วนลดสำหรับนักเรียนในหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นพวกพิพิธภัณฑ์ โรงหนัง คาราโอเกะ และส่วนลดตั๋วรถไฟรายเดือนในราคานักเรียนที่ถูกกว่าราว 30% เลยทีเดียวจ้า และยังทำงานพิเศษได้ด้วย ถือว่าช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและได้ประสบการณ์ไปด้วยล่ะ (การทำงานพิเศษจำเป็นต้องทำเรื่องขออนุญาตกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน) แถมการได้เรียนระยะยาวแบบนี้จะทำให้ได้เพื่อนใหม่มากมายหลายชาติอีกต่างหากนะ!


ข้อเสีย ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องย้ายสำมะโนครัวไปอยู่ญี่ปุ่นเลย ต้องลาออกจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในระยะยาวย่อมสูง และไม่ใช่ว่านึกอยากไปก็ส่งใบสมัครไปได้เลย เพราะไหนจะต้องรอวันเปิดเทอม และต้องสมัครล่วงหน้าเป็นระยะเวลาค่อนข้างยาว (ประมาณครึ่งปีก่อนเปิดเทอม) เรียกว่าต้องวางแผนมาอย่างดีก่อน รวมไปถึงเมื่อต้นทุนสูง เกิดเรียนไปแล้วรู้สึกว่าไม่ถูกทาง จะกลับตัว ... ก็ไม่ได้ ... ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึงงงงง


เหมาะสำหรับ คนที่รู้ตัวแล้วว่าอยากจะเอาดีทางด้านภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ คนที่อยากเรียนต่อหรือทำงานในญี่ปุ่น คนที่ต้องการใช้ภาษาญี่ปุ่นในการทำงาน และก็ต้องมีต้นทุนในระดับหนึ่งเลย เพราะว่าต้องขอวีซ่าพำนักระยะยาวซึ่งปกติจะขอดู statement ธนาคารด้วย

"คอร์สระยะยาวสำหรับเรียนต่อ" (University Preparatory Course)

คอร์สนี้ก็เป็นคอร์สระยะยาวเหมือนกัน แต่จะมุ่งเน้นเรื่องการเรียนต่อเป็นพิเศษเลยค่ะ ระยะเวลาจะอยู่ที่ 6 เดือน – 2 ปีเหมือนกัน รวมถึงจะได้วีซ่านักเรียน และมีลักษณะเหมือน ๆ กับคอร์สระยะยาวข้างต้นทั้งหมด เว้นแต่คอร์สแบบนี้มักจะเปิดสอนวิชาอื่นนอกเหนือจากภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องใช้ในการสอบ EJU ด้วย (คล้าย ๆ สอบ GAT, PAT บ้านเรา) รวมไปถึงอาจมีวิชาติวสอบโดยเฉพาะ โรงเรียนที่มีคอร์สนี้มักจะมีวิชาหรือการช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกในการเรียนต่อเยอะกว่าโรงเรียนที่ไม่มีคอร์สนี้ เช่น การแนะแนวการศึกษา โควตาสอบตรง ที่สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งคือ สำหรับชาวต่างชาติที่ไม่ได้เรียนการศึกษาภาคบังคับครบ 12 ปี (ประถม – ม.6) จำเป็นต้องเรียนคอร์สนี้เพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยของญี่ปุ่น เนื่องจากมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดของญี่ปุ่นระบุคุณสมบัติของผู้สมัครว่า "ต้องจบการศึกษาระบบ 12 ปี" คนที่เรียนมัธยมจากเมืองนอก นักเรียนโรงเรียนนานาชาติบางแห่งจะเรียนจบ ได้วุฒิ ม.6 ทั้งที่เรียนแค่ 10 - 11 ปี  นักเรียนเหล่านี้ต้องผ่านคอร์สภาษาญี่ปุ่นแบบนี้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรีค่ะ


ข้อดี เหมือนกับระยะยาว เพราะระบบการเรียนใกล้เคียงกัน แต่เนื้อหาการเรียนและการช่วยเหลือจากทางโรงเรียนจะมุ่งเน้นเรื่องการเรียนต่อ จึงเหมาะมากสำหรับคนที่มีเป้าหมายอยากเรียนต่อในญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้จบการศึกษาภาคบังคับระบบ 12 ปี


ข้อเสีย เหมือนกับระยะยาว ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องมีการวางแผนและสมัครล่วงหน้า (ประมาณ 5 - 6 เดือนล่วงหน้า สามารถสอบถามกับทางไอเลิฟเจแปนนิสได้โดยตรงค่ะ)


เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการเรียนต่อระดับสูงในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนวิชาชีพ (เซมมง) มหาวิทยาลัยระดับปริญญาตรี ปริญญาโท เพราะนอกจากจะเรียนภาษาญี่ปุ่นเข้มข้นแล้ว ยังมีวิชาที่เน้นการสอบเข้า รวมไปถึงมีแนะแนวการศึกษาต่อ แถมด้วยโควต้าสอบตรงอีกต่างหาก แต่คอร์สนี้สำหรับผู้ที่ยังลังเลหรือไม่ได้จะเรียนต่อ ก็สามารถเข้าเรียนได้เหมือนกันนะ



หากจะสรุปแบบเข้าใจง่ายสุด ๆ ไม่ต้องอ่านเยอะ พอจะสรุปได้สั้น ๆ แบบนี้ล่ะค่ะ! 

ระยะสั้น ควรเรียนตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป ไปง่าย สะดวก เหมาะสำหรับคนไม่มีเวลา หรือคนอยากลองเรียนภาษา 

ระยะสั้นแบบมีกิจกรรม ไปง่าย สะดวก ได้เรียนรู้มากกว่าแค่ภาษา มีโอกาสได้เพื่อนใหม่ 

ระยะยาว เหมาะสำหรับคนที่ตัดสินใจจะเรียนภาษาแล้วอย่างจริงจัง หรืออยากเรียนต่อ อยากได้ภาษาไปทำงาน 

ระยะยาวแบบสำหรับเรียนต่อ เหมือนกับระยะยาว แต่เหมาะมากสำหรับคนที่ตัดสินใจว่าจะเรียนต่อในญี่ปุ่นไม่ว่าในระดับไหน รวมถึงจำเป็นสำหรับคนที่เรียนการศึกษาภาคบังคับไม่ถึง 12 ปี 


หวังว่าบทความนี้จะช่วยเป็นไอเดียให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ รวมถึงผู้ปกครองที่ยังลังเลใจว่าคอร์สไหนจะเหมาะสมกับความต้องการของตนเองนะคะ! 

แต่ที่สำคัญที่สุดในการเรียนภาษาก็ย่อมต้องเป็นความพยายามและการเปิดใจให้กว้าง พร้อมที่จะเข้าใจความแตกต่างค่ะ ขอให้ทุกคนสนุกกับการเรียนภาษาญี่ปุ่นค่ะ



เนื้อหาเขียนโดย Kogetsu
เรียบเรียงโดย ทีมงานไอเลิฟเจแปนนิส



บทความล่าสุด