e เรื่องทั่วไป

Fresh news from Japan!

We are excited to deliver you the the freshest news from Japan!

[สปอย] ความหมายที่แท้จริงของ “อยากกินตับอ่อนของเธอ” - Kimi no suizou wo tabetai

By , วันพุธ, 22 พฤศจิกายน 2560

คำเตือน เนื้อหาของบล็อกนี้มีสปอย หากยังไม่ได้ดู อยากให้ดูก่อนมาอ่านนะจ๊ะ



Kimi no suizou wo tabetai หรือในชื่อภาษาไทย คือ "ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ" ภาพยนตร์แนวรัก ซึ้งกินใจ ที่มีชื่อเรื่องที่อาจจะแปลกสักหน่อย ชวนให้สงสัย ว่าจริงๆแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ เกี่ยวกับอะไรกันแน่ ซึ่งหากแปลชื่อเรื่องจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว จะแปลได้ว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ" ก็ยังงงอยู่ดีใช่มะ หากใครได้ดูในภาพยนตร์แล้ว จะน่าจะพอทราบความหมายอยู่บ้าง แต่ก็มีบางจุดที่ไม่ค่อยเคลียร์เนอะ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้น


เรื่องย่อ 


พระเอกเป็นครูในโรงเรียนมัธยมที่ตัวเองจบมา วันหนึ่งหอสมุดที่โรงเรียนกำลังจะถูกทุบทิ้ง พระเอกจึงได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยนักเรียนจัดเก็บหนังสือ เพราะสมัยม.ปลายเคยเป็นบรรณารักษ์มาก่อน ระหว่างที่เขาเก็บหนังสือกับนักเรียน ก็ได้เล่าเรื่องสมัยเด็กของตัวเองที่บังเอิญรู้ว่าเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเป็นโรคตับอ่อน แล้วเรื่องราวก็เล่าย้อนไปสมัยที่ตอนพระเอกอยู่ ม.ปลาย


นำแสดงโดย

​โอกุริ ชุน , คิตากาว่า เคโกะ , ฮามะเบะ มินามิ , คิตามูระ ทาคุมิ


หลังจากตรงนี้ไป จะเป็นการสปอยแล้วนะ ถ้าใครยังไม่ดู อยากให้ดูก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านนะ

เตือนรอบสุดท้าย

.

.

.

.

.

ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเข้าใจความหมายของ "อยากกินตับอ่อนของเธอ" พร้อม ๆ กัน เลยค่ะ

.

.

.


"อยากกินตับอ่อนของเธอ"

1 ประโยคกับ 4 ความหมาย


ในภาพยนตร์ได้มีการพูดถึง "อยากกินตับอ่อนของเธอ" ทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน ซึ่งในแต่ละครั้งที่พูด ก็มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละบริบท เรามาทำความเข้าใจในแต่ละความหมายกันเถอะค่ะ 


ความหมายที่ 1 


เริ่มต้นเรื่อง ฉากที่พระเอกนางเอกอยู่ในห้องสมุด จู่ๆ นางเอกก็พูดขึ้นมาว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ"

…หืม? ไม่ใช่แค่พระเอกที่งง คนดูก็งงด้วยคนค่า

แต่นางเอกของเราก็ไม่ปล่อยให้คนดูงงนาน ก็พูดถึงความหมายแรกเลย


"ในสมัยก่อนมีความเชื่อว่า ถ้าเจ็บป่วยตรงส่วนไหนของร่างกาย

หากกินส่วนนั้นของสัตว์แทน อาการจะดีขึ้น"



ดูเหมือนเป็นคำพูดติดตลกของนางเอกในตอนต้นเรื่อง เพื่อหยอกพระเอกเล่นๆ แต่กลับแฝงความหมายเป็นนัยว่า แม้ว่าภายนอกนางเอกจะดูร่าเริง เหมือนยอมรับในโรคตับอ่อนที่ตัวเองเผชิญอยู่ได้แล้ว แต่ในใจลึกๆ นางเอกก็ต้องการหายจากโรคตับอ่อนเช่นกัน 


ความหมายที่ 2


เป็นฉากตอนที่พระเอกนางเอกไปเที่ยวคิวชูกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มพัฒนามากขึ้น นางเอกพูดว่า "ถ้าฉันตายไป นายจะกินตับอ่อนของฉันก็ได้นะ" พระเอกก็บอกว่า ฉันไม่ได้เจ็บป่วยสักหน่อย ทำไมต้องกินด้วย นางเอกเลยเล่าถึงความหมายที่ 2 ว่า


"คนโบราณเชื่อว่า หากเรากินส่วนไหนของร่างกายคนที่ตายไปแล้ว

คนๆ นั้นจะยังคงอยู่ในร่างกายของเรา ไม่จากไปไหน"



หรือพูดในอีกแง่หนึ่งว่า นางเอกต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่อยากหายไปจากโลกใบนี้ อยากจะอยู่ท่ามกลางคนสำคัญมากมายของเธอ ทั้งครอบครัวและเพื่อนนั่นเองค่ะ 


ความหมายที่ 3



คราวนี้ถึงตาที่พระเอกพูดบ้าง เป็นฉากที่สำคัญที่สุดในเรื่องเลยก็ว่าได้ คือฉากที่พระเอกส่งอีเมลไปหานางเอก โดยหารู้ไม่ว่า นั่นจะเป็นเมลสุดท้าย ตอนแรกสุดพระเอกพิมพ์ไปยาวมาก และสุดท้ายก็ลบออก แล้วพิมพ์ไปเพียงประโยคเดียวว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ"


ในอีเมลที่พระเอกพิมพ์ไป เป็นความหมายของทั้งหมดของ "อยากกินตับอ่อนของเธอ" ค่ะ โดยเนื้อหาอีเมล สรุปได้ว่าเป็นการชื่นชมนางเอก ให้ความเคารพและยกย่องนางเอกมากๆ จนอยากจะเป็นแบบนางเอก ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นการเล่นคำระหว่าง "อยากกินตับอ่อนของเธอ" 君の膵臓を食べたい (Kimi no Suizo wo tabetai) กับสำนวนภาษาญี่ปุ่นว่า "爪の垢を煎じて飲みたい (tsume no aka wo senjite nomitai) แปลตรงตัวว่า อยากดื่มน้ำต้มเศษเล็บ หมายถึง แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษสกปรกเล็กน้อยเหมือนเศษเล็บ ก็อยากจะลองต้มดื่ม เพื่อให้เป็นคนที่วิเศษอย่างเธอ เป็นสำนวนที่ให้ความยกย่องอย่างสูงแก่ผู้ที่ถูกพูดถึงค่ะ


ถ้าอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นในบริบทของคนไทย สามารถเปรียบได้กับคำว่า "ใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาท" แต่เราใช้กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น หมายถึงเราเป็นเพียงฝุ่นเล็กๆ ที่อยู่ใต้เท้าของพระองค์ท่าน ขอแค่ได้นำฝุ่นนั้นไปต้มน้ำดื่ม เพื่อให้เป็นคนที่น่ายกย่องอย่างพระองค์ก็มีความสุขแล้ว เป็นการถ่อมตัวเองและแสดงความยกย่องผู้ที่ถูกกล่าวถึงอย่างสูงสุดนั่นเองค่ะ


ดังนั้นในความหมายที่ พระเอกพิมพ์ไปหานางเอก ว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ" จึงหมายถึง 


"ฉันอยากเป็นอย่างเธอ"


เพราะฉันยกย่องเธอ จึงอยากเป็นอย่างเธอนั่นเองค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า เมื่อนางเอกจากไป พระเอกถึงได้เสียใจอย่างที่สุด เพราะได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไป


ความหมายที่ 4 


ความหมายสุดท้าย เป็นฉากที่นางเอกเขียนในจดหมาย เล่าถึงเรื่องราวต่างๆในมุมมองของนางเอกที่ได้เจอกับพระเอก และคำถามสำคัญที่นางเอกอยากถามตั้งแต่ในวันที่พระเอกมาหาที่โรงพยาบาลกลางดึกวันนั้น แต่ไม่ได้ถาม นั่นคือเรื่องของ "ชื่อ" เพราะพระเอกไม่เคยพูดชื่อนางเอกเลย ใช้แต่คำว่า "เธอ"(kimi) และนางเอกก็เช่นกัน เรียกพระเอกด้วยคำว่า"พ่อคนสนิท" (nakayoshi-kun) ซึ่งจริงๆ แล้วนางเอกอยากจะเรียกชื่อจริงของพระเอก แต่ไม่มีโอกาส ซึ่งการเรียกชื่อจริงของคนญี่ปุ่นนั้น แสดงถึงความสนิมสนม เป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อนสนิทค่ะ ดังนั้นในประโยคสุดท้าย ที่นางเอกได้เขียนว่า "ยังไงฉันก็อยากกินตับอ่อนของเธอ" จึงหมายถึง


"ฉันรักเธอ"


เป็นคำบอกรักแบบอ้อมโลก ตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น หากใครเคยรู้จักประโยคที่ว่า "พระจันทร์สวยจังเลยนะ" ของนักเขียนนิยายชื่อดังชาวญี่ปุ่นสมัยเมจิ ชื่อ นัตสึเมะ โซเซกิ ซึ่งมีความหมายว่า "พระจันทร์ที่ดูกับเธอ ช่างสวยจริงๆ" แปลอีกขั้นนึงว่า "อยากอยู่ดูกับเธอตลอดไป" หรือก็คือ "ฉันรักเธอ"ดังนั้นคำว่า "ฉันอยากกินตับอ่อนของเธอ" ก็คงเป็นคำบอกรักแบบอ้อมโลกของยุคสมัยใหม่นี่เองค่ะ ซึ่งความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกที่ไม่ใช่แค่ "ฉันรักเธอ" แต่เป็น "ฉันรักเธอในแบบที่เธอเป็น" เพราะนางเอกได้เคารพในความเป็นตัวตนของพระเอกที่มีโลกส่วนตัวสูง และพระเอกเองก็เคารพในความคิดของนางเอก ต่างฝ่ายจึงสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในขณะที่อยู่ด้วยกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดว่า "รัก" เลยแม้แต่น้อย



ถ้าหากเรื่อง Kimi no suizou wo tabetai เป็นภาพยนตร์แนวรักวัยรุ่นกับดราม่านางเอกป่วยด้วยโรคร้ายทั่วๆไป ก็คงจะไม่ได้เป็นหนังสือนิยายและภาพยนตร์ติดอันดับ 1 ของญี่ปุ่นในปีนี้ ภาพยนตร์นี้ได้สอนให้เรารู้ว่าคำว่า "รัก" ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงคำๆนี้เสมอไป แต่อาจจะเป็นคำสั้นๆที่มีเพียงแค่คนสองคนที่เข้าใจความหมายอย่างคำว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ"


สามารถพูดคุยและติดตามเรื่องราวภาษาญี่ปุ่นได้ที่เพจ I Love Japan 

และพูดคุยเรื่องราวของละครและภาพยนตร์ญี่ปุ่นได้ที่เพจ Daisuki JDrama


หมายเหตุ ผลงานการเขียนนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก


อ้างอิง

http://kimisui.jp/

https://book-movie-introduce.com/ 君の膵臓をたべたいのネタバレ。あらすじと結末/ 

http://www.megane-shufu.com/entry/kimi-sui

คำเตือน เนื้อหาของบล็อกนี้มีสปอย หากยังไม่ได้ดู อยากให้ดูก่อนมาอ่านนะจ๊ะ



Kimi no suizou wo tabetai หรือในชื่อภาษาไทย คือ "ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ" ภาพยนตร์แนวรัก ซึ้งกินใจ ที่มีชื่อเรื่องที่อาจจะแปลกสักหน่อย ชวนให้สงสัย ว่าจริงๆแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ เกี่ยวกับอะไรกันแน่ ซึ่งหากแปลชื่อเรื่องจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยแบบตรงตัว จะแปลได้ว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ" ก็ยังงงอยู่ดีใช่มะ หากใครได้ดูในภาพยนตร์แล้ว จะน่าจะพอทราบความหมายอยู่บ้าง แต่ก็มีบางจุดที่ไม่ค่อยเคลียร์เนอะ วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลมาอธิบายให้เข้าใจกันมากขึ้น


เรื่องย่อ 


พระเอกเป็นครูในโรงเรียนมัธยมที่ตัวเองจบมา วันหนึ่งหอสมุดที่โรงเรียนกำลังจะถูกทุบทิ้ง พระเอกจึงได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ช่วยนักเรียนจัดเก็บหนังสือ เพราะสมัยม.ปลายเคยเป็นบรรณารักษ์มาก่อน ระหว่างที่เขาเก็บหนังสือกับนักเรียน ก็ได้เล่าเรื่องสมัยเด็กของตัวเองที่บังเอิญรู้ว่าเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งเป็นโรคตับอ่อน แล้วเรื่องราวก็เล่าย้อนไปสมัยที่ตอนพระเอกอยู่ ม.ปลาย


นำแสดงโดย

​โอกุริ ชุน , คิตากาว่า เคโกะ , ฮามะเบะ มินามิ , คิตามูระ ทาคุมิ


หลังจากตรงนี้ไป จะเป็นการสปอยแล้วนะ ถ้าใครยังไม่ดู อยากให้ดูก่อนแล้วค่อยกลับมาอ่านนะ

เตือนรอบสุดท้าย

.

.

.

.

.

ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเข้าใจความหมายของ "อยากกินตับอ่อนของเธอ" พร้อม ๆ กัน เลยค่ะ

.

.

.


"อยากกินตับอ่อนของเธอ"

1 ประโยคกับ 4 ความหมาย


ในภาพยนตร์ได้มีการพูดถึง "อยากกินตับอ่อนของเธอ" ทั้งหมด 4 ครั้งด้วยกัน ซึ่งในแต่ละครั้งที่พูด ก็มีความหมายแตกต่างกันในแต่ละบริบท เรามาทำความเข้าใจในแต่ละความหมายกันเถอะค่ะ 


ความหมายที่ 1 


เริ่มต้นเรื่อง ฉากที่พระเอกนางเอกอยู่ในห้องสมุด จู่ๆ นางเอกก็พูดขึ้นมาว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ"

…หืม? ไม่ใช่แค่พระเอกที่งง คนดูก็งงด้วยคนค่า

แต่นางเอกของเราก็ไม่ปล่อยให้คนดูงงนาน ก็พูดถึงความหมายแรกเลย


"ในสมัยก่อนมีความเชื่อว่า ถ้าเจ็บป่วยตรงส่วนไหนของร่างกาย

หากกินส่วนนั้นของสัตว์แทน อาการจะดีขึ้น"



ดูเหมือนเป็นคำพูดติดตลกของนางเอกในตอนต้นเรื่อง เพื่อหยอกพระเอกเล่นๆ แต่กลับแฝงความหมายเป็นนัยว่า แม้ว่าภายนอกนางเอกจะดูร่าเริง เหมือนยอมรับในโรคตับอ่อนที่ตัวเองเผชิญอยู่ได้แล้ว แต่ในใจลึกๆ นางเอกก็ต้องการหายจากโรคตับอ่อนเช่นกัน 


ความหมายที่ 2


เป็นฉากตอนที่พระเอกนางเอกไปเที่ยวคิวชูกัน ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มพัฒนามากขึ้น นางเอกพูดว่า "ถ้าฉันตายไป นายจะกินตับอ่อนของฉันก็ได้นะ" พระเอกก็บอกว่า ฉันไม่ได้เจ็บป่วยสักหน่อย ทำไมต้องกินด้วย นางเอกเลยเล่าถึงความหมายที่ 2 ว่า


"คนโบราณเชื่อว่า หากเรากินส่วนไหนของร่างกายคนที่ตายไปแล้ว

คนๆ นั้นจะยังคงอยู่ในร่างกายของเรา ไม่จากไปไหน"



หรือพูดในอีกแง่หนึ่งว่า นางเอกต้องการจะมีชีวิตอยู่ต่อ ไม่อยากหายไปจากโลกใบนี้ อยากจะอยู่ท่ามกลางคนสำคัญมากมายของเธอ ทั้งครอบครัวและเพื่อนนั่นเองค่ะ 


ความหมายที่ 3



คราวนี้ถึงตาที่พระเอกพูดบ้าง เป็นฉากที่สำคัญที่สุดในเรื่องเลยก็ว่าได้ คือฉากที่พระเอกส่งอีเมลไปหานางเอก โดยหารู้ไม่ว่า นั่นจะเป็นเมลสุดท้าย ตอนแรกสุดพระเอกพิมพ์ไปยาวมาก และสุดท้ายก็ลบออก แล้วพิมพ์ไปเพียงประโยคเดียวว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ"


ในอีเมลที่พระเอกพิมพ์ไป เป็นความหมายของทั้งหมดของ "อยากกินตับอ่อนของเธอ" ค่ะ โดยเนื้อหาอีเมล สรุปได้ว่าเป็นการชื่นชมนางเอก ให้ความเคารพและยกย่องนางเอกมากๆ จนอยากจะเป็นแบบนางเอก ซึ่งจริงๆ แล้ว เป็นการเล่นคำระหว่าง "อยากกินตับอ่อนของเธอ" 君の膵臓を食べたい (Kimi no Suizo wo tabetai) กับสำนวนภาษาญี่ปุ่นว่า "爪の垢を煎じて飲みたい (tsume no aka wo senjite nomitai) แปลตรงตัวว่า อยากดื่มน้ำต้มเศษเล็บ หมายถึง แม้ว่าจะเป็นเพียงเศษสกปรกเล็กน้อยเหมือนเศษเล็บ ก็อยากจะลองต้มดื่ม เพื่อให้เป็นคนที่วิเศษอย่างเธอ เป็นสำนวนที่ให้ความยกย่องอย่างสูงแก่ผู้ที่ถูกพูดถึงค่ะ


ถ้าอธิบายให้เห็นภาพมากขึ้นในบริบทของคนไทย สามารถเปรียบได้กับคำว่า "ใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาท" แต่เราใช้กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น หมายถึงเราเป็นเพียงฝุ่นเล็กๆ ที่อยู่ใต้เท้าของพระองค์ท่าน ขอแค่ได้นำฝุ่นนั้นไปต้มน้ำดื่ม เพื่อให้เป็นคนที่น่ายกย่องอย่างพระองค์ก็มีความสุขแล้ว เป็นการถ่อมตัวเองและแสดงความยกย่องผู้ที่ถูกกล่าวถึงอย่างสูงสุดนั่นเองค่ะ


ดังนั้นในความหมายที่ พระเอกพิมพ์ไปหานางเอก ว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ" จึงหมายถึง 


"ฉันอยากเป็นอย่างเธอ"


เพราะฉันยกย่องเธอ จึงอยากเป็นอย่างเธอนั่นเองค่ะ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า เมื่อนางเอกจากไป พระเอกถึงได้เสียใจอย่างที่สุด เพราะได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญไป


ความหมายที่ 4 


ความหมายสุดท้าย เป็นฉากที่นางเอกเขียนในจดหมาย เล่าถึงเรื่องราวต่างๆในมุมมองของนางเอกที่ได้เจอกับพระเอก และคำถามสำคัญที่นางเอกอยากถามตั้งแต่ในวันที่พระเอกมาหาที่โรงพยาบาลกลางดึกวันนั้น แต่ไม่ได้ถาม นั่นคือเรื่องของ "ชื่อ" เพราะพระเอกไม่เคยพูดชื่อนางเอกเลย ใช้แต่คำว่า "เธอ"(kimi) และนางเอกก็เช่นกัน เรียกพระเอกด้วยคำว่า"พ่อคนสนิท" (nakayoshi-kun) ซึ่งจริงๆ แล้วนางเอกอยากจะเรียกชื่อจริงของพระเอก แต่ไม่มีโอกาส ซึ่งการเรียกชื่อจริงของคนญี่ปุ่นนั้น แสดงถึงความสนิมสนม เป็นคนในครอบครัว แฟน หรือเพื่อนสนิทค่ะ ดังนั้นในประโยคสุดท้าย ที่นางเอกได้เขียนว่า "ยังไงฉันก็อยากกินตับอ่อนของเธอ" จึงหมายถึง


"ฉันรักเธอ"


เป็นคำบอกรักแบบอ้อมโลก ตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น หากใครเคยรู้จักประโยคที่ว่า "พระจันทร์สวยจังเลยนะ" ของนักเขียนนิยายชื่อดังชาวญี่ปุ่นสมัยเมจิ ชื่อ นัตสึเมะ โซเซกิ ซึ่งมีความหมายว่า "พระจันทร์ที่ดูกับเธอ ช่างสวยจริงๆ" แปลอีกขั้นนึงว่า "อยากอยู่ดูกับเธอตลอดไป" หรือก็คือ "ฉันรักเธอ"ดังนั้นคำว่า "ฉันอยากกินตับอ่อนของเธอ" ก็คงเป็นคำบอกรักแบบอ้อมโลกของยุคสมัยใหม่นี่เองค่ะ ซึ่งความสัมพันธ์ของพระเอกและนางเอกที่ไม่ใช่แค่ "ฉันรักเธอ" แต่เป็น "ฉันรักเธอในแบบที่เธอเป็น" เพราะนางเอกได้เคารพในความเป็นตัวตนของพระเอกที่มีโลกส่วนตัวสูง และพระเอกเองก็เคารพในความคิดของนางเอก ต่างฝ่ายจึงสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ในขณะที่อยู่ด้วยกัน จนเกิดเป็นความเข้าใจกัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องพูดว่า "รัก" เลยแม้แต่น้อย



ถ้าหากเรื่อง Kimi no suizou wo tabetai เป็นภาพยนตร์แนวรักวัยรุ่นกับดราม่านางเอกป่วยด้วยโรคร้ายทั่วๆไป ก็คงจะไม่ได้เป็นหนังสือนิยายและภาพยนตร์ติดอันดับ 1 ของญี่ปุ่นในปีนี้ ภาพยนตร์นี้ได้สอนให้เรารู้ว่าคำว่า "รัก" ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงคำๆนี้เสมอไป แต่อาจจะเป็นคำสั้นๆที่มีเพียงแค่คนสองคนที่เข้าใจความหมายอย่างคำว่า "อยากกินตับอ่อนของเธอ"


สามารถพูดคุยและติดตามเรื่องราวภาษาญี่ปุ่นได้ที่เพจ I Love Japan 

และพูดคุยเรื่องราวของละครและภาพยนตร์ญี่ปุ่นได้ที่เพจ Daisuki JDrama


หมายเหตุ ผลงานการเขียนนี้เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียน ไม่อนุญาตให้ผู้ใดคัดลอก


อ้างอิง

http://kimisui.jp/

https://book-movie-introduce.com/ 君の膵臓をたべたいのネタバレ。あらすじと結末/ 

http://www.megane-shufu.com/entry/kimi-sui

บทความล่าสุด