f ของกิน

ขนมญี่ปุ่นจากอดีตจนปัจจุบัน

By , วันพุธ, 25 กรกฎาคม 2561

จุ๊บุจุ๊บุ-โยดช่า​
じゅぶじゅぶ~よっしゃ

        สวัสดีค่ะเพื่อนๆ บล็อกในครั้งนี้ ฟ้าจังอยากจะมาเล่าประวัติความเป็นมาของขนมญี่ปุ่นค่ะ หรือที่เรียกว่า 和菓子 [wagashi] แหม...ถ้าพูดถึงขนมหรือของหวาน มีใครบ้างคะที่จะไม่ชอบ เหตุที่ฟ้าจังอยากจะเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า ฟ้าจังหลงใหลในความน่ารักของขนมญี่ปุ่นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน รูปทรง รสชาติ ล้วนแต่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนกับขนมของชาติอื่นๆ เจ้าค่ะ

     อีกอย่างคนญี่ปุ่น เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็มักจะซื้อขนมญี่ปุ่น หรือ 和菓子 [wagashi] ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนั้นๆ นำมาเป็นของฝากให้กับญาติ เพื่อนๆ และคนรู้จักค่ะ ซึ่งขนมญี่ปุ่นแต่ละชนิดนั้น มีที่มาที่ไปและต้นกำเนิดที่เก่าแก่มาตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาค่ะ เอาล่ะ เราไปดูกันซิว่า ที่มาของ ขนมญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นั้นจะมีความเป็นมาอย่างไร ไปค่ะ


ต้นกำเนิดของขนมญี่ปุ่น

     เมื่อพูดถึงขนมญี่ปุ่น หลายๆ คนคงจะจินตนาการไปว่ามันจะต้องมีส่วนประกอบเป็นแป้งและไข่ซะส่วนใหญ่ใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วขนมญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดมาจากผลไม้ หรือลูกไม้จากต้นไม้ค่ะ

     ในสมัยยาโยอิโบราณ 弥生時代 [yayoi-jidai]

เมื่อฤดูการเก็บเกี่ยวที่แวะเวียนมาเสร็จสิ้นลง ผลผลิตที่นำมาทำเป็นอาหารหลักจากฤดูกาลที่แล้วก็จะกลายเป็นของเหลือ ของฟุ่มเฟือยตามมา คนญี่ปุ่นจึงจัดการนำมาทำเป็นขนมค่ะ

     ถ้าเราดูจากรากศัพท์คำว่าขนม หรือ お菓子 [okashi] คำว่า

          菓 [ka] ก็คือ 果物 [kudamono] แปลว่า ผลไม้

          子 [shi] ก็คือ 種子 [syushi] แปลว่า เมล็ดพันธุ์

     เมื่อนำคันจิ 2 ตัวมาเขียนรวมกันก็จะกลายเป็น 菓子[kashi] นั่นเองค่ะ เห็นไหมเจ้าคะ ขนมญี่ปุ่นในสมัยแรกๆ ไม่มีส่วนผสมของแป้งหรือไข่เลย แหม ดูเป็นอาหารคลีนๆ เพื่อสุขภาพสุดๆ เลยใช่ไหมคะ




      พอมาถึงสมัยเฮอัน 平安時代 [heian-jidai]  ประเทศต่างๆ ก็ได้นำเข้าผลไม้มาถวายให้แก่ราชสำนัก เช่น เมล่อนมะคุวาอุริ อะเคบิ และสตรอว์เบอร์รี

     ซึ่งผลไม้ตามฤดูกาลที่ทานได้เลยโดยไม่ได้แปรรูป ก่อนหน้านี้คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า 水菓子 [mizugashi] ผลไม้ หรือเมล็ดพันธุ์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ หรือผลไม้นั่นเองเจ้าค่ะ

     เกาลัดและอินทผาลัมที่มักจะนำมาแปรรูปและเก็บไว้ทานนานๆ คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า 干菓子 [higashi] ขนมที่มีไส้ทำมาจากเกาลัดหรืออินทผาลัมตากแห้งแปรรูป

     ชื่อที่ใช้เรียกเฉพาะของขนมญี่ปุ่นทั้ง 2 ชื่อนี้ ในปัจจุบันยังมีหลงเหลือพูดกันอยู่บ้างค่ะ

     ส่วนขนมทอด 唐菓子 [karakashi] คือขนมที่ได้รับถ่ายทอดมาจากทางประเทศจีน และได้มีการพัฒนามาเป็นขนมญี่ปุ่นค่ะ แป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า แป้งถั่วเหลือง ธัญพืชเหล่านี้จะถูกนำมาแปรรูปทำเป็นขนมทอดค่ะ คนญี่ปุ่นใช้วัฒนธรรมจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่คุ้นเคยนี้ นำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเอง จนกลายเป็นขนมทอดอันทรงคุณค่าที่สวยงามและน่าทานมาจนถึงปัจจุบันเจ้าค่ะ

     ในสมัยเฮอันนี้ได้ทำขนมดังโงะและโมจิ แล้วก็มีการนำน้ำตาลมาเป็นส่วนผสมในขนมอีกด้วยค่ะ จากนั้นก็เริ่มเพิ่มส่วนผสมที่เป็นรสหวานอย่างอื่น โดยทำมาจากน้ำยางของไม้เลื้อยเอามาต้มจนเป็นยางเหนียวๆ ซึ่งไม้เลื้อยพวกนี้จะมีรสหวานมากๆ ค่ะ หรือไม่ก็น้ำผึ้ง ฯลฯ และเนื่องจากมีความต้องการน้ำตาลมาใช้ทำขนมญี่ปุ่นมากขึ้น จึงมีการนำเข้าน้ำตาลจากนานาประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย ขนมญี่ปุ่นจึงถูกผลิตกันอย่างกว้างขวางนับจากนั้นเป็นต้นมาเจ้าค่ะ


วิวัฒนาการของขนมญี่ปุ่นที่ต้องเสิร์ฟพร้อมน้ำชา

     เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่า ตั้งแต่สมัยมุโระมาจิ 室町時代 [muromachi-jidai] จนถึงสมัยโมะโมะยามะ 桃山時代 [momoyama-jidai] เป็นช่วงที่วัฒนธรรมการดื่มชาของญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองมากๆ ขนมญี่ปุ่นจึงมักจะถูกเสิร์ฟพร้อมๆ กับน้ำชาค่ะ และขนมญี่ปุ่นก็จะถูกแยกออกมาจากเมนูรายการอาหาร เป็นเมนูขนมญี่ปุ่นโดยเฉพาะอีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าเสน่ห์และกลิ่นอายของขนมญี่ปุ่นที่คงอยู่ในปัจจุบันจะแตกต่างกันกับขนมญี่ปุ่นในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิงค่ะ

     ในช่วงยุคสมัยนั้นคนญี่ปุ่นมักจะใช้มิโซะทากับขนมญี่ปุ่นที่ทำจากแป้งสาลีซึ่งผ่านการทุบด้วยมือเป็นแผ่นกลมๆ ชื่อว่า ふのやき [funoyaki] และเป็นขนมโปรดที่ท่านเซ็งโนริคิว 千利休 [sennorikyu] พ่อค้าและผู้รอบรู้เกี่ยวกับพิธีชงชามักจะนำมาประกอบในพิธีชงชาค่ะ

     นอกจากนั้นยังมีการนำโคบุและสาหร่ายทะเลแห้งมาทำเป็นขนมญี่ปุ่นอีกด้วย ในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของขนมญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ถือเป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมนันบัง 南蛮文化 [nanban-bunka] 



        เท่านั้นยังไม่พอค่ะ ยังมีขนมหวานจากทางฝั่งตะวันตกที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักอย่างเช่น ขนมเค้กคัสเตลลา ขนมคอมเปโต ขนมบิสกิต แพร่หลายเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

     ช่วงต้นยุคสมัยเอโดะทางญี่ปุ่นมีการนำเข้าน้ำตาลเพิ่มขึ้นจากประเทศจีนและเนเธอร์แลนด์ การผลิตขนมญี่ปุ่นภายในประเทศจึงมีความรุ่งเรืองตามมาติดๆ ค่ะ ความหวานของน้ำตาลถูกนำมาทำเป็นขนมอันหรูหราจากนั้นก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศญี่ปุ่น เป็นที่หลงใหลของคนญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัยค่ะ

     นับจากยุคเอโดะเป็นต้นมา วัฒนธรรมการดื่มชาก็เข้ามาถึงเมืองเกียวโตค่ะ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการขนมญี่ปุ่นอันสวยงามละเอียดอ่อน มีสีสันฉูดฉาด รูปทรงน่ารักๆ มีชื่อเรียกกันว่า 京菓子 [kyogashi] โดยเริ่มจากท่านเซ็นเงะ 千家 [senge] นักบวชที่มีความชำนาญและเป็นปรมาจารย์ในพิธีชงชา  จากนั้นทางสำนักพระราชวังก็ได้เชิญนักบวชท่านนี้เข้าไปทำพิธีชงชา ท่านจึงคิดค้นและเป็นผู้ให้กำเนิดออกแบบวิธีการชงชาอันซับซ้อน สง่างาม หรูหรา เจ้าค่ะ


ขนมญี่ปุ่นมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน

        ขนม 京菓子 [kyogashi] มีวิวัฒนาการมาจนถึงจุดสูงสุดในยุคสมัย 元禄時代 [genroku-jidai] ในยุคนี้วัฒนธรรม 上方文化 [kamigata-bunka] ก็เจริญรุ่งเรืองสูงสุดด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้วัฒนธรรมขนม 京菓子 [kyogashi] อันสวยงามก่อเกิดขึ้นมาอีกด้วย

     แม้แต่ตามท้องถิ่นในต่างจังหวัด ก็ยังมีการแข่งขันแย่งชิงกันถวายขนมให้กับขุนนางที่ได้รับการเลื่อนขั้น ขนมซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีที่เรียกกันว่า 銘菓[meika] จึงถือกำเกิดขึ้นมาอย่างมากมายค่ะ ในทั่วทุกที่ของประเทศญี่ปุ่น มีประเภทและปริมาณของขนมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ณ ตอนนั้น ชาวบ้านธรรมดาๆ จึงมีโอกาสได้ทานขนมญี่ปุ่นของชนชั้นสูงอีกด้วย เช่น ขนมดังโงะ ขนมอังโกะโระ ซึ่งเป็นขนมยอดนิยมที่ใครๆ ก็สามารถหาทานได้อย่างง่ายดาย ขนมเหล่านี้จะมีปรากฏอย่างแพร่หลาย และเป็นที่หลงใหลของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นเจ้าค่ะ

     นอกจากนี้ ขนมญี่ปุ่นที่ใช้ในกิจกรรมหรือพิธีการต่างๆ ของเหล่าซามูไร หรือจากสำนักราชวังก็เริ่มแพร่หลายไปยังภาคเอกชนอีกด้วย อย่างเช่น ขนม 菱餅 [hishimochi] ที่ใช้ในเทศกาลฮินะมัทสึริ หรือ ขนม ちまき [chimaki] ที่ใช้ในวันเทศกาลสำคัญทั้ง 5 ในรอบปี แม้แต่ขนมที่ใช้ในการอวยพรฉลองแสดงความยินดีในพิธีการต่างๆ ก็เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอีกด้วยเจ้าค่ะ

     จนในที่สุด ก็มีขนมอีกหลายอย่างสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันและถือกำเนิดขึ้นมาใหม่มากมาย เช่น ขนม 饅頭 [manjyu] ขนม 羊羹 [youkan] ขนม 干菓子 [higashi] และลูกอม 飴 [ame]

     ช่วงยุคสมัยที่ชาวญี่ปุ่นมีนโยบายเลียนแบบชาวตะวันตกในสมัยเมจิ ขนมเค้กซึ่งเป็นตัวแทนขนมหวานของชาวตะวันตกก็เริ่มเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น นับจากนั้น เพื่อที่จะจำแนกความแตกต่างของขนมตะวันตกกับขนมญี่ปุ่น ในช่วงปลายสมัยยุคไทโช 大正末期 [taisyou-makki] จึงตั้งชื่อขนมญี่ปุ่นจากคำว่า 菓子 [kashi] เป็น 和菓子 [wagashi] เจ้าค่ะ ต่อมาคำๆ นี้ก็กลายเป็นที่รู้จัก พูดติดปากกันแพร่หลาย และวัฒนธรรมขนมญี่ปุ่นก็สืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วยเช่นกัน

     เป็นอย่างไรบ้างคะเพื่อนๆ ประวัติความเป็นมาของขนมญี่ปุ่นนั้นเก่าแก่ไม่แพ้ขนมไทยอย่าง ทองหยิบ ทองหยด ฝอยทอง ที่ท้าวทองกีบม้าได้คิดค้นทำขึ้นมาเลยใช่ไหมเจ้าค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ คงจะเต็มอิ่มกับความรู้ในบล็อกนี้ ฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ครั้งต่อไปค่ะ บายค่ะ

ฟ้าจังกะเทยไทยในญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงใหม่โดย ฟ้าจังกะเทยไทยในญี่ปุ่น

Facebook Fanpage https://www.facebook.com/FahChan.Page

Youtube https://www.youtube.com/c/FahChanChannel

อ่านบล็อกผลงานที่ผ่านมาของฟ้าจังย้อนหลัง http://www.ilovejapan.co.th/authore-1/blogger/fahchan

จุ๊บุจุ๊บุ-โยดช่า​
じゅぶじゅぶ~よっしゃ

        สวัสดีค่ะเพื่อนๆ บล็อกในครั้งนี้ ฟ้าจังอยากจะมาเล่าประวัติความเป็นมาของขนมญี่ปุ่นค่ะ หรือที่เรียกว่า 和菓子 [wagashi] แหม...ถ้าพูดถึงขนมหรือของหวาน มีใครบ้างคะที่จะไม่ชอบ เหตุที่ฟ้าจังอยากจะเขียนเรื่องนี้ก็เพราะว่า ฟ้าจังหลงใหลในความน่ารักของขนมญี่ปุ่นค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสีสัน รูปทรง รสชาติ ล้วนแต่มีลักษณะเด่นเฉพาะตัวไม่เหมือนกับขนมของชาติอื่นๆ เจ้าค่ะ

     อีกอย่างคนญี่ปุ่น เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด ก็มักจะซื้อขนมญี่ปุ่น หรือ 和菓子 [wagashi] ที่ขึ้นชื่อของจังหวัดนั้นๆ นำมาเป็นของฝากให้กับญาติ เพื่อนๆ และคนรู้จักค่ะ ซึ่งขนมญี่ปุ่นแต่ละชนิดนั้น มีที่มาที่ไปและต้นกำเนิดที่เก่าแก่มาตั้งแต่ประเทศญี่ปุ่นได้ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาค่ะ เอาล่ะ เราไปดูกันซิว่า ที่มาของ ขนมญี่ปุ่นตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน นั้นจะมีความเป็นมาอย่างไร ไปค่ะ


ต้นกำเนิดของขนมญี่ปุ่น

     เมื่อพูดถึงขนมญี่ปุ่น หลายๆ คนคงจะจินตนาการไปว่ามันจะต้องมีส่วนประกอบเป็นแป้งและไข่ซะส่วนใหญ่ใช่ไหมคะ แต่จริงๆ แล้วขนมญี่ปุ่นมีต้นกำเนิดมาจากผลไม้ หรือลูกไม้จากต้นไม้ค่ะ

     ในสมัยยาโยอิโบราณ 弥生時代 [yayoi-jidai]

เมื่อฤดูการเก็บเกี่ยวที่แวะเวียนมาเสร็จสิ้นลง ผลผลิตที่นำมาทำเป็นอาหารหลักจากฤดูกาลที่แล้วก็จะกลายเป็นของเหลือ ของฟุ่มเฟือยตามมา คนญี่ปุ่นจึงจัดการนำมาทำเป็นขนมค่ะ

     ถ้าเราดูจากรากศัพท์คำว่าขนม หรือ お菓子 [okashi] คำว่า

          菓 [ka] ก็คือ 果物 [kudamono] แปลว่า ผลไม้

          子 [shi] ก็คือ 種子 [syushi] แปลว่า เมล็ดพันธุ์

     เมื่อนำคันจิ 2 ตัวมาเขียนรวมกันก็จะกลายเป็น 菓子[kashi] นั่นเองค่ะ เห็นไหมเจ้าคะ ขนมญี่ปุ่นในสมัยแรกๆ ไม่มีส่วนผสมของแป้งหรือไข่เลย แหม ดูเป็นอาหารคลีนๆ เพื่อสุขภาพสุดๆ เลยใช่ไหมคะ




      พอมาถึงสมัยเฮอัน 平安時代 [heian-jidai]  ประเทศต่างๆ ก็ได้นำเข้าผลไม้มาถวายให้แก่ราชสำนัก เช่น เมล่อนมะคุวาอุริ อะเคบิ และสตรอว์เบอร์รี

     ซึ่งผลไม้ตามฤดูกาลที่ทานได้เลยโดยไม่ได้แปรรูป ก่อนหน้านี้คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า 水菓子 [mizugashi] ผลไม้ หรือเมล็ดพันธุ์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ หรือผลไม้นั่นเองเจ้าค่ะ

     เกาลัดและอินทผาลัมที่มักจะนำมาแปรรูปและเก็บไว้ทานนานๆ คนญี่ปุ่นจะเรียกว่า 干菓子 [higashi] ขนมที่มีไส้ทำมาจากเกาลัดหรืออินทผาลัมตากแห้งแปรรูป

     ชื่อที่ใช้เรียกเฉพาะของขนมญี่ปุ่นทั้ง 2 ชื่อนี้ ในปัจจุบันยังมีหลงเหลือพูดกันอยู่บ้างค่ะ

     ส่วนขนมทอด 唐菓子 [karakashi] คือขนมที่ได้รับถ่ายทอดมาจากทางประเทศจีน และได้มีการพัฒนามาเป็นขนมญี่ปุ่นค่ะ แป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า แป้งถั่วเหลือง ธัญพืชเหล่านี้จะถูกนำมาแปรรูปทำเป็นขนมทอดค่ะ คนญี่ปุ่นใช้วัฒนธรรมจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่คุ้นเคยนี้ นำมาผสมผสานกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเอง จนกลายเป็นขนมทอดอันทรงคุณค่าที่สวยงามและน่าทานมาจนถึงปัจจุบันเจ้าค่ะ

     ในสมัยเฮอันนี้ได้ทำขนมดังโงะและโมจิ แล้วก็มีการนำน้ำตาลมาเป็นส่วนผสมในขนมอีกด้วยค่ะ จากนั้นก็เริ่มเพิ่มส่วนผสมที่เป็นรสหวานอย่างอื่น โดยทำมาจากน้ำยางของไม้เลื้อยเอามาต้มจนเป็นยางเหนียวๆ ซึ่งไม้เลื้อยพวกนี้จะมีรสหวานมากๆ ค่ะ หรือไม่ก็น้ำผึ้ง ฯลฯ และเนื่องจากมีความต้องการน้ำตาลมาใช้ทำขนมญี่ปุ่นมากขึ้น จึงมีการนำเข้าน้ำตาลจากนานาประเทศเพิ่มขึ้นอีกด้วย ขนมญี่ปุ่นจึงถูกผลิตกันอย่างกว้างขวางนับจากนั้นเป็นต้นมาเจ้าค่ะ


วิวัฒนาการของขนมญี่ปุ่นที่ต้องเสิร์ฟพร้อมน้ำชา

     เพื่อนๆ ทราบไหมคะว่า ตั้งแต่สมัยมุโระมาจิ 室町時代 [muromachi-jidai] จนถึงสมัยโมะโมะยามะ 桃山時代 [momoyama-jidai] เป็นช่วงที่วัฒนธรรมการดื่มชาของญี่ปุ่นเจริญรุ่งเรืองมากๆ ขนมญี่ปุ่นจึงมักจะถูกเสิร์ฟพร้อมๆ กับน้ำชาค่ะ และขนมญี่ปุ่นก็จะถูกแยกออกมาจากเมนูรายการอาหาร เป็นเมนูขนมญี่ปุ่นโดยเฉพาะอีกด้วย แต่ดูเหมือนว่าเสน่ห์และกลิ่นอายของขนมญี่ปุ่นที่คงอยู่ในปัจจุบันจะแตกต่างกันกับขนมญี่ปุ่นในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิงค่ะ

     ในช่วงยุคสมัยนั้นคนญี่ปุ่นมักจะใช้มิโซะทากับขนมญี่ปุ่นที่ทำจากแป้งสาลีซึ่งผ่านการทุบด้วยมือเป็นแผ่นกลมๆ ชื่อว่า ふのやき [funoyaki] และเป็นขนมโปรดที่ท่านเซ็งโนริคิว 千利休 [sennorikyu] พ่อค้าและผู้รอบรู้เกี่ยวกับพิธีชงชามักจะนำมาประกอบในพิธีชงชาค่ะ

     นอกจากนั้นยังมีการนำโคบุและสาหร่ายทะเลแห้งมาทำเป็นขนมญี่ปุ่นอีกด้วย ในยุคสมัยนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของขนมญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ถือเป็นผลมาจากการได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมนันบัง 南蛮文化 [nanban-bunka] 



        เท่านั้นยังไม่พอค่ะ ยังมีขนมหวานจากทางฝั่งตะวันตกที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลักอย่างเช่น ขนมเค้กคัสเตลลา ขนมคอมเปโต ขนมบิสกิต แพร่หลายเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

     ช่วงต้นยุคสมัยเอโดะทางญี่ปุ่นมีการนำเข้าน้ำตาลเพิ่มขึ้นจากประเทศจีนและเนเธอร์แลนด์ การผลิตขนมญี่ปุ่นภายในประเทศจึงมีความรุ่งเรืองตามมาติดๆ ค่ะ ความหวานของน้ำตาลถูกนำมาทำเป็นขนมอันหรูหราจากนั้นก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศญี่ปุ่น เป็นที่หลงใหลของคนญี่ปุ่นทุกเพศทุกวัยค่ะ

     นับจากยุคเอโดะเป็นต้นมา วัฒนธรรมการดื่มชาก็เข้ามาถึงเมืองเกียวโตค่ะ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการขนมญี่ปุ่นอันสวยงามละเอียดอ่อน มีสีสันฉูดฉาด รูปทรงน่ารักๆ มีชื่อเรียกกันว่า 京菓子 [kyogashi] โดยเริ่มจากท่านเซ็นเงะ 千家 [senge] นักบวชที่มีความชำนาญและเป็นปรมาจารย์ในพิธีชงชา  จากนั้นทางสำนักพระราชวังก็ได้เชิญนักบวชท่านนี้เข้าไปทำพิธีชงชา ท่านจึงคิดค้นและเป็นผู้ให้กำเนิดออกแบบวิธีการชงชาอันซับซ้อน สง่างาม หรูหรา เจ้าค่ะ


ขนมญี่ปุ่นมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน

        ขนม 京菓子 [kyogashi] มีวิวัฒนาการมาจนถึงจุดสูงสุดในยุคสมัย 元禄時代 [genroku-jidai] ในยุคนี้วัฒนธรรม 上方文化 [kamigata-bunka] ก็เจริญรุ่งเรืองสูงสุดด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้วัฒนธรรมขนม 京菓子 [kyogashi] อันสวยงามก่อเกิดขึ้นมาอีกด้วย

     แม้แต่ตามท้องถิ่นในต่างจังหวัด ก็ยังมีการแข่งขันแย่งชิงกันถวายขนมให้กับขุนนางที่ได้รับการเลื่อนขั้น ขนมซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีที่เรียกกันว่า 銘菓[meika] จึงถือกำเกิดขึ้นมาอย่างมากมายค่ะ ในทั่วทุกที่ของประเทศญี่ปุ่น มีประเภทและปริมาณของขนมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ณ ตอนนั้น ชาวบ้านธรรมดาๆ จึงมีโอกาสได้ทานขนมญี่ปุ่นของชนชั้นสูงอีกด้วย เช่น ขนมดังโงะ ขนมอังโกะโระ ซึ่งเป็นขนมยอดนิยมที่ใครๆ ก็สามารถหาทานได้อย่างง่ายดาย ขนมเหล่านี้จะมีปรากฏอย่างแพร่หลาย และเป็นที่หลงใหลของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นเจ้าค่ะ

     นอกจากนี้ ขนมญี่ปุ่นที่ใช้ในกิจกรรมหรือพิธีการต่างๆ ของเหล่าซามูไร หรือจากสำนักราชวังก็เริ่มแพร่หลายไปยังภาคเอกชนอีกด้วย อย่างเช่น ขนม 菱餅 [hishimochi] ที่ใช้ในเทศกาลฮินะมัทสึริ หรือ ขนม ちまき [chimaki] ที่ใช้ในวันเทศกาลสำคัญทั้ง 5 ในรอบปี แม้แต่ขนมที่ใช้ในการอวยพรฉลองแสดงความยินดีในพิธีการต่างๆ ก็เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายอีกด้วยเจ้าค่ะ

     จนในที่สุด ก็มีขนมอีกหลายอย่างสืบทอดมาจนถึงยุคปัจจุบันและถือกำเนิดขึ้นมาใหม่มากมาย เช่น ขนม 饅頭 [manjyu] ขนม 羊羹 [youkan] ขนม 干菓子 [higashi] และลูกอม 飴 [ame]

     ช่วงยุคสมัยที่ชาวญี่ปุ่นมีนโยบายเลียนแบบชาวตะวันตกในสมัยเมจิ ขนมเค้กซึ่งเป็นตัวแทนขนมหวานของชาวตะวันตกก็เริ่มเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น นับจากนั้น เพื่อที่จะจำแนกความแตกต่างของขนมตะวันตกกับขนมญี่ปุ่น ในช่วงปลายสมัยยุคไทโช 大正末期 [taisyou-makki] จึงตั้งชื่อขนมญี่ปุ่นจากคำว่า 菓子 [kashi] เป็น 和菓子 [wagashi] เจ้าค่ะ ต่อมาคำๆ นี้ก็กลายเป็นที่รู้จัก พูดติดปากกันแพร่หลาย และวัฒนธรรมขนมญี่ปุ่นก็สืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันอีกด้วยเช่นกัน

     เป็นอย่างไรบ้างคะเพื่อนๆ ประวัติความเป็นมาของขนมญี่ปุ่นนั้นเก่าแก่ไม่แพ้ขนมไทยอย่าง ทองหยิบ ทองหยด ฝอยทอง ที่ท้าวทองกีบม้าได้คิดค้นทำขึ้นมาเลยใช่ไหมเจ้าค่ะ หวังว่าเพื่อนๆ คงจะเต็มอิ่มกับความรู้ในบล็อกนี้ ฝากกดไลค์กดแชร์ด้วยนะคะ แล้วพบกันใหม่ครั้งต่อไปค่ะ บายค่ะ

ฟ้าจังกะเทยไทยในญี่ปุ่น
แปลและเรียบเรียงใหม่โดย ฟ้าจังกะเทยไทยในญี่ปุ่น

Facebook Fanpage https://www.facebook.com/FahChan.Page

Youtube https://www.youtube.com/c/FahChanChannel

อ่านบล็อกผลงานที่ผ่านมาของฟ้าจังย้อนหลัง http://www.ilovejapan.co.th/authore-1/blogger/fahchan