j ภาษาญี่ปุ่น

Fresh news from Japan!

We are excited to deliver you the the freshest news from Japan!

เชื่อไหมว่า?ในหนังสือแบบเรียนภาษาญี่ปุ่นมีเคล็ดลับความเก่งซ่อนอยู่?!

By , วันพฤหัสบดี, 08 กันยายน 2559

         ​เชื่อว่าคนเรียนภาษาทุกคนอยากเก่งค่ะ แต่ความเก่งนั้นก็คงจะไม่ได้ได้มาง่ายๆหรอกนะคะ ต้องลงทุนลงเเรงกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวกว่าจะพออ่านออกเขียนได้  เท่านั้นยังไม่พอนะคะ หนทางแห่งการเรียนภาษานั้นนอกจากจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแล้ว ยังเรียกได้ว่าเป็นการบุกดงกุหลาบเลยทีเดียว เปรียบเสมือนเจ้าชายรูปงามที่ต้องการจะเดินทางไปหาเจ้าหญิงในปราสาท ที่น่าสงสารก็คือไม่มีเจ้าชายในเรื่องไหน สามารถไปหาเจ้าหญิงได้โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวจากอุปสรรคต่างๆ เช่นเดียวกันกับการเรียนภาษาที่ต้องมีการลงทุนบ้าง แต่เมื่อลงทุนแล้วก็เท่ากับเจ้าชายที่เริ่มออกเดินทาง ยังต้องเจอกับปัญหาเเละอุปสรรคอีกมาก ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้อีกว่า เราจะเป็นเจ้าชายที่หันหลังให้กับหนามกุหลาบ แล้วเลือกที่จะตัดใจจากเจ้าหญิงแสนสวยรึเปล่า หรือว่าเราจะฝ่ามันไปเพื่อสิ่งที่แสนดีที่รออยู่ภายหน้า                หลายคนที่กำลังท้อก็คงมีคำถามว่า แล้ววันข้างหน้าเราจะไม่คิดที่จะยอมแพ้หรอ? แล้วเราควรทำยังไง? ไม่ให้ที่ผ่านมาสูญเปล่า?                                                                                                                                                                                                                       ซึ่งคำตอบก็อยู่ที่ตัวเราเองค่ะ อยากให้ทุกคนลองนึกย้อนกลับไปว่าทำไมเราถึงเลือกอยากเรียน โดยเฉพาะการเรียนภาษาที่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ตัวอักษรพื้นฐาน เชื่อว่าทุกคนต้องมีคำตอบของตัวเองค่ะ และมันก็คือ "เเรงบันดาลใจ" นั่นเอง แรงบันดาลใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ทุกอย่าง เพราะจริงๆแล้วมันก็คือ "ความชอบ" ที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้นั่นเองค่ะ  ทุกคนล้วนมาเรียนด้วยเหตุผลส่วนตัวที่จะเป็นเเรงผลักดันในการเรียน แต่เมื่อนานวันเข้าอุปสรรคก็จะยิ่งหนักหนา แล้วเราจะไปต่อหรือเลิกนั้นก็อยู่ที่ตัวเราเอง ว่าจะเอาชนะสิ่งเย้ายวนต่างๆจนไม่ถึงจุดหมายได้ไหม

         ด้วยความยากของเนื้อหา ความที่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการเรียน ทำให้ใครๆก็สรรหาแต่วิธีการที่จะทำให้เก่งไวขึ้น  การทำให้อุปสรรคที่เจอมันเบาบางลง หรือแม้แต่การสร้างเเรงบันดาลใจใหม่ให้กับตัวเอง การกดดันตัวเอง จนลืมไปว่าสิ่งสำคัญจริงๆคือ "ความสนุกสนาน" ในการเรียนต่างหาก เหตุผลหนึ่งของคำว่า "สีช่วยจำ"นั้นก็ได้ผลมาจากการที่เราทำเเล้วเรารู้สึก สนุก เพลิดเพลิน กับการเรียนมากขึ้น แทนที่จะนั่งเขียนๆๆ มือเเทบหงิก ก็เปลี่ยนมาใช้สีสันแทนความหมายต่างๆ ใช้รูปภาพเข้ามาเสริมแทนคำอธิบาย เพียงเท่านี้เนื้อหาที่แสนน่าเบื่อก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไปแล่วล่ะค่ะ

       วิดีโอก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนนิยมให้ในการค้นหาวิธีการเรียนให้เก่งอีกวิธีหนึ่งนะคะ ซิ่งสาเหตุก็คือในวิดีโอเนี่ยมักจะเป็นข้อมูลที่เข้าใจได้ง่าย และเน้นการกระตุ้นให้เรานึกถึงเป้าหมายของตัวเอง หรือแม้แต่เป็นการสร้างเป้าหมายใหม่ให้เราเลยล่ะค่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากหนังสือที่อ่านยากและต้องใช้ความคิดค่อนข้างเยอะนะคะ แต่จริงๆแล้ววิธีการที่ดีที่สุดคือการลงมือทำค่ะ ไม่ใช่การหาเเรงบันดาลใจ ถึงแม้แรงบันดาลใจจะสำคัญมากก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ ถ้าเรามีเเรงบันดาลใจแต่ไม่ลงมือทำ แรงบันดาลใจของเราก็จะเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆของคนเพ้อเจ้อค่ะ และขั้นตอนการลงมือทำอย่างถูกต้องนั้นก็ได้บัญญัติไว้ในหนังสือแบบเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ทุกคนรู้จักกันดี บางคนถึงกับมีเก็บไว้ทั้งหมด หรือเรียนจบเเล้วด้วยซ้ำกับหนังสือที่มีชื่อว่า Minna no nihongo นั่นเองค่ะ                  

​    เชื่อไหมคะว่า หนังสือที่เราใช้เรียนธรรมดาๆนี่แหละ มีสุดยอดเคล็บลับความเก่งอยู่ข้างใน ตรงหน้าที่เราเปิดผ่านมันทุกครั้งแต่ไม่เคยเห็น หรือไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆแล้วมันคือสุดยอดวิธีที่อยู่กับเรามาแล้วนานแสนนาน วันนี้มี่จะเอาเคล็ดลับหน้านั้นมาตีแผ่ให้ได้ชมกันค่ะ ถ้าใครมีหนังสืออยู่กับตัวจะหยิบมาเปิดพร้อมกันก็ได้นะคะ โดยเปิดไปที่หน้า (19) ค่ะ ในหน้าที่จะจ่าหัวตัวใหญ่ๆไว้ว่า "ข้อแนะนำสำหรับผู้เรียนทุกท่าน" นะคะ ถัดลงมาเขาจะเขียนไว้ว่า "วิธีการเรียนที่ได้ผลมากที่สุด" ซึ่งก็มีทั้งหมด 6 ข้อด้วยกันค่ะ

   ข้อแรก-จดจำคำศัพท์ให้ได้  ในแต่ละบทจะมีคำศัพท์อยู่เยอะแยะเลยล่ะค่ะ ให้พยายามหาวิธีจำมันให้ได้ 80%ของทุกบทก็โอเคแล้วล่ะค่ะ โดยเน้นไปที่การออกเสียงให้ถูกต้องด้วยนะคะ เพราะคำศัพท์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้ความรู้ไวยากรณ์ของเราจะเลิศหรูล้นฟ้าแค่ไหน ถ้าไม่รู้คำศัพท์ที่จะนำมาใช้ มันก็ไร้ค่าค่ะ วิธีการจดจำก็คือ การเขียนบ่อยๆ ใช้บ่อยๆ ลองนำศัพท์ทุกคำที่เรียนมาเเต่งประโยคตามรูปแบบที่เคยเรียนมา เพียงเท่านี้ก็จะช่วยได้มากแล้วล่ะค่ะ

  ข้อสอง-ฝึกการใช้รูปประโยค  หมั่นทบทวนรูปประโยคต่างๆที่เรียนมาอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงวิธีการใช้ประโยคนั้นๆ พอเข้าใจแล้วก็ลองนำคำศัพท์ที่เรียนมาสับเปลี่ยนกับคำศัพท์เดิม ลองต่อประโยคให้ยาวขึ้นโดยใส่รายละเอียดต่างๆลงไปมากขึ้น จากนั้นก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องของประโยตที่เราแต่งเองได้จากประโยคตัวอย่างนะคะ

  ข้อสาม-ฝึกการสนทนา  ในแต่ละบทที่เรียนจะมีบทสนทนาเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่มาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบทสนทนาที่ใช้ได้จริง ซึ่งเราก็ควรจะฝึกพูดให้แม่นและลองเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันดู จะได้นำเอาคำศัพท์ที่ท่องมาหัวแทบระเบิดมาใช้ด้วย เช่น ลองเปลี่ยนสถานที่ที่ตัวละครต้องการจะไป หรือเปลี่ยนของที่ตัวละครอยากได้ เป็นต้น นอกจากนี้การสนทนาที่ให้ผลอย่างรวดเร็วคือการหาเพื่อนเป็น ชาวญี่ปุ่น แล้วฝึกการสนทนาจริง ซึ่งในปัจจุบันก็มีแอพลิเคชันจำนวนมากที่รวบรวมคนที่อยากเรียนภาษามาอยู่ด้วยกัน  เช่น Hello Talk เป็นต้น

​  ข้อสี่-ฟังซีดีบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  ระหว่างที่ฝึกสนทนาจากบทสนทนาในหนังสือ ให้เป็นซีดีควบคู่กันไปด้วย เพราะนอกจากจะได้เรียนการออกเสียงประโยคตรงตามที่เรียนแล้ว ยังสามารถปรับให้ตัวเองคุ้นเคยกับภาษาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เนื่องจากบทสนทนาที่ได้ยินจะเป็นบทสนทนาช้าๆที่ฟังง่ายกว่าแบบทั่วไป แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องฟังซีดีที่แนบมากับหนังสือเท่านั้น จะเปลี่ยนเป็นดูสารคดี การ์ตูน หรือ ภาพยนตร์อะไรก็ได้ที่เราจะได้ฟังภาษาญี่ปุ่น เพราะมันจะช่วยให้เราคุ้นเคยกับภาษามากขึ้น รวมทั้งยังทำให้เข้าใจสถานการณ์ในการใช้รูปประโยคแต่ละแบบมากขึ้นอีกด้วย

  ข้อห้า-ทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วและเตรียมบทเรียนล่วงหน้า  เพื่อไม่ให้กลายเป็นคนที่ได้หน้าแล้วลืมหลัง ยิ่งเรียนยิ่งหาย การหมั่นทบทวนบทเรียนเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และถ้าหากมีเวลาเหลือการเตรียมบทเรียนล่วงหน้าก็จะทำให้เรียนแล้วเข้าใจมากขึ้น สามารถจดจำได้ดีขึ้น และยังจะทำให้การเรียนได้ผลมากขึ้น

  ข้อหก-พยายามสนทนากับสถานการณ์จริง  หลายๆคนคงจะเคยประสบปัญหาที่ว่าในห้องเรียนก็พูดได้หรอก แต่พอเจอจริงๆกลับพูดไม่ออก สติแตก ไม่รู้จะพูดอะไร เปรียบประดุจคนที่ไม่เคยเรียนมาเลยทีเดียว นั่นเป็นเหตุผลที่เราควรจะฝึกการพูดคุยในสถานการณ์จริงให้มากๆจะได้ไม่ตื่นเต้นจนมากเกินไป

​              "เคล็ดลับเหล่านี้ไม่เคยเป็นความลับ แต่ก็น้อยคนนักที่จะทำจนสำเร็จได้ เพราะอะไรก็ไม่ยากเท่าการเอาชนะความกลัวและความขี้เกียจที่อยู่ในตัวเราเอง"

............................................................................................

ขอขอบคุญรูปภาพและข้อมูลจาก

1.แบบเรียนภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น Minna no nihongo

2.http://women.thaiza.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-Shopping-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%86/135488/

3.http://cshj.blog.fc2.com/blog-entry-2.html

4.http://www.keedkean.com/education/KK0000245.html

         ​เชื่อว่าคนเรียนภาษาทุกคนอยากเก่งค่ะ แต่ความเก่งนั้นก็คงจะไม่ได้ได้มาง่ายๆหรอกนะคะ ต้องลงทุนลงเเรงกันเป็นอย่างมากเลยทีเดียวกว่าจะพออ่านออกเขียนได้  เท่านั้นยังไม่พอนะคะ หนทางแห่งการเรียนภาษานั้นนอกจากจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแล้ว ยังเรียกได้ว่าเป็นการบุกดงกุหลาบเลยทีเดียว เปรียบเสมือนเจ้าชายรูปงามที่ต้องการจะเดินทางไปหาเจ้าหญิงในปราสาท ที่น่าสงสารก็คือไม่มีเจ้าชายในเรื่องไหน สามารถไปหาเจ้าหญิงได้โดยที่ไม่ต้องเจ็บตัวจากอุปสรรคต่างๆ เช่นเดียวกันกับการเรียนภาษาที่ต้องมีการลงทุนบ้าง แต่เมื่อลงทุนแล้วก็เท่ากับเจ้าชายที่เริ่มออกเดินทาง ยังต้องเจอกับปัญหาเเละอุปสรรคอีกมาก ซึ่งเราก็สามารถเลือกได้อีกว่า เราจะเป็นเจ้าชายที่หันหลังให้กับหนามกุหลาบ แล้วเลือกที่จะตัดใจจากเจ้าหญิงแสนสวยรึเปล่า หรือว่าเราจะฝ่ามันไปเพื่อสิ่งที่แสนดีที่รออยู่ภายหน้า                หลายคนที่กำลังท้อก็คงมีคำถามว่า แล้ววันข้างหน้าเราจะไม่คิดที่จะยอมแพ้หรอ? แล้วเราควรทำยังไง? ไม่ให้ที่ผ่านมาสูญเปล่า?                                                                                                                                                                                                                       ซึ่งคำตอบก็อยู่ที่ตัวเราเองค่ะ อยากให้ทุกคนลองนึกย้อนกลับไปว่าทำไมเราถึงเลือกอยากเรียน โดยเฉพาะการเรียนภาษาที่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ตัวอักษรพื้นฐาน เชื่อว่าทุกคนต้องมีคำตอบของตัวเองค่ะ และมันก็คือ "เเรงบันดาลใจ" นั่นเอง แรงบันดาลใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ทุกอย่าง เพราะจริงๆแล้วมันก็คือ "ความชอบ" ที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้นั่นเองค่ะ  ทุกคนล้วนมาเรียนด้วยเหตุผลส่วนตัวที่จะเป็นเเรงผลักดันในการเรียน แต่เมื่อนานวันเข้าอุปสรรคก็จะยิ่งหนักหนา แล้วเราจะไปต่อหรือเลิกนั้นก็อยู่ที่ตัวเราเอง ว่าจะเอาชนะสิ่งเย้ายวนต่างๆจนไม่ถึงจุดหมายได้ไหม

         ด้วยความยากของเนื้อหา ความที่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการเรียน ทำให้ใครๆก็สรรหาแต่วิธีการที่จะทำให้เก่งไวขึ้น  การทำให้อุปสรรคที่เจอมันเบาบางลง หรือแม้แต่การสร้างเเรงบันดาลใจใหม่ให้กับตัวเอง การกดดันตัวเอง จนลืมไปว่าสิ่งสำคัญจริงๆคือ "ความสนุกสนาน" ในการเรียนต่างหาก เหตุผลหนึ่งของคำว่า "สีช่วยจำ"นั้นก็ได้ผลมาจากการที่เราทำเเล้วเรารู้สึก สนุก เพลิดเพลิน กับการเรียนมากขึ้น แทนที่จะนั่งเขียนๆๆ มือเเทบหงิก ก็เปลี่ยนมาใช้สีสันแทนความหมายต่างๆ ใช้รูปภาพเข้ามาเสริมแทนคำอธิบาย เพียงเท่านี้เนื้อหาที่แสนน่าเบื่อก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไปแล่วล่ะค่ะ

       วิดีโอก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คนนิยมให้ในการค้นหาวิธีการเรียนให้เก่งอีกวิธีหนึ่งนะคะ ซิ่งสาเหตุก็คือในวิดีโอเนี่ยมักจะเป็นข้อมูลที่เข้าใจได้ง่าย และเน้นการกระตุ้นให้เรานึกถึงเป้าหมายของตัวเอง หรือแม้แต่เป็นการสร้างเป้าหมายใหม่ให้เราเลยล่ะค่ะ ซึ่งจะแตกต่างจากหนังสือที่อ่านยากและต้องใช้ความคิดค่อนข้างเยอะนะคะ แต่จริงๆแล้ววิธีการที่ดีที่สุดคือการลงมือทำค่ะ ไม่ใช่การหาเเรงบันดาลใจ ถึงแม้แรงบันดาลใจจะสำคัญมากก็จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดนะคะ ถ้าเรามีเเรงบันดาลใจแต่ไม่ลงมือทำ แรงบันดาลใจของเราก็จะเป็นแค่ความฝันลมๆแล้งๆของคนเพ้อเจ้อค่ะ และขั้นตอนการลงมือทำอย่างถูกต้องนั้นก็ได้บัญญัติไว้ในหนังสือแบบเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ทุกคนรู้จักกันดี บางคนถึงกับมีเก็บไว้ทั้งหมด หรือเรียนจบเเล้วด้วยซ้ำกับหนังสือที่มีชื่อว่า Minna no nihongo นั่นเองค่ะ                  

​    เชื่อไหมคะว่า หนังสือที่เราใช้เรียนธรรมดาๆนี่แหละ มีสุดยอดเคล็บลับความเก่งอยู่ข้างใน ตรงหน้าที่เราเปิดผ่านมันทุกครั้งแต่ไม่เคยเห็น หรือไม่เคยรู้เลยว่าจริงๆแล้วมันคือสุดยอดวิธีที่อยู่กับเรามาแล้วนานแสนนาน วันนี้มี่จะเอาเคล็ดลับหน้านั้นมาตีแผ่ให้ได้ชมกันค่ะ ถ้าใครมีหนังสืออยู่กับตัวจะหยิบมาเปิดพร้อมกันก็ได้นะคะ โดยเปิดไปที่หน้า (19) ค่ะ ในหน้าที่จะจ่าหัวตัวใหญ่ๆไว้ว่า "ข้อแนะนำสำหรับผู้เรียนทุกท่าน" นะคะ ถัดลงมาเขาจะเขียนไว้ว่า "วิธีการเรียนที่ได้ผลมากที่สุด" ซึ่งก็มีทั้งหมด 6 ข้อด้วยกันค่ะ

   ข้อแรก-จดจำคำศัพท์ให้ได้  ในแต่ละบทจะมีคำศัพท์อยู่เยอะแยะเลยล่ะค่ะ ให้พยายามหาวิธีจำมันให้ได้ 80%ของทุกบทก็โอเคแล้วล่ะค่ะ โดยเน้นไปที่การออกเสียงให้ถูกต้องด้วยนะคะ เพราะคำศัพท์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้ความรู้ไวยากรณ์ของเราจะเลิศหรูล้นฟ้าแค่ไหน ถ้าไม่รู้คำศัพท์ที่จะนำมาใช้ มันก็ไร้ค่าค่ะ วิธีการจดจำก็คือ การเขียนบ่อยๆ ใช้บ่อยๆ ลองนำศัพท์ทุกคำที่เรียนมาเเต่งประโยคตามรูปแบบที่เคยเรียนมา เพียงเท่านี้ก็จะช่วยได้มากแล้วล่ะค่ะ

  ข้อสอง-ฝึกการใช้รูปประโยค  หมั่นทบทวนรูปประโยคต่างๆที่เรียนมาอย่างละเอียด เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงวิธีการใช้ประโยคนั้นๆ พอเข้าใจแล้วก็ลองนำคำศัพท์ที่เรียนมาสับเปลี่ยนกับคำศัพท์เดิม ลองต่อประโยคให้ยาวขึ้นโดยใส่รายละเอียดต่างๆลงไปมากขึ้น จากนั้นก็สามารถตรวจสอบความถูกต้องของประโยตที่เราแต่งเองได้จากประโยคตัวอย่างนะคะ

  ข้อสาม-ฝึกการสนทนา  ในแต่ละบทที่เรียนจะมีบทสนทนาเกี่ยวกับชาวต่างชาติที่มาอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบทสนทนาที่ใช้ได้จริง ซึ่งเราก็ควรจะฝึกพูดให้แม่นและลองเปลี่ยนเป็นสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกันดู จะได้นำเอาคำศัพท์ที่ท่องมาหัวแทบระเบิดมาใช้ด้วย เช่น ลองเปลี่ยนสถานที่ที่ตัวละครต้องการจะไป หรือเปลี่ยนของที่ตัวละครอยากได้ เป็นต้น นอกจากนี้การสนทนาที่ให้ผลอย่างรวดเร็วคือการหาเพื่อนเป็น ชาวญี่ปุ่น แล้วฝึกการสนทนาจริง ซึ่งในปัจจุบันก็มีแอพลิเคชันจำนวนมากที่รวบรวมคนที่อยากเรียนภาษามาอยู่ด้วยกัน  เช่น Hello Talk เป็นต้น

​  ข้อสี่-ฟังซีดีบ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  ระหว่างที่ฝึกสนทนาจากบทสนทนาในหนังสือ ให้เป็นซีดีควบคู่กันไปด้วย เพราะนอกจากจะได้เรียนการออกเสียงประโยคตรงตามที่เรียนแล้ว ยังสามารถปรับให้ตัวเองคุ้นเคยกับภาษาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย เนื่องจากบทสนทนาที่ได้ยินจะเป็นบทสนทนาช้าๆที่ฟังง่ายกว่าแบบทั่วไป แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องฟังซีดีที่แนบมากับหนังสือเท่านั้น จะเปลี่ยนเป็นดูสารคดี การ์ตูน หรือ ภาพยนตร์อะไรก็ได้ที่เราจะได้ฟังภาษาญี่ปุ่น เพราะมันจะช่วยให้เราคุ้นเคยกับภาษามากขึ้น รวมทั้งยังทำให้เข้าใจสถานการณ์ในการใช้รูปประโยคแต่ละแบบมากขึ้นอีกด้วย

  ข้อห้า-ทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วและเตรียมบทเรียนล่วงหน้า  เพื่อไม่ให้กลายเป็นคนที่ได้หน้าแล้วลืมหลัง ยิ่งเรียนยิ่งหาย การหมั่นทบทวนบทเรียนเป็นประจำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และถ้าหากมีเวลาเหลือการเตรียมบทเรียนล่วงหน้าก็จะทำให้เรียนแล้วเข้าใจมากขึ้น สามารถจดจำได้ดีขึ้น และยังจะทำให้การเรียนได้ผลมากขึ้น

  ข้อหก-พยายามสนทนากับสถานการณ์จริง  หลายๆคนคงจะเคยประสบปัญหาที่ว่าในห้องเรียนก็พูดได้หรอก แต่พอเจอจริงๆกลับพูดไม่ออก สติแตก ไม่รู้จะพูดอะไร เปรียบประดุจคนที่ไม่เคยเรียนมาเลยทีเดียว นั่นเป็นเหตุผลที่เราควรจะฝึกการพูดคุยในสถานการณ์จริงให้มากๆจะได้ไม่ตื่นเต้นจนมากเกินไป

​              "เคล็ดลับเหล่านี้ไม่เคยเป็นความลับ แต่ก็น้อยคนนักที่จะทำจนสำเร็จได้ เพราะอะไรก็ไม่ยากเท่าการเอาชนะความกลัวและความขี้เกียจที่อยู่ในตัวเราเอง"

............................................................................................

ขอขอบคุญรูปภาพและข้อมูลจาก

1.แบบเรียนภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้น Minna no nihongo

2.http://women.thaiza.com/%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87-Shopping-%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%86/135488/

3.http://cshj.blog.fc2.com/blog-entry-2.html

4.http://www.keedkean.com/education/KK0000245.html

บทความล่าสุด