l ชีวิตในญี่ปุ่น

เล่าประสบการณ์เมื่อเพื่อนญี่ปุ่นชวนขายตรง

By , วันอังคาร, 06 มีนาคม 2561

สวัสดีค่ะ ค่า สมัยอยู่ไทยได้ยินบ่อยๆว่า 

ถ้าเพื่อนที่ห่างหายกันนานอยู่ๆติดต่อมาชวนไปกินข้าวให้ระวัง 

เพราะอาจจะเป็นขายอ้อมขายตรง เราก็ไม่คิดเลยค่ะว่าที่ญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนกัน 

ตัวเราอยู่ญี่ปุ่นมาปีนี้ก็ปีที่10แล้ว ชีวิตในญี่ปุ่นนั้นจัดว่าปลอดภัยมาก 

แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างให้ต้องระวังเหมือนกัน 


ว่าแล้วคราวนี้เราก็เลยจะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตเมื่อมีคนชวนขายตรงให้เพื่อนๆฟังค่ะ

เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

สมัยเราพักอยู่บ้านแชร์เฮาส์มักจะเจอผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อขายตรงชื่อดังเราขอใช้ตัวย่อว่าA

ส่งมาหาเพื่อนร่วมบ้านคนนึงแทบทุกอาทิตย์...

มาทีเป็นลังใหญ่ๆเลยค่ะ แต่ดีที่เค้าไม่เคยมาชวนอะไร

แถมยังเอาเครื่องกรองน้ำมาไว้ส่วนกลางให้ทุกคนใช้ด้วย

ขอบอกว่าเครื่องกรองน้ำของเค้าดีมากๆๆๆ ดีจริงสมคำล่ำลือค่ะ

ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าที่ญี่ปุ่นก็มี A ด้วยแฮะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร

จนกระทั้งเมื่อต้นปีนี้... 


อดีตเพื่อนร่วมงานสาวที่เคยทำงานที่เดียวกันแต่เธอลาออกไปเป็นฟรีแลนซ์

ได้ปีกว่าแล้ว ตอนทำงานเรียกว่าสนิทกันพอควรค่ะ แต่พอเค้าลาออกไปก็ไม่

ค่อยได้ติดต่อกัน อยู่ๆเธอก็ไลน์มาชวนไปอีเวนต์แต่งหน้าของช่างแต่งหน้าชื่อดัง

ที่เราก็ไม่รู้จัก..... เธอบอกว่าเห็นเรารักสวยรักงามเลยชวนเรา ไอ้เราก็ดีใจว่า

เธอยังคิดถึงเราแฮะ เราจึงตอบตกลงไป


แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงก่อนวันนัดหนึ่งวัน เธอก็ไลน์มาว่า

มีค่าเข้างาน 1,000 เยนนะ และอยากจะโทรคุยกับเราเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่จะใช้ในอีเวนต์หน่อย

ตอนนั้นเราก็เอะใจแล้ว เฮ้ย หรือว่าจะ.........แต่ไม่น่าใช่ไหม แอบระแวงค่ะ

เพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งถูกชวนมาแต่เป็นของอีกแบรนด์ และแล้วเมื่อโทรคุยก็ เอิ่มใช่จริงๆค่ะ

 ด้วยความที่ว่าเราไม่ชอบผิดคำพูดตกลงว่าจะไปแล้วก็คงต้องไป เอาวะ

ถือว่าได้มาเห็นว่าที่ญี่ปุ่นเค้าทำการตลาดยังไง!!!!

เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

อีเวนต์จัดที่แมนชันส่วนตัวของคนระดับสูงๆ ในย่านไฮโซของญี่ปุ่น 

ค่าเช่าห้องพักราคาเดือนละ 2,000,000 เยนเลยค่ะ(เราถึงกับแอบเปิดเว็บเอเยนต์เช่าห้อง เช็กราคาดูเลย)

ในอีเวนต์มีคนมาร่วมประมาณ 20 กว่าคน ทุกคนมีสมุดและปากกามาเตรียมจดความรู้เต็มที่

ในอีเวนต์ก็มีสาธิตการแต่งหน้าตามปกติ ทุกขั้นตอนจะมีการบรรยายความดีงาม

ของผลิตภัณฑ์ เท่าที่ดูก็ดีจริงๆ แต่เราไม่พอใจที่เค้าอวยของตัวเอง

พร้อมๆกับการด่าแบรนด์อื่น........................ 


และไม่ว่าช่างแต่งหน้าจะทำอะไร ทุกคนก็จะกรี๊ด ชมอวยตามสไตล์คนญี่ปุ่น 

เราเองก็ต้องทำตามด้วยเดี๋ยวจะหลุดเฟรม บางอย่างที่เราไม่ได้รู้สึกว่า

มันดีอะไรขนาดนั้นแต่คนก็กรี๊ดกัันเราก็กรี๊ดตามราวกับถูกสะกดจิตหมู่

จริงๆเราเกือบเคลิ้มแล้วค่ะ จนกระทั้งช่างแต่งหน้าพูดเรื่องการดูและผิวพร้อมบอกอายุตัวเอง

และหลายคนในอีเวนต์ก็อวยช่างว่าหน้าเด็กมาก ซึ่งเอาจริงๆดูภายนอกแล้ว

เราคิดว่าเค้าอายุมากกว่าที่เค้าบอกประมาณ 5 - 10 ปีค่ะ TTT___TTT จากนั้นความรู้สึก

ที่อยากจะใช้เครืองสำอางแบรนด์นี้ก็หมดไป 


หลังจากบรรยายสาธิตการแต่งหน้าเสร็จ เค้าก็ให้เราและคนใหม่ๆที่เพิ่งมา

เข้าไปแนะนำตัวและพูดคุยกับเจ้าของห้องซึ่งน่าจะเป็นคนระดับสูงๆในนั้น

วันนั้นไม่มีการชวนเราเข้าเป็นสมาชิกหรือเชิญชวนให้ซื้อของแต่อย่างไร

ตรงจุดนี้เรารู้สึกดีมากค่ะ รู้สึกถึงความจริงใจในการขายของดี โดยที่ไม่รู้ตัวว่า

หายนะค่อยๆมาเยือนเราแล้ว ฮือออ 


เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

​หลังจากวันนั้นเพื่อนสาวเราก็กระหน่ำไลน์มาหาเราเรื่อยๆค่ะ ถามว่า วันนี้

ว่างไหม มีอีเวนต์ทำโน่นนี่นะ พอเราปฏิเสธบ่อยๆเข้า เธอก็ถามเราเลยว่า

เมื่อไหร่เราจะว่าง TTT___TTT รู้สึกโดนกดดันมากๆ เราเลยเลี่ยงไปว่า 

น่าจะเดือนถัดไปเลย นางเข้าใจ แต่ก็มีส่งรูปสมุดโน้ตที่นางจดตอนไป

อีเวนต์ดูแลผมมา พร้อมกับบอกเราว่าถ้ามีของอะไรที่อยากได้ก็ซื้อผ่านนางได้นะ


ล่าสุดก็ไลน์มาชวนให้ไปแต่งหน้าแบบเอสเต้ โดยที่คนที่จะแต่งหน้าเอสเต้ให้เป็น 

ช่างเอสเต้ชื่อดังอยู่ที่กินซ่า ลดค่าแต่งหน้าจาก ราคา 5 หมื่นเยนให้เหลือเพียง 7 พันเยนเท่านั้น 

โห คือแล้วมันเรื่องอะไรที่เราจะต้องไปเสียเงินแต่งหน้าโดยที่ไม่ได้ไปไหน 

ถ้ามีไปงานแต่งงานเพื่อน หรือไปเดต ไปอะไรแล้วเสียเงิน 7 พัน อันนี้เราโอเคค่ะ 

แต่วันที่เค้านัดมาเราไม่ได้จะไปทำอะไร แต่งหน้าเสร็จกลับมาบ้านล้างหน้านอน 

มันก็ไม่ใช่ ก็เลยปฏิเสธเค้าไปตรงๆแบบนี้เลย ว่าฉันไม่ได้มีเงินเหลือเยอะขนาด

ไปแต่งหน้าเล่นๆนะ แล้วนางก็หายไป นี่ก็แอบลุ้นอยู่ว่าจะกลับมาอีกหรือเปล่า ฮาาา 


จากที่เราหาข้อมูลและสอบถามหลายๆคนก็พบว่า ที่ญี่ปุ่นจะทำการตลาดแบบ

เน้นชวนไปทำกิจกรรม ไปเที่ยว ไปอีเวนต์โชว์ความหรูหราของคนที่เป็นสมาชิก 

เน้นให้คนรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของเค้า ไม่ได้มีอิมเมจไม่ดีนะ ใครๆก็ใช้กัน 

พอรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นสาวกไปแล้ว


เอาจริงๆ ถ้าเราว่างและค่าเข้าร่วมไม่แพงมาก

เราก็อาจจะไปอีกนะคะ เพราะว่าก็ได้ความรู้จริงๆค่ะ แต่ถ้าจะให้เราไปขาย อันนี้ไม่ไหว

ไม่ใช่แนว และเราก็รู้สึกไม่ชอบเวลาที่เพื่อนมาชวนแบบเหมือนกัดไม่ปล่อยด้วย

อีกประการในญี่ปุ่นอิมเมจของแบรนด์นี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ 


สำหรับเพื่อนๆที่เจอเพื่อนคนญี่ปุ่นมาชวนแบบนี้ขอให้บอกเค้าไปตรงๆเลยว่า

ไม่อยากยุ่งไม่ชอบ เราอยากเป็นเพื่อนกับเธอนะ เธออย่ามาชวนเราเลย

ไม่ยุ่งเลยแต่แรกจะดีที่สุด  เพราะไปครั้งหนึ่งแล้วจะโดนตามเรื่อยๆ

ต้องมาหาวิธีปฏิเสธมันก็เหนื่อยนะคะ เสียความรู้สึกด้วย

เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

​และนอกจากผลิตภัณฑ์ A แล้ว ที่ญี่ปุ่นก็ยังมีธุรกิจแนวขายตรงแบบนี้เยอะ

ต้องระวังจริงๆ หลายคนมาตามหาดาวน์ไลน์ตามแอปฯหาคู่ ตามกรุ๊ปทำกิจกรรมต่างๆ

ต้วเรานั้นเคยเจอหนุ่มที่นัดเจอผ่านทาง Tinder มาขายตรงด้วยค่ะ เค้าออกแนว

พูดถึงเรื่องงานตัวเอง ว่าเป็นงานแบบนี้ๆ เราไม่ได้คิดเลยว่าเค้าจะมาชวนทำอะไร 

คิดแค่ว่า เออดูเค้าชอบงานตัวเองจริง ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เค้าก็ถามเราว่าสนใจจะไป

ฟังสัมมนาไหม จะจัดบ่ายวันนี้ โห ตอนนั้นถึงได้รู้สึกตัวค่ะว่า อ้าวนี่มาหาดาวน์ไลน์เหรอนี่

พอเราปฏิเสธไป เค้าก็แบบออกแนวตัดพ้อว่า ทำไมเราตัดสินว่ามันไม่ดีทั้งๆที่ไม่ไปฟังก่อน

โห..... พอเรากลับบ้านไปก็ไปหาข้อมูลของแบรนด์นี้ค่ะ เป็นแนวๆขายแพ็กเกจท่องเที่ยว

ถ้าพลาดไปฟังสัมมนา เค้าจะกดดันให้สมัครสมาชิกซึ่งมีค่าสมัค่ร แสนเยนค่ะ !!!! 

เรียกว่าถ้าไม่สมัครก็จะไม่ให้ออกจากงานเลย น่ากลัวมาก ดีแล้วที่ไม่ไป 


เอาเป็นว่าเพื่อนๆในญี่ปุ่นที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆหรือหาเพื่อนผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ก็ระวังไว้ด้วยนะคะ ถ้าคิดว่ามันแปลกๆก็ ปฏิเสธไปเลยดีกว่า อย่ามามัวเกรงใจเลย


ใครที่เคยเจออะไรแบบนี้ก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ 


นอกจากขายตรงแล้วก็ยังมีพวกชักชวนเข้าศาสนาอีกค่ะ

อันนี้เราก็เจอบ่อยแน่นอนว่าจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังในโอกาสต่อไปค่ะ

แล้วพบกันใหม่นะคะ สวัสดีค่า><


ขอบคุณภาพจาก เว็บ free Material

http://www.photo-ac.com/


Page เรื่อยเปื่อย ในญี่ปุ่น กับ afternoon silent

สวัสดีค่ะ ค่า สมัยอยู่ไทยได้ยินบ่อยๆว่า 

ถ้าเพื่อนที่ห่างหายกันนานอยู่ๆติดต่อมาชวนไปกินข้าวให้ระวัง 

เพราะอาจจะเป็นขายอ้อมขายตรง เราก็ไม่คิดเลยค่ะว่าที่ญี่ปุ่นก็เป็นเหมือนกัน 

ตัวเราอยู่ญี่ปุ่นมาปีนี้ก็ปีที่10แล้ว ชีวิตในญี่ปุ่นนั้นจัดว่าปลอดภัยมาก 

แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างให้ต้องระวังเหมือนกัน 


ว่าแล้วคราวนี้เราก็เลยจะมาเล่าประสบการณ์ชีวิตเมื่อมีคนชวนขายตรงให้เพื่อนๆฟังค่ะ

เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

สมัยเราพักอยู่บ้านแชร์เฮาส์มักจะเจอผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อขายตรงชื่อดังเราขอใช้ตัวย่อว่าA

ส่งมาหาเพื่อนร่วมบ้านคนนึงแทบทุกอาทิตย์...

มาทีเป็นลังใหญ่ๆเลยค่ะ แต่ดีที่เค้าไม่เคยมาชวนอะไร

แถมยังเอาเครื่องกรองน้ำมาไว้ส่วนกลางให้ทุกคนใช้ด้วย

ขอบอกว่าเครื่องกรองน้ำของเค้าดีมากๆๆๆ ดีจริงสมคำล่ำลือค่ะ

ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าที่ญี่ปุ่นก็มี A ด้วยแฮะ แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร

จนกระทั้งเมื่อต้นปีนี้... 


อดีตเพื่อนร่วมงานสาวที่เคยทำงานที่เดียวกันแต่เธอลาออกไปเป็นฟรีแลนซ์

ได้ปีกว่าแล้ว ตอนทำงานเรียกว่าสนิทกันพอควรค่ะ แต่พอเค้าลาออกไปก็ไม่

ค่อยได้ติดต่อกัน อยู่ๆเธอก็ไลน์มาชวนไปอีเวนต์แต่งหน้าของช่างแต่งหน้าชื่อดัง

ที่เราก็ไม่รู้จัก..... เธอบอกว่าเห็นเรารักสวยรักงามเลยชวนเรา ไอ้เราก็ดีใจว่า

เธอยังคิดถึงเราแฮะ เราจึงตอบตกลงไป


แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงก่อนวันนัดหนึ่งวัน เธอก็ไลน์มาว่า

มีค่าเข้างาน 1,000 เยนนะ และอยากจะโทรคุยกับเราเกี่ยวกับเครื่องสำอางที่จะใช้ในอีเวนต์หน่อย

ตอนนั้นเราก็เอะใจแล้ว เฮ้ย หรือว่าจะ.........แต่ไม่น่าใช่ไหม แอบระแวงค่ะ

เพราะก่อนหน้านี้ก็เพิ่งถูกชวนมาแต่เป็นของอีกแบรนด์ และแล้วเมื่อโทรคุยก็ เอิ่มใช่จริงๆค่ะ

 ด้วยความที่ว่าเราไม่ชอบผิดคำพูดตกลงว่าจะไปแล้วก็คงต้องไป เอาวะ

ถือว่าได้มาเห็นว่าที่ญี่ปุ่นเค้าทำการตลาดยังไง!!!!

เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

อีเวนต์จัดที่แมนชันส่วนตัวของคนระดับสูงๆ ในย่านไฮโซของญี่ปุ่น 

ค่าเช่าห้องพักราคาเดือนละ 2,000,000 เยนเลยค่ะ(เราถึงกับแอบเปิดเว็บเอเยนต์เช่าห้อง เช็กราคาดูเลย)

ในอีเวนต์มีคนมาร่วมประมาณ 20 กว่าคน ทุกคนมีสมุดและปากกามาเตรียมจดความรู้เต็มที่

ในอีเวนต์ก็มีสาธิตการแต่งหน้าตามปกติ ทุกขั้นตอนจะมีการบรรยายความดีงาม

ของผลิตภัณฑ์ เท่าที่ดูก็ดีจริงๆ แต่เราไม่พอใจที่เค้าอวยของตัวเอง

พร้อมๆกับการด่าแบรนด์อื่น........................ 


และไม่ว่าช่างแต่งหน้าจะทำอะไร ทุกคนก็จะกรี๊ด ชมอวยตามสไตล์คนญี่ปุ่น 

เราเองก็ต้องทำตามด้วยเดี๋ยวจะหลุดเฟรม บางอย่างที่เราไม่ได้รู้สึกว่า

มันดีอะไรขนาดนั้นแต่คนก็กรี๊ดกัันเราก็กรี๊ดตามราวกับถูกสะกดจิตหมู่

จริงๆเราเกือบเคลิ้มแล้วค่ะ จนกระทั้งช่างแต่งหน้าพูดเรื่องการดูและผิวพร้อมบอกอายุตัวเอง

และหลายคนในอีเวนต์ก็อวยช่างว่าหน้าเด็กมาก ซึ่งเอาจริงๆดูภายนอกแล้ว

เราคิดว่าเค้าอายุมากกว่าที่เค้าบอกประมาณ 5 - 10 ปีค่ะ TTT___TTT จากนั้นความรู้สึก

ที่อยากจะใช้เครืองสำอางแบรนด์นี้ก็หมดไป 


หลังจากบรรยายสาธิตการแต่งหน้าเสร็จ เค้าก็ให้เราและคนใหม่ๆที่เพิ่งมา

เข้าไปแนะนำตัวและพูดคุยกับเจ้าของห้องซึ่งน่าจะเป็นคนระดับสูงๆในนั้น

วันนั้นไม่มีการชวนเราเข้าเป็นสมาชิกหรือเชิญชวนให้ซื้อของแต่อย่างไร

ตรงจุดนี้เรารู้สึกดีมากค่ะ รู้สึกถึงความจริงใจในการขายของดี โดยที่ไม่รู้ตัวว่า

หายนะค่อยๆมาเยือนเราแล้ว ฮือออ 


เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

​หลังจากวันนั้นเพื่อนสาวเราก็กระหน่ำไลน์มาหาเราเรื่อยๆค่ะ ถามว่า วันนี้

ว่างไหม มีอีเวนต์ทำโน่นนี่นะ พอเราปฏิเสธบ่อยๆเข้า เธอก็ถามเราเลยว่า

เมื่อไหร่เราจะว่าง TTT___TTT รู้สึกโดนกดดันมากๆ เราเลยเลี่ยงไปว่า 

น่าจะเดือนถัดไปเลย นางเข้าใจ แต่ก็มีส่งรูปสมุดโน้ตที่นางจดตอนไป

อีเวนต์ดูแลผมมา พร้อมกับบอกเราว่าถ้ามีของอะไรที่อยากได้ก็ซื้อผ่านนางได้นะ


ล่าสุดก็ไลน์มาชวนให้ไปแต่งหน้าแบบเอสเต้ โดยที่คนที่จะแต่งหน้าเอสเต้ให้เป็น 

ช่างเอสเต้ชื่อดังอยู่ที่กินซ่า ลดค่าแต่งหน้าจาก ราคา 5 หมื่นเยนให้เหลือเพียง 7 พันเยนเท่านั้น 

โห คือแล้วมันเรื่องอะไรที่เราจะต้องไปเสียเงินแต่งหน้าโดยที่ไม่ได้ไปไหน 

ถ้ามีไปงานแต่งงานเพื่อน หรือไปเดต ไปอะไรแล้วเสียเงิน 7 พัน อันนี้เราโอเคค่ะ 

แต่วันที่เค้านัดมาเราไม่ได้จะไปทำอะไร แต่งหน้าเสร็จกลับมาบ้านล้างหน้านอน 

มันก็ไม่ใช่ ก็เลยปฏิเสธเค้าไปตรงๆแบบนี้เลย ว่าฉันไม่ได้มีเงินเหลือเยอะขนาด

ไปแต่งหน้าเล่นๆนะ แล้วนางก็หายไป นี่ก็แอบลุ้นอยู่ว่าจะกลับมาอีกหรือเปล่า ฮาาา 


จากที่เราหาข้อมูลและสอบถามหลายๆคนก็พบว่า ที่ญี่ปุ่นจะทำการตลาดแบบ

เน้นชวนไปทำกิจกรรม ไปเที่ยว ไปอีเวนต์โชว์ความหรูหราของคนที่เป็นสมาชิก 

เน้นให้คนรู้สึกว่าผลิตภัณฑ์ของเค้า ไม่ได้มีอิมเมจไม่ดีนะ ใครๆก็ใช้กัน 

พอรู้สึกตัวอีกทีก็กลายเป็นสาวกไปแล้ว


เอาจริงๆ ถ้าเราว่างและค่าเข้าร่วมไม่แพงมาก

เราก็อาจจะไปอีกนะคะ เพราะว่าก็ได้ความรู้จริงๆค่ะ แต่ถ้าจะให้เราไปขาย อันนี้ไม่ไหว

ไม่ใช่แนว และเราก็รู้สึกไม่ชอบเวลาที่เพื่อนมาชวนแบบเหมือนกัดไม่ปล่อยด้วย

อีกประการในญี่ปุ่นอิมเมจของแบรนด์นี้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ 


สำหรับเพื่อนๆที่เจอเพื่อนคนญี่ปุ่นมาชวนแบบนี้ขอให้บอกเค้าไปตรงๆเลยว่า

ไม่อยากยุ่งไม่ชอบ เราอยากเป็นเพื่อนกับเธอนะ เธออย่ามาชวนเราเลย

ไม่ยุ่งเลยแต่แรกจะดีที่สุด  เพราะไปครั้งหนึ่งแล้วจะโดนตามเรื่อยๆ

ต้องมาหาวิธีปฏิเสธมันก็เหนื่อยนะคะ เสียความรู้สึกด้วย

เครดิตภาพ http://www.photo-ac.com/

​และนอกจากผลิตภัณฑ์ A แล้ว ที่ญี่ปุ่นก็ยังมีธุรกิจแนวขายตรงแบบนี้เยอะ

ต้องระวังจริงๆ หลายคนมาตามหาดาวน์ไลน์ตามแอปฯหาคู่ ตามกรุ๊ปทำกิจกรรมต่างๆ

ต้วเรานั้นเคยเจอหนุ่มที่นัดเจอผ่านทาง Tinder มาขายตรงด้วยค่ะ เค้าออกแนว

พูดถึงเรื่องงานตัวเอง ว่าเป็นงานแบบนี้ๆ เราไม่ได้คิดเลยว่าเค้าจะมาชวนทำอะไร 

คิดแค่ว่า เออดูเค้าชอบงานตัวเองจริง ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เค้าก็ถามเราว่าสนใจจะไป

ฟังสัมมนาไหม จะจัดบ่ายวันนี้ โห ตอนนั้นถึงได้รู้สึกตัวค่ะว่า อ้าวนี่มาหาดาวน์ไลน์เหรอนี่

พอเราปฏิเสธไป เค้าก็แบบออกแนวตัดพ้อว่า ทำไมเราตัดสินว่ามันไม่ดีทั้งๆที่ไม่ไปฟังก่อน

โห..... พอเรากลับบ้านไปก็ไปหาข้อมูลของแบรนด์นี้ค่ะ เป็นแนวๆขายแพ็กเกจท่องเที่ยว

ถ้าพลาดไปฟังสัมมนา เค้าจะกดดันให้สมัครสมาชิกซึ่งมีค่าสมัค่ร แสนเยนค่ะ !!!! 

เรียกว่าถ้าไม่สมัครก็จะไม่ให้ออกจากงานเลย น่ากลัวมาก ดีแล้วที่ไม่ไป 


เอาเป็นว่าเพื่อนๆในญี่ปุ่นที่ชอบทำกิจกรรมต่างๆหรือหาเพื่อนผ่านทางอินเทอร์เน็ต

ก็ระวังไว้ด้วยนะคะ ถ้าคิดว่ามันแปลกๆก็ ปฏิเสธไปเลยดีกว่า อย่ามามัวเกรงใจเลย


ใครที่เคยเจออะไรแบบนี้ก็มาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ 


นอกจากขายตรงแล้วก็ยังมีพวกชักชวนเข้าศาสนาอีกค่ะ

อันนี้เราก็เจอบ่อยแน่นอนว่าจะเอามาเล่าให้เพื่อนๆฟังในโอกาสต่อไปค่ะ

แล้วพบกันใหม่นะคะ สวัสดีค่า><


ขอบคุณภาพจาก เว็บ free Material

http://www.photo-ac.com/


Page เรื่อยเปื่อย ในญี่ปุ่น กับ afternoon silent