l ชีวิตในญี่ปุ่น

Fresh news from Japan!

We are excited to deliver you the the freshest news from Japan!

ภารกิจตะลุยเกาะโอกินาว่า รับประกันความมันส์! กับชมรม Volunteer

By , วันจันทร์, 04 กันยายน 2560

หลังจากที่ในตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงประสบการณ์เกี่ยวกับชมรม Volunteer ในญี่ปุ่น (สามารถอ่านย้อนหลังได้ที่นี่ http://www.ilovejapan.co.th/life/entry/volunteer-ivusa) สำหรับในตอนนี้เราจะมาพูดต่อกันเรื่อง การเริ่มทำภารกิจร่วมกับชมรม Volunteer กันค่ะ ที่พิเศษเลยคือทริปนี้ที่เราจะพาไปนั้น ไปไกลกันถึงเกาะโอกินาว่า!

เกาะโอกินาว่า (Okinawa) เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่นอยู่ในภูมิภาคคิวชู ที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในฝันของชาวญี่ปุ่น เพราะสภาพอากาศที่อบอุ่น มีหาดทรายขาวและทะเลสวยงามไม่แพ้ภูเก็ตบ้านเราเลย 

ที่สำคัญ เกาะโอกินาว่ายังเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ดังนั้น กิจกรรมสำหรับทริปอาสาสมัครที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสงครามในอดีตที่เกิดขึ้นในเกาะโอกินาว่าค่ะ

ก่อนอื่นเลย สำหรับสมาชิกในชมรม Ivusa คนไหนที่สนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000 เยน รวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับแล้ว (ประมาณ 20,000 บาทไทย) 

และต้องเตรียมอุปกรณ์ที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ผ้าขนหนูผืนเล็ก กระติกน้ำ ไฟฉายคาดศีรษะ รองเท้าบูทเกษตร ถุงมือผ้า กางเกงวอร์ม เสื้อกันฝนหนาๆ แมสปิดจมูก ซองพลาสติกและอื่นๆอีกมากมาย โดยทั้งหมดต้องยัดใส่กระเป๋าเป้ Backpack ขอบอกว่าหนักมากกกก (ของจริงสัมภาระเยอะกว่ารูปด้านขวามือหลายเท่า)

แค่เห็นรายชื่ออุปกรณ์ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นก็รับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่กิจกรรมธรรมดาแล้วใช่มั้ยคะ หึๆๆ บอกเลยว่าทริปนี้อารมณ์เหมือนไปเข้าค่ายลูกเสือสมัยมัธยมมาก

หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์กันเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันออกเดินทางก็จะต้องไป Workshop ก่อนค่ะ ซึ่งก็ไปเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกมนุษย์ ส่วนต่างๆเรียกว่าอะไร คล้ายๆกับตอนอบรมในตอนที่แล้ว และก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อยมีหัวหน้ากลุ่ม โดยภายในกลุ่มจะมีเด็กมหาวิทยาลัยทั้งจากภูมิภาคคันโตและคันไซรวมกัน ส่วนพวกเราชาวไทยโดนจับแยกไปอยู่คนละกลุ่มหมดเลย

ภาพบรรยากาศกิจกรรม Workshop

ตัดไปที่วันเดินทางกันดีกว่าค่ะ ทริปนี้เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 - 22 กุมภาพันธ์ 2016 ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวพีคๆพอดี พวกเราต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อรีบไปถึงสนามบินนาริตะ Terminal 3 ให้ทันก่อน 7 โมง เมื่อไปถึงก็ไปทำความรู้จักกับเด็กมหาวิทยาลัยคนอื่นๆในเขตโตเกียว ประมาณ 30 กว่าคน ที่พิเศษเลยคือ ชาวต่างชาติในทริปนี้มีไม่ถึง 5 คน คือมีแค่พวกเราคนไทย และชาวไต้หวันที่ภาษาญี่ปุ่นขั้นเทพอีก 1 คนเท่านั้น!

เมื่อรวมตัวกันเสร็จแล้วก็ขึ้นเครื่องกันค่ะ คุณผู้อ่านจำได้มั้ยคะ ที่เราบอกไปว่าก่อนมาทำกิจกรรมต้องมี Workshop ก่อน และที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือมันมีสอบ! 

โอ้ยยย! สอบอีกแล้วค่ะคุณขา ตอนนั้นก็มีทีมไทยนี่ล่ะที่ช็อคกันสุดๆ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าต้องมีสอบด้วย แถมยังมีคนญี่ปุ่นใจบุญผู้หวังดี เอาข้อสอบเก่ามาให้พวกเราลองอ่านดูอีกด้วย…ถึงขั้นมีข้อสอบเก่าๆ จริงจังกันขนาดหนายยย (=O=)

หลังจากใช้เวลาสักพักเราก็มาถึงเกาะโอกินาว่ากันแล้วค่ะ พอมาถึงปุ๊ปก็จะมีรถบัสมารับไปยังที่พักเพื่อเก็บของและรวมกลุ่ม โดยเราจะได้เจอและทำความรู้จักเด็กมหาวิทยาลัยจากภาคคันไซที่มารอพวกเราล่วงหน้าก่อนแล้ว แต่ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย เวลาหายนะมันก็มาถึง เพราะกิจกรรมที่ต้องทำต่อไปคือสอบ Workshop นั่นเอง

​ขอบอกว่า…ทีมไทยสอบไม่ผ่านยกทีมค่ะ (TOT) แต่อย่าหวังว่าทางนู้นจะมีการปล่อยผ่านไปง่ายๆนะคะ สำหรับใครที่ไม่ผ่านก็ต้องติวใหม่และสอบใหม่ ณ ตรงนั้นเลยจนกว่าจะได้ สุดท้ายก็เลยผ่านมาได้ หลังจากที่สอบเสร็จก็จะเรียกรวมกลุ่มเพื่อทำการ Group Discussion (การอภิปรายกลุ่ม) และกิจกรรมนี้เราต้องเจอไปตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของทริป โดยหัวหน้ากลุ่มจะคอยจดความคิดเห็นสมาชิกแต่ละคน และหัวหน้าแต่ละกลุ่มก็จะเอาไปประชุมกันอีกที 

ปัญหาคือ อย่างที่เคยบอกไปว่าภาษาญี่ปุ่นของพวกเราในตอนนั้นยังไม่ได้เก่งมากถึงขั้นสื่อสารเรื่องเฉพาะทางได้อย่างคล่องปรื๋อ (ไม่รู้พวกศัพท์เกี่ยวกับการรบหรือสงครามเลย) บางครั้งก็ตามไม่ทันเวลาเค้าเสนอความเห็นกัน ทำให้วันต่อมาพวกเราทีมไทยทั้งหมดได้ถูกจัดให้อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหม่เป็นกลุ่ม VIP พอเข้าวันที่ 2 ตื่นเช้ามาแต่ละกลุ่มก็จะผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยเตรียมอาหารค่ะ วันนี้ไม่มีอะไรมากก็จะไปทัวร์พิพิธภัณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสงครามทั้งวัน และก็กลับมาประชุมกันในกลุ่มอีกเช่นเคย

ระเบิดมือของญี่ปุ่น (ด้านบน) และอเมริกา (ด้านล่าง)

พอในวันที่ 3 เหล่าชมรม Volunteer ได้ไปฟังคนในชุมชนอภิปรายถึงกิจกรรมต่างๆที่เราจะต้องทำ และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร โดยกิจกรรมสุดระทึกที่เราจะทำก็คือ "การขุดหาชิ้นส่วนกระดูกและของเก่าบนภูเขาที่ทำสงครามกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2"

วันต่อมาพวกเราก็ตื่นแต่เช้า และเตรียมตัวให้พร้อมโดยอุปกรณ์ทุกอย่างที่เตรียมมาก็ได้ใช้จริง โดยพวกเราเดินทางไปยังภูเขา ก่อนจะค่อยๆเข้าไปในส่วนของที่หลบภัยโอกินาว่ากันอย่างทุลักทุเล 

สภาพบริเวณนั้นเป็นเหมือนถ้ำ ทั้งชื้นทั้งเย็น ช่วยกันขุดไปขุดมาก็เจอของใช้บ้าง เช่น จานชาม และเจอชิ้นส่วนกระดูกทหารและชาวบ้านที่เสียชีวิตจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการที่เราขุดกระดูกขึ้นมาเพื่อจะนำไปทำพิธีตามศาสนาต่อไป

ที่พีคที่สุดคือ มีคนขุดเจอระเบิด! ยัง ยังพีคไม่พอ แถมเป็นระเบิดที่ปลดสลักแล้วพร้อมระเบิดอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย! แต่โชคดีมากที่มันไม่ระเบิด 5555 (ถ้าระเบิดคงไม่ได้มานั่งเขียนอยู่ตอนนี้แน่ๆ) เราใช้เวลาขุดกันเกือบทั้งวัน พอตกเย็นก็กลับที่พัก และสมาชิกในชมรม Volunteer มาทำแกงกะหรี่ทานกัน และปิดท้ายด้วย Group Discussion (การอภิปรายกลุ่ม) กันอีกเช่นเคย สำหรับกิจกรรมวันต่อมาก็ยังเป็นการขุดอีกเช่นเคยค่ะ

​ขุดไปเหมือนได้ทำสมาธิไปเพราะทุกคนตั้งใจมาก จดจ่ออยู่กับตัวเอง ยิ่งเจอของแปลกๆยิ่งตื่นเต้นทำให้รู้สึกไม่เหนื่อยเท่าไหร่ (แต่ในความเป็นจริงคือจะตายแล้วค่ะ) สิ่งที่เราขุดเจอคือหินและดิน...ไม่ใช่! เราเจอพวกกระดุม ชิ้นส่วนกระดูก เศษกระเบื้อง บางอย่างที่เป็นเศษชิ้นเล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้เก็บไปเพราะเอาไปทำอะไรไม่ได้ แล้วเพิ่งมารู้ความจริงว่า ใต้ดินฝั่งตรงที่เราเหยียบลงไปข้างล่างทุกวันก็มีระเบิด! แรกๆก็ลุ้นระทึกดีมันจะบึ้มรึเปล่า แต่ตอนหลังก็ชิน

หลังจากที่ทุกคนช่วยกันขุดจนเสร็จแล้ว ก็จะเอาของที่ขุดได้ออกมารวมๆกัน
ถึงเวลาอาหารเย็นกันแล้ว ตอนนี้ทุกคนจะมาช่วยกันทำแกงกะหรี่

​หลังจากที่ผ่านวันขุดไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะเป็นวันทำพิธีโดยทุกคนจะต่อแถวเพื่อวางดอกไม้ไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ขณะที่พิธีกำลังดำเนินอยู่บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะบรรพบุรุษของตนก็เคยผ่านเหตุการณ์นี้และมาเสียชีวิตที่นี่ หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเศร้าโศกไป เราก็จะได้เดินทางไปดูโชว์คาบูกิกันต่อ

​สำหรับช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนี้ก็จะเป็นช่วงฟรีสำหรับทุกคนแล้วค่ะ เย้! โดยพวกเรามายัง "ถนนคกคุไซโดริ" (Kokusai Dori) ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่สำคัญของคนที่นี่ แถมพวกเรายังได้เงินคืนจากทางชมรม คนละ 5,000 เยน ใช้ได้อิสระสำหรับช็อปปิ้งหรือทานข้าวอีกด้วย! เลิศไปอีกกก วันนั้นทีมไทยเลยได้ไปทานกุ้งล็อบสเตอร์กันอิ่มหนำสำราญ มื้อนี้กินดีสุดในทริปแล้วจริงๆ (*O*)

​ในที่สุดงานเลี้ยงมีเริ่มก็ต้องมีเลิกรา แล้วเราก็มาถึงวันสุดท้ายค่ะ ซึ่งเป็นวันที่ต้องจากกับเพื่อนๆแล้ว ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับไปยังสนามบิน พวกเราต้องทำความสะอาดที่พักเป็น Big Cleaning Day ให้เรียบร้อยเสียก่อน (สมแล้วที่เป็นชมรม Volunteer จริงๆ) ตอนอยู่ที่สนามบินก่อนที่จะแยกกันบางคนถึงกับบ่อน้ำตาแตก 

พอช่วงใกล้กลับรู้สึกได้เลยว่าเวลามันผ่านไปไวมากจนรู้สึกใจหาย ทั้งๆที่วันแรกยังรู้สึกอยากกลับบ้านแล้วอยู่เลย แต่หลังจากที่ผ่านกิจกรรมต่างๆมาด้วยกันได้สอนให้พวกเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างและเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีก

​สุดท้ายนี้เราอยากจะทิ้งท้ายด้วย ความรู้สึกของเพื่อนๆชาวไทยที่ไปร่วมกิจกรรมอาสาที่โอกินาว่า บางคนอาจจะคิดว่า 60,000 เยนที่เสียไป เอาเงินไปเที่ยวสบายๆไม่ต้องทรมานตัวเองดีกว่ามั้ย? ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นค่ะ หลายคนอาจจะติดภาพลักษณ์ว่าเด็กไทยที่ไปเรียนต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นลูกคุณหนูมาทำอะไรลุยๆแบบนี้ไม่ได้แน่…แต่เราบอกได้คำเดียวว่ามัน "คุ้มค่า" กว่าที่คิดจริงๆค่ะ เพราะคงไม่มีทัวร์ในไทยที่ไหนพาลูกทัวร์มาขุดหาของเก่าเจอระเบิดแบบนี้ แถมยังได้เพื่อนใหม่จากหลายมหาวิทยาลัยหลายภูมิภาค นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืมจริงๆ

และหากใครคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา https://www.facebook.com/rumraisinblogger/ นะคะ ไว้เจอกันใหม่ สวัสดีค่ะ 

ขอบคุณเพชรที่อนุญาตให้เผยแพร่ข้อความส่วนตัว
ขอบคุณแอ๋มที่อนุญาตให้เผยแพร่ข้อความส่วนตัว

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาจาก Phet Indy

ภาพกิจกรรมทั้งหมดถ่ายโดยเพื่อนเจ้าของบล็อก ห้ามนำออกไปใช้ต่อก่อนได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด!

หลังจากที่ในตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงประสบการณ์เกี่ยวกับชมรม Volunteer ในญี่ปุ่น (สามารถอ่านย้อนหลังได้ที่นี่ http://www.ilovejapan.co.th/life/entry/volunteer-ivusa) สำหรับในตอนนี้เราจะมาพูดต่อกันเรื่อง การเริ่มทำภารกิจร่วมกับชมรม Volunteer กันค่ะ ที่พิเศษเลยคือทริปนี้ที่เราจะพาไปนั้น ไปไกลกันถึงเกาะโอกินาว่า!

เกาะโอกินาว่า (Okinawa) เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่นอยู่ในภูมิภาคคิวชู ที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในฝันของชาวญี่ปุ่น เพราะสภาพอากาศที่อบอุ่น มีหาดทรายขาวและทะเลสวยงามไม่แพ้ภูเก็ตบ้านเราเลย 

ที่สำคัญ เกาะโอกินาว่ายังเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย ดังนั้น กิจกรรมสำหรับทริปอาสาสมัครที่เราจะพูดถึงต่อไปนี้ ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องสงครามในอดีตที่เกิดขึ้นในเกาะโอกินาว่าค่ะ

ก่อนอื่นเลย สำหรับสมาชิกในชมรม Ivusa คนไหนที่สนใจจะเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000 เยน รวมค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับแล้ว (ประมาณ 20,000 บาทไทย) 

และต้องเตรียมอุปกรณ์ที่สำคัญต่างๆ อาทิเช่น ผ้าขนหนูผืนเล็ก กระติกน้ำ ไฟฉายคาดศีรษะ รองเท้าบูทเกษตร ถุงมือผ้า กางเกงวอร์ม เสื้อกันฝนหนาๆ แมสปิดจมูก ซองพลาสติกและอื่นๆอีกมากมาย โดยทั้งหมดต้องยัดใส่กระเป๋าเป้ Backpack ขอบอกว่าหนักมากกกก (ของจริงสัมภาระเยอะกว่ารูปด้านขวามือหลายเท่า)

แค่เห็นรายชื่ออุปกรณ์ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นก็รับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่กิจกรรมธรรมดาแล้วใช่มั้ยคะ หึๆๆ บอกเลยว่าทริปนี้อารมณ์เหมือนไปเข้าค่ายลูกเสือสมัยมัธยมมาก

หลังจากที่เตรียมอุปกรณ์กันเรียบร้อยแล้ว ก่อนวันออกเดินทางก็จะต้องไป Workshop ก่อนค่ะ ซึ่งก็ไปเรียนเกี่ยวกับโครงสร้างกระดูกมนุษย์ ส่วนต่างๆเรียกว่าอะไร คล้ายๆกับตอนอบรมในตอนที่แล้ว และก็จะมีการแบ่งกลุ่มกันเป็นกลุ่มย่อยมีหัวหน้ากลุ่ม โดยภายในกลุ่มจะมีเด็กมหาวิทยาลัยทั้งจากภูมิภาคคันโตและคันไซรวมกัน ส่วนพวกเราชาวไทยโดนจับแยกไปอยู่คนละกลุ่มหมดเลย

ภาพบรรยากาศกิจกรรม Workshop

ตัดไปที่วันเดินทางกันดีกว่าค่ะ ทริปนี้เริ่มตั้งแต่ วันที่ 15 - 22 กุมภาพันธ์ 2016 ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวพีคๆพอดี พวกเราต้องแหกขี้ตาตื่นตั้งแต่เช้า เพื่อรีบไปถึงสนามบินนาริตะ Terminal 3 ให้ทันก่อน 7 โมง เมื่อไปถึงก็ไปทำความรู้จักกับเด็กมหาวิทยาลัยคนอื่นๆในเขตโตเกียว ประมาณ 30 กว่าคน ที่พิเศษเลยคือ ชาวต่างชาติในทริปนี้มีไม่ถึง 5 คน คือมีแค่พวกเราคนไทย และชาวไต้หวันที่ภาษาญี่ปุ่นขั้นเทพอีก 1 คนเท่านั้น!

เมื่อรวมตัวกันเสร็จแล้วก็ขึ้นเครื่องกันค่ะ คุณผู้อ่านจำได้มั้ยคะ ที่เราบอกไปว่าก่อนมาทำกิจกรรมต้องมี Workshop ก่อน และที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือมันมีสอบ! 

โอ้ยยย! สอบอีกแล้วค่ะคุณขา ตอนนั้นก็มีทีมไทยนี่ล่ะที่ช็อคกันสุดๆ เพราะไม่รู้มาก่อนว่าต้องมีสอบด้วย แถมยังมีคนญี่ปุ่นใจบุญผู้หวังดี เอาข้อสอบเก่ามาให้พวกเราลองอ่านดูอีกด้วย…ถึงขั้นมีข้อสอบเก่าๆ จริงจังกันขนาดหนายยย (=O=)

หลังจากใช้เวลาสักพักเราก็มาถึงเกาะโอกินาว่ากันแล้วค่ะ พอมาถึงปุ๊ปก็จะมีรถบัสมารับไปยังที่พักเพื่อเก็บของและรวมกลุ่ม โดยเราจะได้เจอและทำความรู้จักเด็กมหาวิทยาลัยจากภาคคันไซที่มารอพวกเราล่วงหน้าก่อนแล้ว แต่ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย เวลาหายนะมันก็มาถึง เพราะกิจกรรมที่ต้องทำต่อไปคือสอบ Workshop นั่นเอง

​ขอบอกว่า…ทีมไทยสอบไม่ผ่านยกทีมค่ะ (TOT) แต่อย่าหวังว่าทางนู้นจะมีการปล่อยผ่านไปง่ายๆนะคะ สำหรับใครที่ไม่ผ่านก็ต้องติวใหม่และสอบใหม่ ณ ตรงนั้นเลยจนกว่าจะได้ สุดท้ายก็เลยผ่านมาได้ หลังจากที่สอบเสร็จก็จะเรียกรวมกลุ่มเพื่อทำการ Group Discussion (การอภิปรายกลุ่ม) และกิจกรรมนี้เราต้องเจอไปตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้ายของทริป โดยหัวหน้ากลุ่มจะคอยจดความคิดเห็นสมาชิกแต่ละคน และหัวหน้าแต่ละกลุ่มก็จะเอาไปประชุมกันอีกที 

ปัญหาคือ อย่างที่เคยบอกไปว่าภาษาญี่ปุ่นของพวกเราในตอนนั้นยังไม่ได้เก่งมากถึงขั้นสื่อสารเรื่องเฉพาะทางได้อย่างคล่องปรื๋อ (ไม่รู้พวกศัพท์เกี่ยวกับการรบหรือสงครามเลย) บางครั้งก็ตามไม่ทันเวลาเค้าเสนอความเห็นกัน ทำให้วันต่อมาพวกเราทีมไทยทั้งหมดได้ถูกจัดให้อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มใหม่เป็นกลุ่ม VIP พอเข้าวันที่ 2 ตื่นเช้ามาแต่ละกลุ่มก็จะผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยเตรียมอาหารค่ะ วันนี้ไม่มีอะไรมากก็จะไปทัวร์พิพิธภัณฑ์ต่างๆเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และสงครามทั้งวัน และก็กลับมาประชุมกันในกลุ่มอีกเช่นเคย

ระเบิดมือของญี่ปุ่น (ด้านบน) และอเมริกา (ด้านล่าง)

พอในวันที่ 3 เหล่าชมรม Volunteer ได้ไปฟังคนในชุมชนอภิปรายถึงกิจกรรมต่างๆที่เราจะต้องทำ และมีจุดประสงค์เพื่ออะไร โดยกิจกรรมสุดระทึกที่เราจะทำก็คือ "การขุดหาชิ้นส่วนกระดูกและของเก่าบนภูเขาที่ทำสงครามกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2"

วันต่อมาพวกเราก็ตื่นแต่เช้า และเตรียมตัวให้พร้อมโดยอุปกรณ์ทุกอย่างที่เตรียมมาก็ได้ใช้จริง โดยพวกเราเดินทางไปยังภูเขา ก่อนจะค่อยๆเข้าไปในส่วนของที่หลบภัยโอกินาว่ากันอย่างทุลักทุเล 

สภาพบริเวณนั้นเป็นเหมือนถ้ำ ทั้งชื้นทั้งเย็น ช่วยกันขุดไปขุดมาก็เจอของใช้บ้าง เช่น จานชาม และเจอชิ้นส่วนกระดูกทหารและชาวบ้านที่เสียชีวิตจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยการที่เราขุดกระดูกขึ้นมาเพื่อจะนำไปทำพิธีตามศาสนาต่อไป

ที่พีคที่สุดคือ มีคนขุดเจอระเบิด! ยัง ยังพีคไม่พอ แถมเป็นระเบิดที่ปลดสลักแล้วพร้อมระเบิดอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย! แต่โชคดีมากที่มันไม่ระเบิด 5555 (ถ้าระเบิดคงไม่ได้มานั่งเขียนอยู่ตอนนี้แน่ๆ) เราใช้เวลาขุดกันเกือบทั้งวัน พอตกเย็นก็กลับที่พัก และสมาชิกในชมรม Volunteer มาทำแกงกะหรี่ทานกัน และปิดท้ายด้วย Group Discussion (การอภิปรายกลุ่ม) กันอีกเช่นเคย สำหรับกิจกรรมวันต่อมาก็ยังเป็นการขุดอีกเช่นเคยค่ะ

​ขุดไปเหมือนได้ทำสมาธิไปเพราะทุกคนตั้งใจมาก จดจ่ออยู่กับตัวเอง ยิ่งเจอของแปลกๆยิ่งตื่นเต้นทำให้รู้สึกไม่เหนื่อยเท่าไหร่ (แต่ในความเป็นจริงคือจะตายแล้วค่ะ) สิ่งที่เราขุดเจอคือหินและดิน...ไม่ใช่! เราเจอพวกกระดุม ชิ้นส่วนกระดูก เศษกระเบื้อง บางอย่างที่เป็นเศษชิ้นเล็กๆน้อยๆก็ไม่ได้เก็บไปเพราะเอาไปทำอะไรไม่ได้ แล้วเพิ่งมารู้ความจริงว่า ใต้ดินฝั่งตรงที่เราเหยียบลงไปข้างล่างทุกวันก็มีระเบิด! แรกๆก็ลุ้นระทึกดีมันจะบึ้มรึเปล่า แต่ตอนหลังก็ชิน

หลังจากที่ทุกคนช่วยกันขุดจนเสร็จแล้ว ก็จะเอาของที่ขุดได้ออกมารวมๆกัน
ถึงเวลาอาหารเย็นกันแล้ว ตอนนี้ทุกคนจะมาช่วยกันทำแกงกะหรี่

​หลังจากที่ผ่านวันขุดไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็จะเป็นวันทำพิธีโดยทุกคนจะต่อแถวเพื่อวางดอกไม้ไว้อาลัยผู้เสียชีวิต ขณะที่พิธีกำลังดำเนินอยู่บางคนถึงกับหลั่งน้ำตา เพราะบรรพบุรุษของตนก็เคยผ่านเหตุการณ์นี้และมาเสียชีวิตที่นี่ หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเศร้าโศกไป เราก็จะได้เดินทางไปดูโชว์คาบูกิกันต่อ

​สำหรับช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนี้ก็จะเป็นช่วงฟรีสำหรับทุกคนแล้วค่ะ เย้! โดยพวกเรามายัง "ถนนคกคุไซโดริ" (Kokusai Dori) ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้งที่สำคัญของคนที่นี่ แถมพวกเรายังได้เงินคืนจากทางชมรม คนละ 5,000 เยน ใช้ได้อิสระสำหรับช็อปปิ้งหรือทานข้าวอีกด้วย! เลิศไปอีกกก วันนั้นทีมไทยเลยได้ไปทานกุ้งล็อบสเตอร์กันอิ่มหนำสำราญ มื้อนี้กินดีสุดในทริปแล้วจริงๆ (*O*)

​ในที่สุดงานเลี้ยงมีเริ่มก็ต้องมีเลิกรา แล้วเราก็มาถึงวันสุดท้ายค่ะ ซึ่งเป็นวันที่ต้องจากกับเพื่อนๆแล้ว ก่อนที่พวกเราจะเดินทางกลับไปยังสนามบิน พวกเราต้องทำความสะอาดที่พักเป็น Big Cleaning Day ให้เรียบร้อยเสียก่อน (สมแล้วที่เป็นชมรม Volunteer จริงๆ) ตอนอยู่ที่สนามบินก่อนที่จะแยกกันบางคนถึงกับบ่อน้ำตาแตก 

พอช่วงใกล้กลับรู้สึกได้เลยว่าเวลามันผ่านไปไวมากจนรู้สึกใจหาย ทั้งๆที่วันแรกยังรู้สึกอยากกลับบ้านแล้วอยู่เลย แต่หลังจากที่ผ่านกิจกรรมต่างๆมาด้วยกันได้สอนให้พวกเราได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างและเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีก

​สุดท้ายนี้เราอยากจะทิ้งท้ายด้วย ความรู้สึกของเพื่อนๆชาวไทยที่ไปร่วมกิจกรรมอาสาที่โอกินาว่า บางคนอาจจะคิดว่า 60,000 เยนที่เสียไป เอาเงินไปเที่ยวสบายๆไม่ต้องทรมานตัวเองดีกว่ามั้ย? ตอนแรกเราก็คิดแบบนั้นค่ะ หลายคนอาจจะติดภาพลักษณ์ว่าเด็กไทยที่ไปเรียนต่างประเทศส่วนใหญ่เป็นลูกคุณหนูมาทำอะไรลุยๆแบบนี้ไม่ได้แน่…แต่เราบอกได้คำเดียวว่ามัน "คุ้มค่า" กว่าที่คิดจริงๆค่ะ เพราะคงไม่มีทัวร์ในไทยที่ไหนพาลูกทัวร์มาขุดหาของเก่าเจอระเบิดแบบนี้ แถมยังได้เพื่อนใหม่จากหลายมหาวิทยาลัยหลายภูมิภาค นับว่าเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ไม่มีวันลืมจริงๆ

และหากใครคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา https://www.facebook.com/rumraisinblogger/ นะคะ ไว้เจอกันใหม่ สวัสดีค่ะ 

ขอบคุณเพชรที่อนุญาตให้เผยแพร่ข้อความส่วนตัว
ขอบคุณแอ๋มที่อนุญาตให้เผยแพร่ข้อความส่วนตัว

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาจาก Phet Indy

ภาพกิจกรรมทั้งหมดถ่ายโดยเพื่อนเจ้าของบล็อก ห้ามนำออกไปใช้ต่อก่อนได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด!

บทความล่าสุด