l ชีวิตในญี่ปุ่น

Fresh news from Japan!

We are excited to deliver you the the freshest news from Japan!

ตามติดชีวิตนักเรียนโรงเรียนสอนภาษา คอร์สระยะสั้น! (ตอนที่ 2 : บุกโรงเรียน)

By , วันจันทร์, 19 กันยายน 2559
มาต่อกันที่พาร์ทที่สอง หลังจากที่พาร์ทที่แล้วเราได้พาคุณผู้อ่านทัวร์รอบหอไปแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือเตรียมตัวไปโรงเรียนวันรุ่งขึ้นค่ะ มาอยู่ญี่ปุ่นวันแรกๆ เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก ทุกสิ่งทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจไปหมด บรรยากาศแตกต่างจากที่เคยไปกับทัวร์อย่างสิ้นเชิง ข้อดีคืออิสระมากอยากทำอะไรก็ทำ ด้วยความชอบเผือก ว่างๆ นี่ก็ชอบออกไปเดินสำรวจเส้นทางแถวหอพักตลอด…แล้วก็หลงทางทุกที

ไม่เข้าใจว่าประเทศนี้จะรวยตู้กดน้ำอัตโนมัติอะไรกันขนาดนี้ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเจอตู้นึง พอเดินต่อไปอีกก็เจออีกตู้ แถมบางจุดมีเรียงกัน 3-4 ตู้ แล้วขายเหมือนๆ กันอีก เพื่ออออ!? ไอ้เราก็อยากอวดฉลาดเห็นเด็กญี่ปุ่นใช้บัตร Suica จ่ายซื้อน้ำแทนเงินสด เฮ้ย! โคตรเท่ เลยอยากเอาบ้าง สรุปโชว์โง่ค่ะ ทำไม่เป็น 5555 สุดท้ายเลยเดินเข้าเซเว่นไปซื้อแทน

อัดกันเป็นปลากระป๋อง

วันรุ่งขึ้นต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพราะเป็นวันแรก และมีนัดกับนักเรียนพม่าแล้ว คือ 8 โมงเช้ามาเจอกันหน้าหอพัก แต่เวลาญี่ปุ่นเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง ถ้าเทียบกับเวลาที่ไทยก็เหมือน 6 โมงเช้าบ้านเรานั่นล่ะ ซึ่งถ้าเป็นเวลานั้นในประเทศไทย…ไม่มีทางตื่นอย่างแน่นอน! (-_-)

เมทรุ่นพี่ในห้องทุกคนเหมือนตื่นเช้ากันเป็นเรื่องปกติ ด้วยความที่ทุกคนตื่นไปเรียนหมด นี่ก็ต้องตื่นตาม รีบอาบน้ำแต่งตัวประทังชีวิตด้วยข้าวปั้นโง่ๆ จากเซเว่น 1 ก้อน (คือตอนนั้นทำอาหารไม่เป็น) แล้วก็ออกเดินทางโดยมีไกด์ชาวพม่าเป็นคนนำทาง

และแล้วเราก็พบกันอีกครั้งกับช่วง Rush Hour แต่รอบนี้ดิฉันสู้ค่ะ! เพราะไม่มีกระเป๋าเดินทางจึงพร้อมพุ่งชนโดยมีพี่พม่าเป็นเกราะกำบัง (เดี๋ยวๆ) เห็นคนญี่ปุ่นเบียดกันเข้ารถไฟนี่ก็ไปเบียดกับเค้าบ้าง ไม่งั้นขึ้นไม่ได้ต้องรอขบวนใหม่อีกสักพัก ใครที่ขึ้นได้ก็โชคดีไป นี่ก็อาศัยความเตี้ยของตัวเองแทรกเข้าไปจนเข้าไปได้คนสุดท้าย

ความรู้สึกของคนที่สามารถเบียดเข้ารถไฟได้นี่เหมือนผู้ชนะเมื่อหันมาสบตากับมนุษย์ในชุดสูทอีกหลายสิบชีวิตที่ต้องยืนรอขบวนถัดไป ประตูรถไฟค่อยๆ ปิดลงช้าๆ แต่สายตาของเราสองฝ่ายก็ยังคงจดจ้องกันจนรถไฟเคลื่อนขบวนออกไป บรรยากาศรถไฟค่อนข้างแออัดค่ะ นี่ต้องยืนเกร็งตัวตรงเป็นนกนางแอ่นเพราะร่างนี่จะสิงคนข้างๆ ได้อยู่แล้ว 

ถ้าใครตดตอนนี้นี่บอกเลยว่าอาจเกิดโศกนาฏกรรมตายทั้งโบกี้ได้...

เรานั่งรถไฟจาก สถานีโอทสึกะ (Otsuka) ไป สถานีชินจูกุ (Shinjuku) โดยใช้เส้น Yamanote Line ตรงไปได้เลย เมื่อมาถึงสถานีชินจูกุ เป็นอะไรที่รู้สึกเหมือนโดนคลื่นอะไรซักอย่างซัดจากในขบวนรถไฟมาก เพราะทุกคนพร้อมใจกันลงที่นี่และเบียดกันสุดๆ แทบไม่ต้องเดินก็ไหลไปตามทางได้

ขอบอกว่าอึ้ง! ไม่ใช่อึ้งที่สถานีใหญ่นะ แต่อึ้งที่ทุกคนต่างแต่งตัวใส่ชุดสูทเหมือนกัน กระเป๋าแบบเดียวกัน เดินก้าวขาฉับๆๆ ประหนึ่งว่าตรูกำลังเดินอยู่บน Cat Walk ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจใครทั้งสิ้น อืม…เหมือนหุ่นยนต์ยังไงก็ไม่รู้ แล้วไม่เข้าใจมนุษย์ญี่ปุ่นจะเดินเร็วกันไปไหน ใครเงอะๆ งะๆ ตรงทางเดินขอบอกว่ามีสิทธิ์โดนชนปลิวได้

หลังจากนี้เราก็ฝากชีวิตไว้ที่พี่พม่าเลยค่ะ เพราะไม่รู้เส้นทางอะไรทั้งสิ้น แล้วที่สถานีนี้เหมือนเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเพราะมีขายทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แล้วทางออกก็มีเป็นสิบทาง จนถึงตอนนี้เวลาไปเที่ยวชินจูกุก็ยังแอบหลง ออกผิดๆถูกๆ  พี่พม่าผู้ซึ่งเราไม่เคยถามชื่อก็เหมือนจะรู้ จึงบอกให้เราถ่ายรูปไว้เผื่อหลงทางจะได้กลับถูกเพราะเขาจะนำทางเราแค่ตอนนี้เท่านั้นหลังจากนั้นก็เรื่องของเอ็ง อ้าว! สรุปตรูโดนเทเฉย (TOT)
ถึงสถานีแล้วให้มองหาทางออกทิศตะวันตก (Nishi - 西) นะคะ
เดินตามคนอื่นไปอย่างไร้จุดหมาย ถูกหลอกไปขายก็คงไม่รู้ตัว
ทะลุตึกนู่นนี่จนออกมาเจอสะพาน ก็เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งค่ะ
พอลงสะพานแล้วก็ข้ามถนนมาอีกฝั่งค่ะแล้วก็เดินตรงไปเรื่อยๆ (มันยังไม่ถึงอีก)
เดินตรงไปผ่าน Family Mart และร้าน 100 เยน ผ่านสี่แยกไฟแดง 2 แห่งแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าซอย
ในที่สุดเราก็มาถึงค่ะ!! สถาบันอยู่ชั้น 2 นั่นเอง โดยเราต้องใช้บันไดแทนเพราะขึ้น-ลงแค่ชั้นเดียว

​สำหรับสถาบัน JTIS นี้จะมีตึกเรียนทั้งหมด 3 ตึกค่ะ ซึ่งทุกตึกอยู่ที่ชินจูกุหมดเลยสามารถเดินไปถึงกันได้โดยจะได้เรียนตึกไหนขึ้นอยู่กับระดับของตัวเอง เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกเราจึงต้องไปสอบวัดระดับก่อน เอาเป็นว่าเรามาดูเส้นทางกันก่อนดีกว่าค่ะว่าจะไปได้อย่างไร

หลังจากที่ผจญภัยกันมาประมาณ 30 นาที เราก็มาถึงตึกเรียน JTIS ค่ะ ความป๊อดและความตื่นเต้นก็กำเริบอีกครั้ง เจอใครในสถาบันเราโค้งให้หมดตามมารยาท โค้งไปโค้งมาโค้งให้นักเรียนซะงั้น (= =) 

พี่พม่าฮีโร่ของเราก็พาเราไปหาเซนเซ (แปลว่าอาจารย์ค่ะ) ก่อนจะเดินเข้าคลาสตัวเองไป และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราเจอพี่แกที่ญี่ปุ่นค่ะ พอเรามาถึงอาจารย์ก็ให้เราไปนั่งรอในห้องพร้อมกับข้อสอบที่ค่อนข้างง่าย คือ ให้เขียนตัวอักษรฮิรางะนะ คะตะคะนะทั้งหมด 

ง่ายโคตรๆ ใช่มั้ยล่ะ…แต่เผอิญว่าจำไม่ได้ไง! ไม่อยากจะโม้ว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นมา 2 ปีกว่า แถมเรียนเอกญี่ปุ่นด้วยนะ แต่จำตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นได้ไม่หมด 5555 (มันน่าภูมิใจตรงไหนฟะ) บางตัวนี่ก็เบลอหลงๆ ลืมๆ เขียนตัวอักษร Yo เป็นคะตะคะนะอย่างมั่นใจว่า 'E' นี่ก็อาจารย์ถึงกับเงิบ

สรุป…ไอ้บ้า กลับหัวค่ะ! ที่ถูกคือ 'ヨ' อย่างนี้ต่างหาก ความรู้สึกตอนนั้นนี่อยากจะวิ่งกลับไปกินหญ้าหน้าหอเหลือเกิน (T_T)

แต่โชคดีไวยากรณ์ค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นไวยากรณ์ตั้งแต่ N5 ไปจนถึง N4 เป็นข้อเขียนถามตอบสั้นๆ ให้รูปมาแล้วก็ตอบ ไวยากรณ์เราได้เต็ม แต่สงสัยว่าอีนี่มันเขียนคะตะคะนะมั่ว เลยโดนถีบไปอยู่คลาสแรก แล้วก็ต้องไปนั่งเรียนไวยากรณ์กับคันจิระดับ N5 ใหม่  เอาเถอะ…เรียนซ้ำๆ จะได้แม่นขึ้นจะได้ไม่เขียน ヨ(Yo) กลับด้านเป็น E อีก (T^T)

ขึ้นบันไดมาเลี้ยวซ้ายก็จะเจอทางเข้าเลยค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับอยู่
ห้องเรียนแบ่งเป็นห้องๆ ค่ะ โดยด้านหน้าสุดจะเป็นโซนของอาจารย์และเจ้าหน้าที่
สำหรับเพื่อนในคลาสเรียนค่อนข้างหลากหลายเชื้อชาติ มีทั้งเนปาล อินเดีย ไทย และที่เยอะหน่อยจะเป็นเวียดนามกับจีนค่ะ นักเรียนที่นี่เป็นนักเรียนระยะยาว มีแค่เราที่เข้ามาแทรกคอร์สชาวบ้าน โดยบรรยากาศในห้องเรียนค่อนข้างสนุกเพราะทุกคนใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารกันตลอด ต่อให้เรียนไวยากรณ์มาไม่เยอะ แต่ทุกคนก็กล้าที่จะใช้ภาษาญี่ปุ่นคุยกันทำให้เราว่าเป็นโอกาสดีในการฝึกภาษาและคนที่เรียนแบบนี้นานๆ จะเก่งขึ้นไวมากๆ

กฎต่างๆ ภายในห้องเรียนมีดังนี้

1. ห้ามใช้มือถือในห้องเรียน ข้อนี้เข้มงวดและสำคัญมาก ดังนั้นชาวต่างชาติอื่นๆ มักจะมีพจนานุกรมไฟฟ้าติดตัว มีเพียงยัยต่างด้าวคนนี้นี่ล่ะใช้แอพ Dictionary ในมือถือจิ้มๆ เลยโดนดุค่ะ (T^T)

2. ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในห้องเรียน

3. ห้ามใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาตัวเองคุยกัน

4. ห้ามมาสาย เพราะมีการเช็คชื่อตลอด ทั้งก่อนเข้าเรียนและระหว่างพัก ที่ญี่ปุ่นเรื่องเวลาสำคัญมากๆ ดังนั้นก่อนถึงเวลาเรียนประมาณ 5-10 นาที นักเรียนต่างชาติจะเข้ามานั่งรอพร้อมกันหมดแล้วค่ะ

​โดยคลาสเรียนจะแบ่งเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย ใน 1 วันจะเรียนแค่ครึ่งวันเท่านั้น หลังจากนั้นส่วนใหญ่นักเรียนต่างชาติก็จะไปทำงานพิเศษหรือเรียกว่า 'อะรุไบโตะ' โดยผู้ที่มีวีซ่านักเรียนเท่านั้นสามารถทำได้ค่ะ 

หมายเหตุ : คุณผู้อ่านสามารถอ่านเรื่องอะรุไบโตะได้จากบล็อกก่อนหน้าค่ะเป็นประสบการณ์หางานพิเศษของเราเอง http://www.ilovejapan.co.th/life/entry/parttimeinjapan

สำหรับหนังสือที่ใช้เป็นหนังสือของทางสถาบันค่ะ แต่ด้วยความที่เราไประยะสั้นจึงได้เป็นชีทขาว-ดำมาแทน (ประหยัดไปมั้ย -_-) ซึ่งในการเรียนถ้ารู้สึกว่าคลาสที่เราเรียนง่ายเกินไป เราสามารถไปเจรจาคุยกับเซนเซได้ค่ะว่าขอเลื่อนชั้น ทุกๆ ครั้งที่เรียนจะมีการบ้านมาให้ค่ะ และจะมีสอบย่อยเกือบทุกวัน เช่น สอบคันจิและไวยากรณ์ แต่ไม่ยากมาก สำหรับคนที่เรียนระยะยาวที่นี่จะมีระบบคิดเกรดเหมือนเรียนที่โรงเรียนจริงๆ เลยด้วยนะ ซึ่งถ้าใครมาแล้วไม่ตั้งใจเรียน โดดบ่อยมีสิทธิ์โดนตัดสิทธิ์ได้ เพราะมีนักเรียนต่างชาติที่มาญี่ปุ่นแล้วโดดเรียนเอาแต่ทำงานพิเศษก็เยอะอยู่

พอเราเรียนไปได้สักพักเราเริ่มตระหนักกับตัวเองแล้วว่า 'ฉันมาทำอะไรที่นี่? พ่อแม่อุตส่าห์เสียเงินส่งเรามาถึงญี่ปุ่น ให้เรามานั่งเรียนสิ่งที่เคยเรียนไปแล้วในไทยรึยังไง' ด้วยความที่คิดได้แบบนั้น เราจึงตั้งใจไปคุยกับเซนเซเพื่อขอเลื่อนคลาส (มันยังไม่เข็ดเรื่องที่เขียน Yo กลับด้าน)  แต่ด้วยความที่เรามาระยะสั้นแค่ 2 เดือน เราจึงได้เลื่อนไปอยู่ "คลาสพิเศษ" แทน ซึ่งคลาสเป็นคลาสสำหรับนักเรียนระยะสั้นมาช่วงปิดเทอมเหมือนเรา ขอบอกว่าแตกต่างกับคลาสปกติที่เราเรียนอย่างสิ้นเชิง 

ว่าแต่มันพิเศษยังไงล่ะ…ถ้าอยากรู้ต้องติดตามกันต่อที่ตอนถัดไปนะคะ สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยคลิปวิดีโอบุกโรงเรียนสอนภาษาอีกเช่นเคยค่ะ ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ (สามารถย้อนอ่านตอนที่ 1 ได้จากที่นี่ http://www.ilovejapan.co.th/life/entry/review-language-school-chapter-1)


ขอขอบคุณรูปภาพจาก : www.prezi.com, http://jtis.tokyo/

Micha Hummelink และ Aun Kanjanasuda

ขอขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : I Love Japan ภาษาญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น

มาต่อกันที่พาร์ทที่สอง หลังจากที่พาร์ทที่แล้วเราได้พาคุณผู้อ่านทัวร์รอบหอไปแล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อไปคือเตรียมตัวไปโรงเรียนวันรุ่งขึ้นค่ะ มาอยู่ญี่ปุ่นวันแรกๆ เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมาก ทุกสิ่งทุกอย่างดูตื่นตาตื่นใจไปหมด บรรยากาศแตกต่างจากที่เคยไปกับทัวร์อย่างสิ้นเชิง ข้อดีคืออิสระมากอยากทำอะไรก็ทำ ด้วยความชอบเผือก ว่างๆ นี่ก็ชอบออกไปเดินสำรวจเส้นทางแถวหอพักตลอด…แล้วก็หลงทางทุกที

ไม่เข้าใจว่าประเทศนี้จะรวยตู้กดน้ำอัตโนมัติอะไรกันขนาดนี้ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวเจอตู้นึง พอเดินต่อไปอีกก็เจออีกตู้ แถมบางจุดมีเรียงกัน 3-4 ตู้ แล้วขายเหมือนๆ กันอีก เพื่ออออ!? ไอ้เราก็อยากอวดฉลาดเห็นเด็กญี่ปุ่นใช้บัตร Suica จ่ายซื้อน้ำแทนเงินสด เฮ้ย! โคตรเท่ เลยอยากเอาบ้าง สรุปโชว์โง่ค่ะ ทำไม่เป็น 5555 สุดท้ายเลยเดินเข้าเซเว่นไปซื้อแทน

อัดกันเป็นปลากระป๋อง

วันรุ่งขึ้นต้องแหกขี้ตาตื่นแต่เช้าเพราะเป็นวันแรก และมีนัดกับนักเรียนพม่าแล้ว คือ 8 โมงเช้ามาเจอกันหน้าหอพัก แต่เวลาญี่ปุ่นเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง ถ้าเทียบกับเวลาที่ไทยก็เหมือน 6 โมงเช้าบ้านเรานั่นล่ะ ซึ่งถ้าเป็นเวลานั้นในประเทศไทย…ไม่มีทางตื่นอย่างแน่นอน! (-_-)

เมทรุ่นพี่ในห้องทุกคนเหมือนตื่นเช้ากันเป็นเรื่องปกติ ด้วยความที่ทุกคนตื่นไปเรียนหมด นี่ก็ต้องตื่นตาม รีบอาบน้ำแต่งตัวประทังชีวิตด้วยข้าวปั้นโง่ๆ จากเซเว่น 1 ก้อน (คือตอนนั้นทำอาหารไม่เป็น) แล้วก็ออกเดินทางโดยมีไกด์ชาวพม่าเป็นคนนำทาง

และแล้วเราก็พบกันอีกครั้งกับช่วง Rush Hour แต่รอบนี้ดิฉันสู้ค่ะ! เพราะไม่มีกระเป๋าเดินทางจึงพร้อมพุ่งชนโดยมีพี่พม่าเป็นเกราะกำบัง (เดี๋ยวๆ) เห็นคนญี่ปุ่นเบียดกันเข้ารถไฟนี่ก็ไปเบียดกับเค้าบ้าง ไม่งั้นขึ้นไม่ได้ต้องรอขบวนใหม่อีกสักพัก ใครที่ขึ้นได้ก็โชคดีไป นี่ก็อาศัยความเตี้ยของตัวเองแทรกเข้าไปจนเข้าไปได้คนสุดท้าย

ความรู้สึกของคนที่สามารถเบียดเข้ารถไฟได้นี่เหมือนผู้ชนะเมื่อหันมาสบตากับมนุษย์ในชุดสูทอีกหลายสิบชีวิตที่ต้องยืนรอขบวนถัดไป ประตูรถไฟค่อยๆ ปิดลงช้าๆ แต่สายตาของเราสองฝ่ายก็ยังคงจดจ้องกันจนรถไฟเคลื่อนขบวนออกไป บรรยากาศรถไฟค่อนข้างแออัดค่ะ นี่ต้องยืนเกร็งตัวตรงเป็นนกนางแอ่นเพราะร่างนี่จะสิงคนข้างๆ ได้อยู่แล้ว 

ถ้าใครตดตอนนี้นี่บอกเลยว่าอาจเกิดโศกนาฏกรรมตายทั้งโบกี้ได้...

เรานั่งรถไฟจาก สถานีโอทสึกะ (Otsuka) ไป สถานีชินจูกุ (Shinjuku) โดยใช้เส้น Yamanote Line ตรงไปได้เลย เมื่อมาถึงสถานีชินจูกุ เป็นอะไรที่รู้สึกเหมือนโดนคลื่นอะไรซักอย่างซัดจากในขบวนรถไฟมาก เพราะทุกคนพร้อมใจกันลงที่นี่และเบียดกันสุดๆ แทบไม่ต้องเดินก็ไหลไปตามทางได้

ขอบอกว่าอึ้ง! ไม่ใช่อึ้งที่สถานีใหญ่นะ แต่อึ้งที่ทุกคนต่างแต่งตัวใส่ชุดสูทเหมือนกัน กระเป๋าแบบเดียวกัน เดินก้าวขาฉับๆๆ ประหนึ่งว่าตรูกำลังเดินอยู่บน Cat Walk ด้วยสีหน้าเรียบเฉยไม่สนใจใครทั้งสิ้น อืม…เหมือนหุ่นยนต์ยังไงก็ไม่รู้ แล้วไม่เข้าใจมนุษย์ญี่ปุ่นจะเดินเร็วกันไปไหน ใครเงอะๆ งะๆ ตรงทางเดินขอบอกว่ามีสิทธิ์โดนชนปลิวได้

หลังจากนี้เราก็ฝากชีวิตไว้ที่พี่พม่าเลยค่ะ เพราะไม่รู้เส้นทางอะไรทั้งสิ้น แล้วที่สถานีนี้เหมือนเป็นเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งเพราะมีขายทุกอย่าง ตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ แล้วทางออกก็มีเป็นสิบทาง จนถึงตอนนี้เวลาไปเที่ยวชินจูกุก็ยังแอบหลง ออกผิดๆถูกๆ  พี่พม่าผู้ซึ่งเราไม่เคยถามชื่อก็เหมือนจะรู้ จึงบอกให้เราถ่ายรูปไว้เผื่อหลงทางจะได้กลับถูกเพราะเขาจะนำทางเราแค่ตอนนี้เท่านั้นหลังจากนั้นก็เรื่องของเอ็ง อ้าว! สรุปตรูโดนเทเฉย (TOT)
ถึงสถานีแล้วให้มองหาทางออกทิศตะวันตก (Nishi - 西) นะคะ
เดินตามคนอื่นไปอย่างไร้จุดหมาย ถูกหลอกไปขายก็คงไม่รู้ตัว
ทะลุตึกนู่นนี่จนออกมาเจอสะพาน ก็เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งค่ะ
พอลงสะพานแล้วก็ข้ามถนนมาอีกฝั่งค่ะแล้วก็เดินตรงไปเรื่อยๆ (มันยังไม่ถึงอีก)
เดินตรงไปผ่าน Family Mart และร้าน 100 เยน ผ่านสี่แยกไฟแดง 2 แห่งแล้วก็เลี้ยวขวาเข้าซอย
ในที่สุดเราก็มาถึงค่ะ!! สถาบันอยู่ชั้น 2 นั่นเอง โดยเราต้องใช้บันไดแทนเพราะขึ้น-ลงแค่ชั้นเดียว

​สำหรับสถาบัน JTIS นี้จะมีตึกเรียนทั้งหมด 3 ตึกค่ะ ซึ่งทุกตึกอยู่ที่ชินจูกุหมดเลยสามารถเดินไปถึงกันได้โดยจะได้เรียนตึกไหนขึ้นอยู่กับระดับของตัวเอง เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกเราจึงต้องไปสอบวัดระดับก่อน เอาเป็นว่าเรามาดูเส้นทางกันก่อนดีกว่าค่ะว่าจะไปได้อย่างไร

หลังจากที่ผจญภัยกันมาประมาณ 30 นาที เราก็มาถึงตึกเรียน JTIS ค่ะ ความป๊อดและความตื่นเต้นก็กำเริบอีกครั้ง เจอใครในสถาบันเราโค้งให้หมดตามมารยาท โค้งไปโค้งมาโค้งให้นักเรียนซะงั้น (= =) 

พี่พม่าฮีโร่ของเราก็พาเราไปหาเซนเซ (แปลว่าอาจารย์ค่ะ) ก่อนจะเดินเข้าคลาสตัวเองไป และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เราเจอพี่แกที่ญี่ปุ่นค่ะ พอเรามาถึงอาจารย์ก็ให้เราไปนั่งรอในห้องพร้อมกับข้อสอบที่ค่อนข้างง่าย คือ ให้เขียนตัวอักษรฮิรางะนะ คะตะคะนะทั้งหมด 

ง่ายโคตรๆ ใช่มั้ยล่ะ…แต่เผอิญว่าจำไม่ได้ไง! ไม่อยากจะโม้ว่าเรียนภาษาญี่ปุ่นมา 2 ปีกว่า แถมเรียนเอกญี่ปุ่นด้วยนะ แต่จำตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นได้ไม่หมด 5555 (มันน่าภูมิใจตรงไหนฟะ) บางตัวนี่ก็เบลอหลงๆ ลืมๆ เขียนตัวอักษร Yo เป็นคะตะคะนะอย่างมั่นใจว่า 'E' นี่ก็อาจารย์ถึงกับเงิบ

สรุป…ไอ้บ้า กลับหัวค่ะ! ที่ถูกคือ 'ヨ' อย่างนี้ต่างหาก ความรู้สึกตอนนั้นนี่อยากจะวิ่งกลับไปกินหญ้าหน้าหอเหลือเกิน (T_T)

แต่โชคดีไวยากรณ์ค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นไวยากรณ์ตั้งแต่ N5 ไปจนถึง N4 เป็นข้อเขียนถามตอบสั้นๆ ให้รูปมาแล้วก็ตอบ ไวยากรณ์เราได้เต็ม แต่สงสัยว่าอีนี่มันเขียนคะตะคะนะมั่ว เลยโดนถีบไปอยู่คลาสแรก แล้วก็ต้องไปนั่งเรียนไวยากรณ์กับคันจิระดับ N5 ใหม่  เอาเถอะ…เรียนซ้ำๆ จะได้แม่นขึ้นจะได้ไม่เขียน ヨ(Yo) กลับด้านเป็น E อีก (T^T)

ขึ้นบันไดมาเลี้ยวซ้ายก็จะเจอทางเข้าเลยค่ะ จะมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับอยู่
ห้องเรียนแบ่งเป็นห้องๆ ค่ะ โดยด้านหน้าสุดจะเป็นโซนของอาจารย์และเจ้าหน้าที่
สำหรับเพื่อนในคลาสเรียนค่อนข้างหลากหลายเชื้อชาติ มีทั้งเนปาล อินเดีย ไทย และที่เยอะหน่อยจะเป็นเวียดนามกับจีนค่ะ นักเรียนที่นี่เป็นนักเรียนระยะยาว มีแค่เราที่เข้ามาแทรกคอร์สชาวบ้าน โดยบรรยากาศในห้องเรียนค่อนข้างสนุกเพราะทุกคนใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารกันตลอด ต่อให้เรียนไวยากรณ์มาไม่เยอะ แต่ทุกคนก็กล้าที่จะใช้ภาษาญี่ปุ่นคุยกันทำให้เราว่าเป็นโอกาสดีในการฝึกภาษาและคนที่เรียนแบบนี้นานๆ จะเก่งขึ้นไวมากๆ

กฎต่างๆ ภายในห้องเรียนมีดังนี้

1. ห้ามใช้มือถือในห้องเรียน ข้อนี้เข้มงวดและสำคัญมาก ดังนั้นชาวต่างชาติอื่นๆ มักจะมีพจนานุกรมไฟฟ้าติดตัว มีเพียงยัยต่างด้าวคนนี้นี่ล่ะใช้แอพ Dictionary ในมือถือจิ้มๆ เลยโดนดุค่ะ (T^T)

2. ห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มในห้องเรียน

3. ห้ามใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาตัวเองคุยกัน

4. ห้ามมาสาย เพราะมีการเช็คชื่อตลอด ทั้งก่อนเข้าเรียนและระหว่างพัก ที่ญี่ปุ่นเรื่องเวลาสำคัญมากๆ ดังนั้นก่อนถึงเวลาเรียนประมาณ 5-10 นาที นักเรียนต่างชาติจะเข้ามานั่งรอพร้อมกันหมดแล้วค่ะ

​โดยคลาสเรียนจะแบ่งเป็นช่วงเช้าและช่วงบ่าย ใน 1 วันจะเรียนแค่ครึ่งวันเท่านั้น หลังจากนั้นส่วนใหญ่นักเรียนต่างชาติก็จะไปทำงานพิเศษหรือเรียกว่า 'อะรุไบโตะ' โดยผู้ที่มีวีซ่านักเรียนเท่านั้นสามารถทำได้ค่ะ 

หมายเหตุ : คุณผู้อ่านสามารถอ่านเรื่องอะรุไบโตะได้จากบล็อกก่อนหน้าค่ะเป็นประสบการณ์หางานพิเศษของเราเอง http://www.ilovejapan.co.th/life/entry/parttimeinjapan

สำหรับหนังสือที่ใช้เป็นหนังสือของทางสถาบันค่ะ แต่ด้วยความที่เราไประยะสั้นจึงได้เป็นชีทขาว-ดำมาแทน (ประหยัดไปมั้ย -_-) ซึ่งในการเรียนถ้ารู้สึกว่าคลาสที่เราเรียนง่ายเกินไป เราสามารถไปเจรจาคุยกับเซนเซได้ค่ะว่าขอเลื่อนชั้น ทุกๆ ครั้งที่เรียนจะมีการบ้านมาให้ค่ะ และจะมีสอบย่อยเกือบทุกวัน เช่น สอบคันจิและไวยากรณ์ แต่ไม่ยากมาก สำหรับคนที่เรียนระยะยาวที่นี่จะมีระบบคิดเกรดเหมือนเรียนที่โรงเรียนจริงๆ เลยด้วยนะ ซึ่งถ้าใครมาแล้วไม่ตั้งใจเรียน โดดบ่อยมีสิทธิ์โดนตัดสิทธิ์ได้ เพราะมีนักเรียนต่างชาติที่มาญี่ปุ่นแล้วโดดเรียนเอาแต่ทำงานพิเศษก็เยอะอยู่

พอเราเรียนไปได้สักพักเราเริ่มตระหนักกับตัวเองแล้วว่า 'ฉันมาทำอะไรที่นี่? พ่อแม่อุตส่าห์เสียเงินส่งเรามาถึงญี่ปุ่น ให้เรามานั่งเรียนสิ่งที่เคยเรียนไปแล้วในไทยรึยังไง' ด้วยความที่คิดได้แบบนั้น เราจึงตั้งใจไปคุยกับเซนเซเพื่อขอเลื่อนคลาส (มันยังไม่เข็ดเรื่องที่เขียน Yo กลับด้าน)  แต่ด้วยความที่เรามาระยะสั้นแค่ 2 เดือน เราจึงได้เลื่อนไปอยู่ "คลาสพิเศษ" แทน ซึ่งคลาสเป็นคลาสสำหรับนักเรียนระยะสั้นมาช่วงปิดเทอมเหมือนเรา ขอบอกว่าแตกต่างกับคลาสปกติที่เราเรียนอย่างสิ้นเชิง 

ว่าแต่มันพิเศษยังไงล่ะ…ถ้าอยากรู้ต้องติดตามกันต่อที่ตอนถัดไปนะคะ สุดท้ายนี้ขอทิ้งท้ายด้วยคลิปวิดีโอบุกโรงเรียนสอนภาษาอีกเช่นเคยค่ะ ไว้เจอกันใหม่ตอนหน้าค่ะ (สามารถย้อนอ่านตอนที่ 1 ได้จากที่นี่ http://www.ilovejapan.co.th/life/entry/review-language-school-chapter-1)


ขอขอบคุณรูปภาพจาก : www.prezi.com, http://jtis.tokyo/

Micha Hummelink และ Aun Kanjanasuda

ขอขอบคุณคลิปวิดีโอจาก : I Love Japan ภาษาญี่ปุ่น เที่ยวญี่ปุ่น

บทความล่าสุด