l เกี่ยวกับความรัก

เมื่อคบกับผู้ชายญี่ปุ่นแล้วชีวิตไม่ได้สวยหรูเหมือนในฝัน

By , วันพฤหัสบดี, 19 กรกฎาคม 2561

"เหนื่อยใจและไม่เข้าใจผู้ชายญี่ปุ่น" หลายคนคงเกิดคำถามนี้อยู่บ่อยๆ กับตัวเอง

การกระทำที่ทำให้เกิดความสับสนกับความรู้สึกจากบรรดาผู้ชายญี่ปุ่นทั้งหลาย

ว่าการกระทำแบบนี้เขายังมีใจให้กับเราไหม จริงๆ แล้วคุยแก้เหงาหรือคุยไปงั้นๆ

และอีกหลายร้อยคำถาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ได้มีตาทิพย์หยั่งรู้จิตใจของคน

หรือต่อให้พึ่งหมอดูร่างทรงก็เป็นแค่การคาดเดาและคาดคะเนเพียงเท่านั้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ได้แน่นอนคือ "การกลับมาดูที่ใจเราเอง"

อย่างที่เจอบ่อยๆ ผู้ชายไม่ค่อยสนใจที่จะส่งไลน์หา ตอนคุยกันก็เหมือนจะดี

พอสักพักก็เอาอีกละหายเงียบตามเคย...จะส่งข้อความไปถามไถ่บ่อยๆ

ก็กลัวเขาจะรำคาญ เราจึงเริ่ม "จิตตก" คิดมาก ทั้งคิดในแง่ลบและคิดหาเหตุผล

เข้าข้างตัวเอง "เขาอาจจะไม่อยากคุยกับเรา เขาไม่ชอบเรา เขามีแฟนอยู่แล้ว

เขายังสนใจเราอยู่ไหม? หรือนี่จะเป็นเรื่องปกติของผู้ชายญี่ปุ่น?" 



ยังไม่ทันเริ่มคบ เราก็เริ่มคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นไปตามที่ใจเราต้องการ แต่ถ้าเรากลับมาดูที่ใจของตัวเราเอง เราจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการที่เราไปนั่งเดาใจของคนอื่นว่า

"เขาคิดอย่างไรกับเรา" คิดตรงกันข้าม "เราต่างหากที่แท้จริงแล้วคิดอย่างไรกับเขา ผู้ชายแบบไหนที่เราต้องการมาเป็นคู่ชีวิต" การที่เราคบหาหรือคิดอยากจะคบหากับใครสักคน 

โดยเฉพาะคนต่างชาติ เช่น คนญี่ปุ่นที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและสังคม เพราะไม่ว่าสังคมใด

หรือชาติไหนย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่ ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความอยาก 

ความลุ่มหลง และความต้องการโดยขาดสติไตร่ตรองถึงความเป็นจริงและความถูกต้อง

เราอาจจะถูกคนไม่ดีหรือคนที่คิดไม่ดีใช้จุดอ่อนของเราตรงนี้ฉกฉวยในสิ่งที่เขาต้องการ

โดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่เขาทำจะมีผลกระทบต่อเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในอนาคตหรือไม่

แล้วเราต้องทำอย่างไร ถึงจะเข้าใจผู้ชายญี่ปุ่นมากขึ้นหรือเลือกคบหาคนที่มีคุณภาพ?



...ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความธรรมดาของชีวิตที่ว่า "ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราทุกอย่างและทุกอย่างไม่มีความแน่นอน"

แม้แต่ตัวเราเอง เรายังไม่สามารถบังคับจิตใจของตัวเองได้ เช่น ตั้งใจจะกินคลีนและลดน้ำหนัก

อาจทำได้แป๊บเดียวสุดท้ายน้ำหนักค่อยลดพรุ่งนี้ / หันไปกินชาบูชาบู (เพราะตัวเองก็เป็นฮ่าๆๆ)

ผู้ชายญี่ปุ่นก็เช่นกัน เขาก็เป็นคนธรรมดา เราจะไปควบคุมหรือบังคับจิตใจเขาก็คงไม่ได้

เวลาที่เราชอบหรือรักใครสักคน เรามักมองข้ามข้อเสีย รับได้ทุกอย่าง แต่หลังโปรโมชั่น เมื่อการกระทำอีกฝ่ายไม่เหมือนเดิม

เราก็เริ่มเรียกร้องกับอีกฝ่ายมากขึ้น "แต่ก่อนไลน์หาได้แต่ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้"

เรารักเขาแหละแต่เขาไม่ค่อยตอบไลน์หรือไม่ไลน์หาบ่อยๆ บางทีก็เงียบหายไปหลายวันติดต่อไม่ได้

นึกอยากจะคุยค่อยทักมา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แหม...ปล่อยให้เราคิดมากตั้งหลายวัน

ทีนี้มองกลับมาที่ใจตัวเอง เราจะพบความจริงที่ว่า "ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ"

ความรักเวลามันเกิดขึ้นมันเหมือนไฟไหม้กองฟางลุกโชติช่วง ยิ่งบวกกับที่เป็นคนญี่ปุ่น ความสุภาพ 

หน้าตาจิ้มลิ้ม เอาอกเอาใจ (ช่วงแรก) ร้อนแรงทุกองศา รู้ทั้งรู้ว่าไฟมันร้อน แต่ก็ยังอยากเล่นกับไฟ



พอเวลาผ่านไปไฟอันร้อนแรงก็ค่อยๆ ดับลง จะดับเร็วดับช้าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง

เช่นเดียวกับใจของคน ที่มันเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ใจเรามักจะทุกข์และกลุ้มใจเรื่องของคนอื่น

เพราะใจยังไปยึดติดกับสิ่งที่ชอบแล้วใจมันไม่ยอมรับว่า "ทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิต เราก็จะเป็นทุกข์เพราะคนอื่นน้อยลง และไม่ไปยึดติดกับการกระทำของคนนั้น

ต่อมา ต้องดูว่าผู้ชายญี่ปุ่นที่เรากำลังคบอยู่หรือคิดจะคบให้ความสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน

ความรับผิดชอบทั้งต่อหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว มองภาพกว้างของสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

จากนั้นมองแคบลงมาถึงสังคมที่เขาอยู่ พื้นฐานครอบครัวและนิสัยส่วนตัวของเขาเอง

 


เพราะหากวันหนึ่งที่เราต้องย้ายตามเขาไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคม วัฒนธรรม

และธรรมเนียมของบ้านเมืองเขานั่นเอง ถ้าเราไม่ยอมปรับตัว เราก็จะอยู่ไม่ได้ และสิ่งสำคัญที่สุด

คือนิสัยส่วนตัวของเขาและของเราที่ต้องปรับจูนเข้าหากัน ความยุ่งยากวุ่นวาย ความซับซ้อน

ความรับผิดชอบมีมากกว่าช่วงที่คบกัน หลายคู่ที่ย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วไปไม่รอดก็มีเยอะ

เพราะชีวิตคู่หลังแต่งงานหรือหลังอยู่กินด้วยกัน มันไม่หวานเหมือนช่วงแรกๆ ที่คบกันเสียแล้ว

บางคู่ช่วงคบกันดูเหมือนจะดี จินตนาการชีวิตหลังแต่งงานไว้สวยหรู 

แต่ชีวิตจริงหลังแต่งงานอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องมีสติ

มองทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นจริงมากกว่าปล่อยจิตใจให้ทำไปตามความต้องการที่ลุ่มหลง 


ต้าก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย มีอะไรก็แวะเวียน

เข้ามาพูดคุยกันได้เนอะ อยากปรึกษาส่วนตัว สามารถส่งข้อความหาต้าได้จากที่นี่เลย ^^

ใจจริงอยากเขียนแบ่งปันประสบการณ์อีกมากมายแต่เนื่องจากภาระงานที่ต้องทำ

มีมากมายเหลือเกินจึงเขียนได้เพียงเดือนละครั้ง ก็หวังว่าผู้อ่านจะไม่ลืมต้าน้าาา...// อ้อน

ฝากติดตามผลงานในบล็อกต่อๆไปด้วยนะคะ // กราบที่อก (^___^)


"เหนื่อยใจและไม่เข้าใจผู้ชายญี่ปุ่น" หลายคนคงเกิดคำถามนี้อยู่บ่อยๆ กับตัวเอง

การกระทำที่ทำให้เกิดความสับสนกับความรู้สึกจากบรรดาผู้ชายญี่ปุ่นทั้งหลาย

ว่าการกระทำแบบนี้เขายังมีใจให้กับเราไหม จริงๆ แล้วคุยแก้เหงาหรือคุยไปงั้นๆ

และอีกหลายร้อยคำถาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ได้มีตาทิพย์หยั่งรู้จิตใจของคน

หรือต่อให้พึ่งหมอดูร่างทรงก็เป็นแค่การคาดเดาและคาดคะเนเพียงเท่านั้น

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรารู้ได้แน่นอนคือ "การกลับมาดูที่ใจเราเอง"

อย่างที่เจอบ่อยๆ ผู้ชายไม่ค่อยสนใจที่จะส่งไลน์หา ตอนคุยกันก็เหมือนจะดี

พอสักพักก็เอาอีกละหายเงียบตามเคย...จะส่งข้อความไปถามไถ่บ่อยๆ

ก็กลัวเขาจะรำคาญ เราจึงเริ่ม "จิตตก" คิดมาก ทั้งคิดในแง่ลบและคิดหาเหตุผล

เข้าข้างตัวเอง "เขาอาจจะไม่อยากคุยกับเรา เขาไม่ชอบเรา เขามีแฟนอยู่แล้ว

เขายังสนใจเราอยู่ไหม? หรือนี่จะเป็นเรื่องปกติของผู้ชายญี่ปุ่น?" 



ยังไม่ทันเริ่มคบ เราก็เริ่มคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นไปตามที่ใจเราต้องการ แต่ถ้าเรากลับมาดูที่ใจของตัวเราเอง เราจะได้คำตอบที่ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการที่เราไปนั่งเดาใจของคนอื่นว่า

"เขาคิดอย่างไรกับเรา" คิดตรงกันข้าม "เราต่างหากที่แท้จริงแล้วคิดอย่างไรกับเขา ผู้ชายแบบไหนที่เราต้องการมาเป็นคู่ชีวิต" การที่เราคบหาหรือคิดอยากจะคบหากับใครสักคน 

โดยเฉพาะคนต่างชาติ เช่น คนญี่ปุ่นที่มีความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมและสังคม เพราะไม่ว่าสังคมใด

หรือชาติไหนย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่ ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปตามความอยาก 

ความลุ่มหลง และความต้องการโดยขาดสติไตร่ตรองถึงความเป็นจริงและความถูกต้อง

เราอาจจะถูกคนไม่ดีหรือคนที่คิดไม่ดีใช้จุดอ่อนของเราตรงนี้ฉกฉวยในสิ่งที่เขาต้องการ

โดยไม่คำนึงว่าสิ่งที่เขาทำจะมีผลกระทบต่อเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในอนาคตหรือไม่

แล้วเราต้องทำอย่างไร ถึงจะเข้าใจผู้ชายญี่ปุ่นมากขึ้นหรือเลือกคบหาคนที่มีคุณภาพ?



...ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจความธรรมดาของชีวิตที่ว่า "ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราทุกอย่างและทุกอย่างไม่มีความแน่นอน"

แม้แต่ตัวเราเอง เรายังไม่สามารถบังคับจิตใจของตัวเองได้ เช่น ตั้งใจจะกินคลีนและลดน้ำหนัก

อาจทำได้แป๊บเดียวสุดท้ายน้ำหนักค่อยลดพรุ่งนี้ / หันไปกินชาบูชาบู (เพราะตัวเองก็เป็นฮ่าๆๆ)

ผู้ชายญี่ปุ่นก็เช่นกัน เขาก็เป็นคนธรรมดา เราจะไปควบคุมหรือบังคับจิตใจเขาก็คงไม่ได้

เวลาที่เราชอบหรือรักใครสักคน เรามักมองข้ามข้อเสีย รับได้ทุกอย่าง แต่หลังโปรโมชั่น เมื่อการกระทำอีกฝ่ายไม่เหมือนเดิม

เราก็เริ่มเรียกร้องกับอีกฝ่ายมากขึ้น "แต่ก่อนไลน์หาได้แต่ทำไมตอนนี้ทำไม่ได้"

เรารักเขาแหละแต่เขาไม่ค่อยตอบไลน์หรือไม่ไลน์หาบ่อยๆ บางทีก็เงียบหายไปหลายวันติดต่อไม่ได้

นึกอยากจะคุยค่อยทักมา ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แหม...ปล่อยให้เราคิดมากตั้งหลายวัน

ทีนี้มองกลับมาที่ใจตัวเอง เราจะพบความจริงที่ว่า "ชีวิตมันไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ"

ความรักเวลามันเกิดขึ้นมันเหมือนไฟไหม้กองฟางลุกโชติช่วง ยิ่งบวกกับที่เป็นคนญี่ปุ่น ความสุภาพ 

หน้าตาจิ้มลิ้ม เอาอกเอาใจ (ช่วงแรก) ร้อนแรงทุกองศา รู้ทั้งรู้ว่าไฟมันร้อน แต่ก็ยังอยากเล่นกับไฟ



พอเวลาผ่านไปไฟอันร้อนแรงก็ค่อยๆ ดับลง จะดับเร็วดับช้าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ อย่าง

เช่นเดียวกับใจของคน ที่มันเปลี่ยนไปมาตลอดเวลา ใจเรามักจะทุกข์และกลุ้มใจเรื่องของคนอื่น

เพราะใจยังไปยึดติดกับสิ่งที่ชอบแล้วใจมันไม่ยอมรับว่า "ทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา"

ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิต เราก็จะเป็นทุกข์เพราะคนอื่นน้อยลง และไม่ไปยึดติดกับการกระทำของคนนั้น

ต่อมา ต้องดูว่าผู้ชายญี่ปุ่นที่เรากำลังคบอยู่หรือคิดจะคบให้ความสำคัญกับเรามากน้อยแค่ไหน

ความรับผิดชอบทั้งต่อหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว มองภาพกว้างของสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่น

จากนั้นมองแคบลงมาถึงสังคมที่เขาอยู่ พื้นฐานครอบครัวและนิสัยส่วนตัวของเขาเอง

 


เพราะหากวันหนึ่งที่เราต้องย้ายตามเขาไปอยู่ที่ญี่ปุ่น เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคม วัฒนธรรม

และธรรมเนียมของบ้านเมืองเขานั่นเอง ถ้าเราไม่ยอมปรับตัว เราก็จะอยู่ไม่ได้ และสิ่งสำคัญที่สุด

คือนิสัยส่วนตัวของเขาและของเราที่ต้องปรับจูนเข้าหากัน ความยุ่งยากวุ่นวาย ความซับซ้อน

ความรับผิดชอบมีมากกว่าช่วงที่คบกัน หลายคู่ที่ย้ายมาอยู่ญี่ปุ่นแล้วไปไม่รอดก็มีเยอะ

เพราะชีวิตคู่หลังแต่งงานหรือหลังอยู่กินด้วยกัน มันไม่หวานเหมือนช่วงแรกๆ ที่คบกันเสียแล้ว

บางคู่ช่วงคบกันดูเหมือนจะดี จินตนาการชีวิตหลังแต่งงานไว้สวยหรู 

แต่ชีวิตจริงหลังแต่งงานอาจพลิกจากหน้ามือเป็นหลังเท้า จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงต้องมีสติ

มองทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นจริงมากกว่าปล่อยจิตใจให้ทำไปตามความต้องการที่ลุ่มหลง 


ต้าก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านไม่มากก็น้อย มีอะไรก็แวะเวียน

เข้ามาพูดคุยกันได้เนอะ อยากปรึกษาส่วนตัว สามารถส่งข้อความหาต้าได้จากที่นี่เลย ^^

ใจจริงอยากเขียนแบ่งปันประสบการณ์อีกมากมายแต่เนื่องจากภาระงานที่ต้องทำ

มีมากมายเหลือเกินจึงเขียนได้เพียงเดือนละครั้ง ก็หวังว่าผู้อ่านจะไม่ลืมต้าน้าาา...// อ้อน

ฝากติดตามผลงานในบล็อกต่อๆไปด้วยนะคะ // กราบที่อก (^___^)