t เที่ยวและชอปปิงในญี่ปุ่น

แนะนำจุดชมซากุระใกล้โตเกียวที่เดินทางแสนสะดวกด้วยรถไฟ Seibu

แนะนำจุดชมซากุระใกล้โตเกียวที่เดินทางแสนสะดวกด้วยรถไฟ Seibu

By , วันอาทิตย์, 13 มกราคม 2562

สวัสดีครับเพื่อน ๆ ^^ วันนี้โอทารุจะมาแนะนำจุดชมซากุระที่เดินทางสะดวกอยู่ใกล้โตเกียวแถมมีรถไฟวิ่งให้บริการอย่างสะดวกสบายพร้อมด้วย Pass รถไฟราคาเป็นมิตรกับเงินในกระเป๋าของทุกคน เพื่อให้การท่องเที่ยวญี่ปุ่นของทุกคนมีความราบรื่น ประหยัดและได้รับประสบการณ์ที่ดีครับ

ก่อนอื่นผมมั่นใจว่าต้องมีคนสงสัยว่า "นี่ยังหน้าหนาวอยู่เลย.. จะเขียนแนะนำซากุระกันแล้วเหรอ?" ผมก็ต้องบอกว่า "ใช่ครับ.. ปกติแล้วคนญี่ปุ่นเขาเตรียมตัวกันล่วงหน้าเป็นปกตินะครับ บางคนเตรียมกันตั้งแต่ปีก่อนเลยด้วยซ้ำ" เหตุผลที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้ากันก็เพราะหลาย ๆ ที่ในญี่ปุ่น เวลาซากุระบานจะสวยมากเสียจนเราอยากจะยกกล้องขึ้นมาถ่ายบรรยากาศเหล่านี้เก็บไว้หลาย ๆ รูป อีกอย่างถ้ามองในมุมของนักท่องเที่ยวไทยแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะได้เห็นซากุระก็ไม่ได้มีบ่อย ๆ ถูกไหมครับ ดังนั้น การเตรียมการตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญเช่นนี้เอง ^^

จุดที่จะแนะนำในวันนี้ สามารถไปเช้าเย็นกลับได้อย่างสะดวกสบาย แต่หากจะนอนค้างสักคืนก็ไม่ผิดกติกาแต่ประการใดครับ โดยบริเวณที่ผมจะแนะนำในวันนี้จะแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก คือ โซนเมืองเก่า Kawagoe, โซน Metsa Village+Moomin Valley Park และโซน Chichibu ครับ ^^

บอกก่อนเลยว่าใครที่กำลังวางแผนมาดูซากุระในแถบโตเกียว โดยเฉพาะ 3 โซนที่ผมได้กล่าวไป จะต้องเดินทางมาในช่วงปลายเดือนมีนาคม-กลางเดือนเมษายนเท่านั้นนะครับ เพราะหากเลยช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้ว อาจจะไม่ได้พบเจอกับซากุระแสนสวยเพราะหมดฤดูกาลของซากุระไปแล้วนั่นเอง ดังนั้นถ้าคิดจะมาญี่ปุ่นก็ต้องเริ่มวางแผนกันได้แล้วล่ะ!

สำหรับโซนทั้ง 3 ที่จะเขียนแนะนำ ผมจะแนะนำไปทีละโซนพร้อม Pass รถไฟสุดคุ้มเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋าของเรากันครับ



โซนเมืองเก่า Kawagoe


โซนป่ายุโรป Metsa Village


โซนธรรมชาติในแถบ Chichibu

1. โซนเมืองเก่า Kawagoe : เป็นโซนที่เหมาะสำหรับคนรักเมืองเก่าหรือสายประวัติศาสตร์ เพราะที่นี่ยังคงมีกลิ่นอายของความเป็นเมืองโบราณที่พาย้อนกลับไปยังสมัยเอโดะอ บริเวณเมืองเก่ามีบ้านเก่าที่สร้างขึ้นมานานกว่า 100 ปีอยู่หลายหลัง บางหลังเป็นที่เก็บสินค้าตั้งแต่ยุคโบราณและสร้างขึ้นเป็นลักษณะบ้านที่เรียกว่า Kurazukuri มีหน้าตาเหมือนโกดังเก็บของ แต่มีผู้คนอาศัยอยู่ในนั้นจริง ๆ ครับ และเมื่อรวมกับถนนที่แคบ ๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้มาเยือนอย่างเราได้รับรู้ถึงบรรยากาศในสมัยก่อนมากยิ่งขึ้นไปอีก

บริเวณย่านเมืองเก่า นอกจากบ้านโบราณแล้วยังมีหอระฆังโบราณ (時の鐘 toki no kane) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ตั้งตระหง่านอยู่ และทุกวันนี้ก็ยังตีบอกเวลาวันละสี่ครั้งอย่างสม่ำเสมอด้วยครับ (ระฆังตีเวลา 6:00 น., 12:00 น., 15:00 น. และ 18:00 น.) 

สำหรับการเริ่มต้นจากโตเกียว ขอแนะนำให้ตั้งต้นจากสถานี Hon-Kawagoe จะสะดวกที่สุดครับ มีรถไฟวิ่งตรงจาก Shinjuku ด้วยนะ ^^

สำหรับไฮไลต์ที่ผมจะแนะนำในครั้งนี้มีอยู่สองแห่งด้วยกัน และสามารถเดินถึงกันได้อย่างสะดวกสบายครับ นั่นก็คือ ศาลเจ้าคาวาโกเอะ ฮิคาว่า จินจะ (Kawagoe Hikawa Jinja) และวัดคิตะอิน (Kitain Temple) ว่าแล้วเราก็มาทำความรู้จักกับทั้งสองแห่งกันดีกว่าครับ ว่ามีของดีของเด็ดอะไรกันบ้าง

- ศาลเจ้าคาวาโกเอะ ฮิคาว่า จินจะ (Kawagoe Hikawa Jinja) :  ศาลเจ้าแห่งนี้นับเป็นจุดชมซากุระที่งดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง Kawagoe เพราะผู้มาชมสามารถล่องเรือชมความงามของซากุระที่กำลังเบ่งบานอยู่ตามสองข้างทางของแม่น้ำชินงาชิได้แบบไม่มีอะไรมาขวาง นอกจากนี้หากเรามาในช่วงที่ซากุระร่วงหล่นลงแม่น้ำไปแล้ว ในแม่น้ำก็จะกลายเป็นแม่น้ำสีขาวที่ให้บรรยากาศอีกแบบหนึ่งที่ยากจะลืมเลือนและมีเสน่ห์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ไหน ๆ ก็มาชมธรรมชาติที่ศาลเจ้าแล้วก็อย่าลืมมาขอพรกับเทพเจ้าญี่ปุ่นภายในศาลเจ้ากันด้วยนะครับ เพราะเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในที่แห่งนี้ คือ เทพ Susanoo (須佐之男) เป็นน้องชายของมหาสุริยะเทพ Amaterasu ผู้ให้กำเนิดประเทศญี่ปุ่นตามความเชื่อของศาสนาชินโต มาดูภาพประกอบความสวยงามกันครับ!

ศาลเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องของเทพเจ้าแห่งการผูกเนื้อคู่ นอกจากนี้ยังมีจุดถ่ายภาพสวย ๆ มากมาย และที่แปลกกว่าที่อื่นก็คือ เซียมซีทายรักที่ทำเป็นรูปปลาไท (ปลาจำพวกปลากระพง) ดังนั้น จึงขอเชิญทุกคนให้เดินทางมาชมศาลเจ้าเพื่อขอพรมงคลต่าง ๆ ทั้งด้านความรัก ครอบครัว เพื่อน รวมทั้งสิ่งดี ๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตครับ

การเดินทาง : จากสถานี Hon-Kawagoe ให้เดินเท้ามาทางทิศเหนือประมาณ 20 นาทีครับ (ระยะทาง 1.8 กิโลเมตร อากาศช่วงนั้นกำลังสบายครับ เดินชิล ๆ แน่นอน)  

-วัดคิตะอิน (Kitain Temple) : เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง Kawagoe มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 830 ในอดีตมีความใหญ่โตมาก ทว่าในช่วงปี 1638 ได้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ทำให้วัดคิตะอินได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก โชกุนโตกุกาวะรุ่นที่สาม (โตกุกาวะ อิเอะมิตสึ) ได้สั่งให้รื้อถอนอาคารบางส่วนจากปราสาทเอโดะ (พระราชวังอิมพีเรียลในปัจจุบัน) มาบำรุงวัดให้กลับมาสวยงามดังเดิม อย่างไรก็ตามในปี 1923 สงครามโลกครั้งที่สองก็ได้ทำลายวัดจนพังทลายอีกครั้ง เหลือเพียงอาคารโบราณไม่กี่หลังที่รอดมาได้ โดยอาคารที่รอดมานั้นว่ากันว่ามีอยู่ห้องหนึ่งที่ประดับเพดานด้วยภาพวาดลายดอกไม้และวางชุดเกราะไว้ คือ ห้องที่โชกุนอิเอะมิตสึได้ลืมตาดูโลกนั่นเอง

ปัจจุบันในบริเวณวัดมีอาคารน่าสนใจอยู่หลายหลัง ได้แก่ วิหารหลัก เจดีย์สีแดง และสวนหิน 500 อรหันต์ ทั้งนี้ สายธรรมชาติน่าจะชื่นชอบการชมซากุระที่วัดนี้ เพราะซากุระสีขาวที่บานสะพรั่งนั้นจะตัดกับความขลังของเจดีย์แดงของวัดได้อย่างลงตัว อีกทั้งในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ซากุระกำลังเบ่งบานสร้างสีสัน ก็เป็นช่วงที่วัดมีความครึกครื้นไปด้วยการออกร้านค้าต่าง ๆ หรือที่คนบ้านเราเรียกว่า งานวัด นั่นเองครับ ร้านค้าที่มาออกงานก็มีทั้งขายของกิน ของใช้ ดอกไม้ หรือสินค้าอื่น ๆ หลากหลายเต็มไปหมด รับรองว่าเดินกันเพลินแน่นอน ทั้งชมวิว ทั้งทำบุญแถมอิ่มท้องอีกต่างหาก ^^

อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ ก็คือ สวนหิน 500 อรหันต์ครับ ภายในสวนแห่งนี้จะมีรูปปั้นหินที่กล่าวกันว่าเป็นเหล่าสาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 500 องค์ประดิษฐานกระจายกันอยู่ในสวนแห่งนี้ โดยทั้ง 500 องค์นั้นจะมีท่าทางที่ไม่ซ้ำกันเลยแม้แต่องค์เดียว เหมาะกับการถ่ายรูปและเดินชมความ Unseen มาก ๆ เลยครับ

การเดินทาง : จากสถานี Hon-Kawagoe เดินมาทางทิศตะวันออกประมาณ 15 นาที (ระยะทางประมาณ 850 เมตร)

​สำหรับโซนแรก ทางบริษัทรถไฟ Seibu ซึ่งมีฐานหลักอยู่ที่สถานี Seibu-Shinjuku และสถานี Ikebukuro ได้ออก Pass รถไฟแบบพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ เพื่อเป็นการประหยัดเงินในกระเป๋า นั่นก็คือ Seibu Kawagoe Pass ซึ่งมีราคาเพียง 700 เยนเท่านั้น! โดย Pass นี้ เราสามารถเดินทางไปกลับจากสถานี Ikebukuro/Seibu Shinjuku/Takadanobaba ไปยังสถานี Hon-Kawagoe ได้ 1 รอบ ที่สำคัญ Pass รถไฟชนิดนี้ ยังออกแบบมาเป็นพิเศษเหมือนเครื่องรางโบราณด้วย ซื้อใช้แล้วเอากลับบ้านเป็นของที่ระลึกก็เลิศเหมือนกันครับ

*ปกติถ้าเราไม่ซื้อ Pass รถไฟชนิด0.

นี้ การเดินทางจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 940 เยนจาก Ikebukuro และ 988 เยนจาก Seibu Shinjuku/Takadanobaba ครับ นับว่า Pass  นี้ช่วยเราประหยัดเงินไปซื้อขนมได้เกือบ 300 เยนเลยนะ!

ดังนั้น หากใครสนใจจะมาดูซากุระที่เมือง Kawagoe ก็ขอฝาก Pass รถไฟ Seibu Kawagoe Pass ไว้ในอ้อมใจของทุกคนด้วยนะ!!!

2. โซนป่ายุโรป Metsa Village : เป็นโซนท่องเที่ยวน้องใหม่ของจังหวัดไซตามะที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้านในป่าให้อารมณ์ผู้มาเยือนเสมือนกับอยู่ในยุโรปเหนือแถวนอร์เวย์กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีการตั้งร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นของจังหวัดไซตามะ รวมทั้งสินค้านำเข้าจากประเทศในแถบยุโรปเหนือแบบส่งตรงเข้ามากันด้วย หรือถ้าเป็นสายนั่งจิบกาแฟ ที่นี่ก็มีคาเฟ่น่านั่งพร้อมเสิร์ฟอาหารสไตล์ยุโรปเหนือให้บริการ ที่สำคัญป่าแห่งนี้ยังมีที่ตั้งที่ติดกับทะเลสาบ Miyazawa อันสวยงามอีกด้วย ดังนั้น ใครเป็นสายถ่ายภาพ หรือสายรักธรรมชาติล่ะก็ สถานที่นี้ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ! 

เท่านั้นยังไม่พอ! เพราะอีกไม่กี่วันข้างหน้า สาวก Moomin จะต้องร้องกรี๊ดเพราะว่าในวันที่ 16 มีนาคม 2019 เป็นต้นไป ข้าง Metsa Village ก็จะได้ฤกษ์เปิดตัว Moomin Valley Park กันที่นี่แล้ว ด้านในจะมีสถานที่ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Moomin และผองเพื่อนที่เราคุ้นเคยกันดีในจอทีวีกันมาก่อน เช่น บ้านของ Moomin, ประภาคาร, โรงอาบน้ำ และโรงละครกลางแจ้ง พร้อมสถานที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง และที่พลาดไม่ได้ก็คือ ร้าน Gift Shop กับร้านอาหารที่มาในธีม Moomin แบบจัดเต็มสำหรับสาวกก็มีให้บริการที่นี่เช่นกัน (ได้เสียทรัพย์กันแน่นอนล่ะครับงานนี้ ^^)

สำหรับใครที่คิดว่าเมืองเก่าอย่าง Kawagoe ไม่ใช่แนวแล้วล่ะก็ จะเปลี่ยนบรรยากาศมาเที่ยวที่นี่ก็ไม่เลวนะครับ ยิ่งได้หลีกหนีจากเมืองใหญ่ หนีฝุ่นละอองที่แสนสกปรก ได้พบเจอธรรมชาติที่เขียวขจีแบบนี้ ยังไงก็ทำให้ร่างกายของเรารู้สึกสดชื่นขึ้นอย่างแน่นอน

ค่าเข้าชม Metsa : ผู้ใหญ่ (ระดับมัธยมขึ้นไป) 1,500 เยนต่อคน, เด็ก (อายุ 4 ขวบถึงชั้นประถม) 1,000 เยนต่อคน ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบเข้าฟรี เวลาทำการ เปิดตั้งแต่ 10:00-21:00 น. ทุกวันครับ

ค่าเข้าชมโซนพิเศษของ Moomin Valley Park : Hobgoblin Zip adventures : กิจกรรมโรยตัวเหนือทะเลสาบกับระยะทางยาว 400 เมตร มีค่าบริการ 1,500 เยนต่อคน (ผู้เล่นต้องมีความสูง 120-190 เซนติเมตรและมีน้ำหนักในช่วง 30-100 กิโลกรัมเท่านั้น)

Ocean Orchestra : การแสดงพิเศษด้วยการฉาย Projection Mapping เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของ Moomin ราคา 1,000 เยน

Moomin house Guided Tour : คิดราคา 1,000 เยนต่อคน

*ค่าบริการในส่วนของ Moomin Valley Park เด็กและผู้ใหญ่เก็บค่าบริการเท่ากัน 

การเดินทาง : ตั้งต้นจากสถานี Ikebukuro ในโตเกียว จากนั้นขึ้นรถไฟสาย Seibu Ikebukuro มาลงที่สถานี Hanno โดยรถไฟด่วนพิเศษ Red Arrow จะใช้เวลาประมาณ 40 นาที ส่วนรถไฟด่วนจะใช้เวลาราว ๆ 48 นาที พอถึงสถานีรถไฟ Hanno แล้วให้ออกทางประตูทิศเหนือ จากนั้นขึ้นรถบัสที่จุดจอดหมายเลข 1 นั่งไปอีก 13 นาทีและลงที่ป้าย Metsa (メッツァ)

- ค่ารถไฟด่วนพิเศษ Red Arrow เที่ยวละ 970 เยน (มีที่นั่งแน่นอน)

- ค่ารถไฟด่วน เที่ยวละ 470 เยน

3. โซนธรรมชาติในแถบ Chichibu : โซนนี้เหมาะสำหรับสายรักธรรมชาติที่สุดโดยเฉพาะใครที่เป็นสายตามล่าซากุระยิ่งไม่ควรพลาด เนื่องจากที่โซน Chichibu นับเป็นแหล่งดูซากุระสายพันธุ์ชิบะ หรือที่คนไทยนิยมเรียกกันว่า Pink Moss ที่มีชื่อเสียงและอยู่ไม่ไกลจากโตเกียวด้วย! คือ อยากบอกว่า ไม่ต้องไปไกลถึงคาวากุชิโกะก็ได้ ที่นี่ก็มีให้ชมเช่นกันแถมคนน้อยกว่าด้วยจ้าาาาาาา

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางมาชมซากุระสายพันธุ์นี้ ผมขอแนะนำให้เดินทางมาในช่วงกลางเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคมครับ โดยช่วงที่กล่าวมานี้ อากาศจะไม่ร้อนตับแตกและก็ไม่ได้หนาวจัด ถือว่าเดินชมด้านในได้สบาย ๆ ซึ่งซากุระที่นี่มีให้ชมถึง 400,000 ดอกและที่นี่ยังเป็นหนึ่งในทุ่งดอกซากุระที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเขตคันโตเลยทีเดียวครับ ดังนั้น สายรักธรรมชาติ สายถ่ายภาพอย่าลืมเก็บทุ่งดอกไม้แห่งนี้ ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกกันนะครับ!

ค่าเช้าชม : 300 เยนต่อคน

การเดินทาง : ตั้งต้นจากสถานี Ikebukuro ในโตเกียวและขึ้นรถไฟด่วนพิเศษ Red Arrow ใช้เวลาประมาณ 75 นาทีมาลงที่สถานี Yokose (ค่ารถไฟเที่ยวละ 1,440 เยน) จากนั้นเดินเท้าอีก 20 นาทีจะถึงทางเข้าทุ่งดอกไม้ 

​ขอบอกว่า นอกจากการชมทุ่งดอกไม้แล้ว โซน Chichibu ยังมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านี้นะครับ หากใครเป็นสายบุฟเฟต์ผลไม้ หรือสายเกษตรที่ชอบการไปดูเรือกสวนไร่นาล่ะก็ ที่โซนนี้ก็มีสวนผลไม้ให้เราเข้าไปเก็บเหมือนกันครับ โดยสวนผลไม้แห่งนี้มีชื่อเรียกว่า " Chichibu Fruit Farm " 

สวนผลไม้อยู่ในทำเลท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมหุบเขาอันเขียวขจี มีเรือนกระจกที่ได้รับการรีโนเวทใหม่เป็นอาคารที่คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาเยือน ทั้งห้องน้ำที่สะอาดสะอ้าน ล็อกเกอร์ฝากกระเป๋า หรือทางเดินที่เป็นแบบ ฺBarrier Free สำหรับรองรับผู้พิการก็ได้รับการออกแบบมาอย่างดี เรียกว่า เข้ามาชมได้ทุกเพศทุกวัยจริง ๆ ครับ

ไฮไลต์ของสวนผลไม้ที่นี่ แน่นอนว่าก็เป็นเรื่องของบุฟเฟต์ผลไม้ที่เราสามารถเก็บเพื่อนำมารับประทานกันได้แบบไม่อั้นภายในเวลาที่กำหนด โดยผลไม้ขึ้นชื่อในสวนก็คือ สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ต่าง ๆ ที่ล้วนมาในขนาดพวงใหญ่ เนื้อชุ่มฉ่ำและปลอดสารพิษครับ

เห็นไหมครับ ลูกใหญ่สะใจมากกกกกกกกกกก ^^ 

ปกติแล้วบุฟเฟต์จะให้เวลารับประทานทั้งหมด 30 นาที มีราคาตั้งแต่ 1,200-1,700 เยน ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาที่เราเข้ามาครับ (แต่ละสายพันธุ์อาจปลูกในเดือนที่ต่างกัน) นอกจากนี้ ผมขอกระซิบบอกความลับอีกหนึ่งอย่างว่า ที่สวนแห่งนี้ยังมี Rare Item ให้คนชอบองุ่นได้ซื้อกลับไปรับประทานกันอีกด้วย นั่นคือ องุ่นสายพันธุ์ Chichibuyama Ruby ซึ่งเป็นองุ่นพันธุ์พิเศษที่หากินได้ยากมาก หน้าตาเป็นองุ่นสีเลือดหมูเปล่งประกายและมีลักษณะเรียวยาวแถมปลูกได้ยาก ทำให้ปริมาณที่ได้รับในแต่ละปีมีน้อยมาก จึงมีเวลาวางจำหน่ายที่จำกัดเท่านั้น โดยสวนแห่งนี้ก็จะเอามาวางขายเป็นกล่องในช่วงเดือนสิงหาคมเท่านั้น ราคากล่องละประมาณ 2,100 เยนต่อ 1 กิโลกรัมครับ 

เวลาทำการ : 9:30-16:00 น. ร้านค้าเปิดจำหน่ายผลไม้ทุกวันที่มีกิจกรรมเก็บผลไม้, โซนเก็บผลไม้บุฟเฟต์ปิดบริการในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ต้นเดือนสิงหาคม-กลางเดือนตุลาคม และต้นเดือนมกราคม

**ที่สวนผลไม้แห่งนี้ไม่มี Wifi ให้บริการและไม่รับบัตรเครดิต ดังนั้น กรุณาเตรียมเงินสดมาให้เพียงพอด้วยครับ 

การเดินทาง :  ตั้งต้นจากสถานี Ikebukuro ในโตเกียวและขึ้นรถไฟด่วนพิเศษ Red Arrow ใช้เวลาประมาณ 78 นาทีมาลงที่สถานี Seibu-Chichibu (ค่ารถไฟเที่ยวละ 1,480 เยน) จากนั้นขึ้นแท็กซี่บริเวณสถานีรถไฟให้มาส่งที่สวน ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น หรือจะเดินจากสถานีรถไฟก็ได้ ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร ส่วนขากลับหากไม่ต้องการเดินไปยังสถานีรถไฟ ก็สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ภายในสวนผลไม้ให้โทรเรียกแท็กซี่มารับเราไปส่งที่สถานีรถไฟได้ (คิดค่ารถแท็กซี่ตามปกติ แค่โทรเรียกให้เฉย ๆ นะครับ ไม่ได้ขึ้นฟรี)

​ก่อนปิดท้ายบล็อก ผมคิดว่าหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ! แล้วทาง Seibu ไม่มี Pass รถไฟแบบพิเศษมาให้นักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเราบ้างหรือ?? ผมก็ขอตอบเลยว่า มีสิครับ โดย Pass นี้มีชื่อว่า Seibu 1 Day Pass ซึ่งราคาถูกมาก ๆ เพียงแค่ 1,000 เยนเท่านั้น! เราสามารถขึ้นรถไฟในเครือข่ายของรถไฟ Seibu ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งและขึ้นได้หมดทุกสายอีกด้วย (ยกเว้นเส้นเดียวคือ Tamagawa Line) 

Pass ที่ว่านี้เหมาะมาก ๆ ครับ หากเราวางแผนมาเที่ยวหลายที่ในหนึ่งวัน คิดแบบง่าย ๆ ว่า ถ้าเราไปโซนของ Chichibu แล้วก็ย้อนมาที่ Metsa ภายในวันเดียว ถ้าไม่ใช้ Pass ก็ราคาเกินพันเยนไปแล้วแน่ ๆ ดังนั้นจะเสียเงินมากกว่าไปทำไมเมื่อ Seibu เขามี Pass มาช่วยให้เราประหยัดเงินในกระเป๋ามากกว่า จริงไหมครับ ^^ ยังไงก็ลองเอาไปพิจารณาดูนะครับ

รายละเอียดและสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมของ Seibu 1 Day Pass คลิกที่นี่

และทั้งหมดนี้ คือ การแนะนำจุดชมซากุระพร้อมกิจกรรมอื่น ๆ ที่น่าสนใจในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ญี่ปุ่นในแถบใกล้โตเกียวครับ เพื่อน ๆ คนไหนที่อ่านแล้วยังรู้สึกว่าต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมหรืออยากได้โบรชัวร์/สอบถามเจ้าหน้าที่ ผมก็มีข่าวดีมาบอกครับเพราะในวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ 2019 นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จะมีการจัด Event งานเที่ยวทั่วไทยไปทั่วโลกครั้งที่ 24 ซึ๋งในงานนี้ โซนญี่ปุ่นก็ยกพลมาร่วมงานกันเต็มพื้นที่ ในบริเวณห้อง Plenary Hall เช่นเคยครับ ในงานจะมีตัวแทนจากจังหวัดไซตามะ รถไฟ Seibu และเมือง Kawagoe มาร่วมออกบูธด้วย ดังนั้น ใครอยากสอบถามเพิ่มเติม หรือรอเดินชมงานท่องเที่ยวดี ๆ แบบนี้ ก็ขอให้อดใจรอกันอีกสักหน่อย แล้วพบกันที่ศูนย์สิริกิติ์นะคร้าบบบบบบบบบ  

​ตารางกิจกรรมพิเศษของบูธไซตามะครับ

​วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2019 ​-เวลา 18:30-18:45 น.
พูดคุยกับตัวแทนจังหวัดไซตามะประจำประเทศไทย
​​วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2019 ​​​-เวลา 18:30-18:45 น.
พูดคุยกับตัวแทนจังหวัดไซตามะประจำประเทศไทย
​​วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2019​​-เวลา 18:30-18:45 น.
พูดคุยกับตัวแทนจังหวัดไซตามะประจำประเทศไทย
​​วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2019​-เวลา 11:30 น. และ 14:00 น.
Talk Show จากติวเตอร์ตู่ เจ้าของเพจ Japanthaifanclub
​​วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2019​-เวลา 16:30 น. พบปะกับเบลล์ เขมิศรา และฟรัง นรีกุล
ทูตส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดไซตามะที่บูธไซตามะ
​-เวลา 17:30 น. พบปะกับเบลล์ เขมิศรา และฟรัง นรีกุล
ทูตส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดไซตามะ ณ เวทีกลาง

​แอบบอกอีกนิดครับ...ตอนนี้จังหวัดไซตามะกำลังมีแคมเปญอยู่ด้วยนะ แจกรางวัลเป็นคู่ให้ได้รับกันถึง 16 คน ของรางวัลก็มีทั้งตั๋วรถไฟและที่พัก โอ้โห! หากใครไม่อยากพลาดรางวัลดีๆแบบนี้ก็สามารถดูรายละเอียดแคมเปญได้ที่นี่เลยครับ https://saitama-th.com/blog-detail.php?id=43


​ขอบคุณรูปภาพสวย ๆ จาก Seibu Railway, จังหวัดไซตามะ และเมือง Kawagoe ครับ