t เที่ยวและชอปปิงในญี่ปุ่น

Kamikochi...หากมาญี่ปุ่นต้องมาให้ได้สักครั้งในชีวิต

By , วันศุกร์, 09 พฤศจิกายน 2561
สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ที่คาดว่าคนไทยน่าจะพอรู้จักชื่อกันบ้างอยู่แล้ว และที่สำคัญกระแสในช่วงนี้มาแรงมาก ๆ! เรียกได้ว่า "หากได้มาญี่ปุ่นควรต้องมาสักครั้งในชีวิต" อ๊ะๆ เดี๋ยวจะหาว่ายัยบล็อกเกอร์คนนี้ขี้โม้ เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า
สถานที่ที่เราจะแนะนำแห่งนี้คือที่ไหน และทำไมเราถึงรับประกันว่า ถ้าคุณมาที่นี่แล้วคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเงิน

คามิโคจิ (Kamikochi) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Japan Alps) ภายในจังหวัดนากาโนะ (Nagano) ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและเต็มไปด้วยธรรมชาติ ทำให้คามิโคจิได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีทิวทัศน์ภูเขาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้…จากประสบการณ์ที่เราได้ไปเห็นของจริง ไม่มีผิดหวังเลย

Kamikochi จะเปิดให้บริการเป็นช่วงๆเท่านั้น โดยในปีนี้จะเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 17 เมษายนไปถึง 13 กรกฎาคม 2018 และ 20 สิงหาคมไปถึง 15 พฤศจิกายน 2018

ใครที่มาช่วงเมษายนจะได้เห็นวิวที่เต็มไปด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง หากมาช่วงกรกฎาคมจะได้เห็นวิวธรรมชาติที่เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มและดอกไม้ และหากมาช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายนจะได้เห็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งช่วงที่เราขอแนะนำที่สุดคือช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายนค่ะ

ปกติแล้วถ้ามาจาก Tokyo ถึง Kamikochi ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 หมื่นเยนอัพ หรือใครอยากประหยัดก็ต้องแหกขี้ตาตื่นมานั่งรถบัสตั้งแต่รอบเช้ามืดและมีรถเที่ยวกลับตอนเย็นๆ (ใครที่มา One Day Trip แบบนี้ค่อนข้างเหนื่อยแน่นอนค่ะ) 

วันนี้เราจะมาแนะนำแพ็กเกจพิเศษที่เราหามาได้โดยบังเอิญคือ แพ็คเกจ Kamikochi Yu Yu Tickets รวมค่ารถบัสไป-กลับจาก Tokyo ถึง Kamikochi เพียงราคา 8,200 เยนเท่านั้น!!

กรี๊ดดดด ตอนที่เห็นแว็บแรกนึกว่ามองผิด ทำไมมันถูกแบบนี้! พออ่านรายละเอียดจริงๆแล้วค่าเดินทาง 8,200 เยนคือรวมรอบไป-กลับ

1. ตั๋วรถบัสจาก Shinjuku ไปสถานี Matsumoto 

2. ตั๋วรถไฟจากสถานี Matsumoto ไปสถานี Shinshimashima 

3. ตั๋วรถบัสจาก สถานี Shinshimashima ไปยัง Kamikochi 

แถมเรายังเลือกรอบรถบัสและเลือกวันเดินทางกลับได้ตามสะดวกอีกด้วย!! ถูกและเลิศขนาดนี้ไม่จองก็บ้าแล้ววว (สามารถจองหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://highway-buses.jp/ticket/kamikochi.php)

เมื่อเราจองและจ่ายเงิน (จ่ายผ่านบัตรเท่านั้น) จากหน้าเว็บแล้วอันดับต่อไป ห้ามลืมเด็ดขาด! คือเราต้องไปขอแลกตั๋วที่ Central Honshu Information Plaza (Keio Shinjuku) ค่ะ ตอนได้ยินชื่อครั้งแรก ไม่คุ้นเลยมันอยู่ตรงไหนของ Shinjuku ฟะเนี่ย 5555 เลยเดินวนๆหลงๆอยู่พักนึง สรุปคืออยู่ชั้นใต้ดินข้างห้าง Keio Shinjuku ที่อยู่ติดกับห้าง Lumine ค่ะ ให้ลงชั้นใต้ดินมาจะเจอทางทะลุไปสถานีรถไฟ ศูนย์ให้บริการจะอยู่ในนั้น (ใครที่กลัวหลงถ้าลงใต้ดินมาแล้วให้มองป้ายนะคะจะมีเขียนกำกับอยู่) หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.keioinfoplaza.jp/en_infoarea  

เมื่อไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ก็เอาข้อมูลจองที่ได้จากทางเมลให้เจ้าหน้าที่ดูค่ะ เจ้าหน้าที่ก็จะยื่นตั๋วให้มีทั้งหมด 4 ใบ ซึ่ง 3 ใบก็คือตั๋วตามที่กล่าวมาข้างต้น และใบสุดท้ายอีก 1 ใบคือใบเสร็จ ระหว่างดำเนินการเจ้าหน้าที่ก็แอบมีชวนคุยว่าไปรู้จักตั๋วนี้มาจากไหน ไม่ค่อยมีคนทราบเท่าไหร่ บลาๆๆ เมื่อได้ตั๋วเสร็จแล้วเราก็พร้อมออกเดินทางกันเลยค่ะ!  

มาถึงวันเดินทางเราก็แหกขี้ตาตื่นมารอบ 7 โมง เพื่อรอขึ้นรถไปยัง Matsumoto ทุกอย่างก็เป็นไปตามเวลาที่คาดไว้ค่ะ เราถึง Matsumoto ประมาณ 10:30 น. พอถึงจุดหมายปลายทางแล้วเราก็ฉีกเอาใบแรกที่เขียนว่าจาก Shinjuku ไป Matsumoto ให้คนขับรถ (ตั๋วใบอื่นห้ามทำหายเด็ดขาดนะคะ!!) 

จากนั้นรีบไปขึ้นรถไฟต่อรอบ 10:45 นั่งต่ออีก 30 นาทีไปสุดสาย ซึ่งเวลาถือว่ากำลังพอดีมาก เพราะถ้าพลาดรถไฟรอบ 10:45 ต้องรอรอบต่อไปอีกเกือบชั่วโมงเลย เมื่อมาถึง Shinshimashima ก็จะเจอทางขึ้นรถบัสอยู่ด้านหน้าสถานีเลยค่ะ มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกอยู่ จากรถบัสก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง ขอบอกว่าช่วงเวลา 1 ชั่วโมงนั้นคุณอาจจะไม่ได้นอนเลยเพราะวิวที่เห็นผ่านกระจกรถบัสนั้นมันสวยอลังการมากๆ  

เมื่อถึงจุดหมายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องไปเอาตั๋วคิวสำหรับขากลับด้วยนะคะ เพราะขากลับคนค่อนข้างเยอะ
เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเรียกเป็นรอบๆ รอบละ 1-10 คน (ไปเอาตั๋วคิวเบอร์แรกๆก่อนได้ขึ้นรถไปเลือกที่นั่งก่อนนะ) 

ขั้นตอนคือเดินไปบอกเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ที่จำหน่ายตั๋วว่าจุดหมายปลายทางเราจะไปไหน รอบเวลากี่โมง เจ้าหน้าที่จะให้ตั๋วคิวมาก็ให้เก็บให้ดีค่ะ

เอาล่ะ เมื่อมาถึงแล้วก็ถึงเวลาหาอะไรรองท้องเพราะตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงครึ่งพอดี โดยจุดแรกที่เราจะเจอก็คือ สะพานคัปปะบาชิ (Kappa Bridge) หรือเรียกอีกชื่อนึงคือมุมมหาชน 

สะพานคัปปะบาชิเป็นสะพานแขวนที่อยู่เหนือแม่น้ำอาซุสะ (Azusa River) ใจกลางของ Kamikochi ห่างออกจากสถานีรถบัสไปไม่ไกลนัก รอบๆสะพานเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก 

สำหรับร้านอาหารก็จะมีอยู่หลายจุดบริเวณด้านหน้าก่อนถึงทางขึ้นรถบัสค่ะ ร้านที่เราเลือกเป็นร้านของโรงแรมซึ่งมีบริเวณ Terrace ด้วยชอบมากๆนั่งทานอาหารไปชมวิวงามๆไป แต่นั่งได้ประมาณ 10 นาทีก็ต้องแว็บเข้าไปด้านในเพราะฝนตก (= =;) 

เมนูด้านซ้ายมือที่เราทานอยู่นั้นเป็นอุด้งเส้นเย็นค่ะ โดยมีซุปอุ่นๆใส่เนื้อเป็ดประมาณ 2-3 ชิ้น ทานตอนอุ่นๆท่ามกลาง
อากาศเย็นๆนี่เหมาะมาก รสชาติก็อร่อยใช้ได้เลย ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 เยน

ด้วยความที่ตอนมาถึง Matsumoto รีบมากเราเลยยัดกระเป๋าสะพายที่ข้างในใส่ทั้งเสื้อกันหนาว ทั้งผ้าพันคอ ถุงมือไว้ในล็อกเกอร์สถานี เพิ่งมารู้ตัวอีกทีตอนขึ้นรถไฟแล้วจะเลี้ยวกลับไปเอาก็ไม่ทัน สรุปคือนี่ตรูแบกมาหนักๆทำไม (T^T) สภาพอากาศในวันนั้นก็เย็นๆค่ะอยู่ที่ประมาณ 9 องศา ไม่ได้หนาวมากอย่างที่คิด สำหรับเราใส่ฮีทเทคและเสื้อไหมพรมหนาวๆก็พอเอาอยู่ (แต่ไม่ควรเลียนแบบนะคะเดี๋ยวเป็นหวัดเอา)  

เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเดินเข้าไปข้างในกันค่ะ ซึ่งทางเดินของ Kamikochi นั้นส่วนใหญ่เป็นทางราบจึงไม่ค่อยใช้เรี่ยวแรงเท่าไหร่นัก เพียงแต่แอบไกลเบาๆ เดินเข้าไปถึงจุดด้านในที่เป็นสะพานก็ประมาณ 3-4 กิโลได้ค่ะ จับเวลาเราใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ใครที่กลับด้วยรถบัสให้กะเวลาเดินทางกลับมายังรถบัสดีๆนะคะ อย่ากะเวลาผิดเหมือนเราเลยตกรถต้องขึ้นรอบถัดไปแทนค่ะ 

ตีว่าเดินไปกลับ 1 ชั่วโมงบวกกับเวลาหยุดถ่ายรูปจุดต่างๆอีกประมาณ 10-15 นาที นึกว่าตัวเองเดินเร็วพอประมาณ ขากลับนี่รีบใส่เกียร์หมาเลยแต่ก็ยังไม่ทัน ต้องไปเอาตั๋วคิวใหม่ (T^T)

ระหว่างทางเจอวิวสวยๆตลอดทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ มีเจอฝูงลิงเต็มเลย แต่ละตัวนี่อ้วนปุ้กแถมไม่กลัวคนเลยซักนิด ใครที่มีขยะนี่เก็บใส่กระเป๋าเลยนะคะเพราะหาถังขยะยากมาก ห้ามทิ้งข้างทางเด็ดขาด

ระหว่างทางเดินเข้าไปก็มีใบไม้หลากสีทั้งสีเหลืองเขียวส้มมาให้ได้ชมกันแบบนี้
เดินเหนื่อยเป็นหมาหอบหลายกิโล ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายสะพานด้านในค่ะ วิวตรงนี้คือดีมาก
ใครที่คิดจะมาตั้งแคมป์ปีนเขาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง คุณจะได้เห็นวิวสวยๆแบบนี้

​เป็นอย่างไรบ้างคะกับสถานที่ที่เรามาแนะนำในวันนี้ โชคดีช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีกำลังพีคเลยค่ะ ตอนแรกกะเวลามาเดินชมแค่ 2-3 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่พอจริงๆเพราะเดินเข้าไปด้านในได้ไม่เท่าไหร่ก็หมดเวลาแล้ว เสียดายมากๆ ดังนั้นใครที่จะมาและอยากชมสถานที่ด้านในให้ทั่วๆควรเผื่อเวลาไว้เยอะๆนะคะ ขอบอกเลยว่าของจริงสวยกว่าที่ตาเห็นมากกกก ก.ไก่ล้านตัว ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมแวะมาที่แห่งนี้กันละ!

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาเพิ่มเติมจาก...

  • http://www.kamikochi.org/plan/access
  • https://www.japan-guide.com/blog/koyo17/171005_kamikochi.html

หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่า ๆ ที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา หรือใครอยากดูรูปถ่ายเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ใน Instagram ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า ~

PAGE :https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

Instagram : https://www.instagram.com/raisinnnz/

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำสถานที่ที่คาดว่าคนไทยน่าจะพอรู้จักชื่อกันบ้างอยู่แล้ว และที่สำคัญกระแสในช่วงนี้มาแรงมาก ๆ! เรียกได้ว่า "หากได้มาญี่ปุ่นควรต้องมาสักครั้งในชีวิต" อ๊ะๆ เดี๋ยวจะหาว่ายัยบล็อกเกอร์คนนี้ขี้โม้ เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่า
สถานที่ที่เราจะแนะนำแห่งนี้คือที่ไหน และทำไมเราถึงรับประกันว่า ถ้าคุณมาที่นี่แล้วคุณจะไม่รู้สึกเสียดายเงิน

คามิโคจิ (Kamikochi) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น (Japan Alps) ภายในจังหวัดนากาโนะ (Nagano) ด้วยทัศนียภาพที่สวยงามและเต็มไปด้วยธรรมชาติ ทำให้คามิโคจิได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีทิวทัศน์ภูเขาที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้…จากประสบการณ์ที่เราได้ไปเห็นของจริง ไม่มีผิดหวังเลย

Kamikochi จะเปิดให้บริการเป็นช่วงๆเท่านั้น โดยในปีนี้จะเปิดให้บริการ ตั้งแต่ 17 เมษายนไปถึง 13 กรกฎาคม 2018 และ 20 สิงหาคมไปถึง 15 พฤศจิกายน 2018

ใครที่มาช่วงเมษายนจะได้เห็นวิวที่เต็มไปด้วยหิมะและธารน้ำแข็ง หากมาช่วงกรกฎาคมจะได้เห็นวิวธรรมชาติที่เต็มไปด้วยสีเขียวชอุ่มและดอกไม้ และหากมาช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายนจะได้เห็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ซึ่งช่วงที่เราขอแนะนำที่สุดคือช่วงปลายตุลาคมถึงพฤศจิกายนค่ะ

ปกติแล้วถ้ามาจาก Tokyo ถึง Kamikochi ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 1 หมื่นเยนอัพ หรือใครอยากประหยัดก็ต้องแหกขี้ตาตื่นมานั่งรถบัสตั้งแต่รอบเช้ามืดและมีรถเที่ยวกลับตอนเย็นๆ (ใครที่มา One Day Trip แบบนี้ค่อนข้างเหนื่อยแน่นอนค่ะ) 

วันนี้เราจะมาแนะนำแพ็กเกจพิเศษที่เราหามาได้โดยบังเอิญคือ แพ็คเกจ Kamikochi Yu Yu Tickets รวมค่ารถบัสไป-กลับจาก Tokyo ถึง Kamikochi เพียงราคา 8,200 เยนเท่านั้น!!

กรี๊ดดดด ตอนที่เห็นแว็บแรกนึกว่ามองผิด ทำไมมันถูกแบบนี้! พออ่านรายละเอียดจริงๆแล้วค่าเดินทาง 8,200 เยนคือรวมรอบไป-กลับ

1. ตั๋วรถบัสจาก Shinjuku ไปสถานี Matsumoto 

2. ตั๋วรถไฟจากสถานี Matsumoto ไปสถานี Shinshimashima 

3. ตั๋วรถบัสจาก สถานี Shinshimashima ไปยัง Kamikochi 

แถมเรายังเลือกรอบรถบัสและเลือกวันเดินทางกลับได้ตามสะดวกอีกด้วย!! ถูกและเลิศขนาดนี้ไม่จองก็บ้าแล้ววว (สามารถจองหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://highway-buses.jp/ticket/kamikochi.php)

เมื่อเราจองและจ่ายเงิน (จ่ายผ่านบัตรเท่านั้น) จากหน้าเว็บแล้วอันดับต่อไป ห้ามลืมเด็ดขาด! คือเราต้องไปขอแลกตั๋วที่ Central Honshu Information Plaza (Keio Shinjuku) ค่ะ ตอนได้ยินชื่อครั้งแรก ไม่คุ้นเลยมันอยู่ตรงไหนของ Shinjuku ฟะเนี่ย 5555 เลยเดินวนๆหลงๆอยู่พักนึง สรุปคืออยู่ชั้นใต้ดินข้างห้าง Keio Shinjuku ที่อยู่ติดกับห้าง Lumine ค่ะ ให้ลงชั้นใต้ดินมาจะเจอทางทะลุไปสถานีรถไฟ ศูนย์ให้บริการจะอยู่ในนั้น (ใครที่กลัวหลงถ้าลงใต้ดินมาแล้วให้มองป้ายนะคะจะมีเขียนกำกับอยู่) หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.keioinfoplaza.jp/en_infoarea  

เมื่อไปถึงหน้าเคาน์เตอร์ก็เอาข้อมูลจองที่ได้จากทางเมลให้เจ้าหน้าที่ดูค่ะ เจ้าหน้าที่ก็จะยื่นตั๋วให้มีทั้งหมด 4 ใบ ซึ่ง 3 ใบก็คือตั๋วตามที่กล่าวมาข้างต้น และใบสุดท้ายอีก 1 ใบคือใบเสร็จ ระหว่างดำเนินการเจ้าหน้าที่ก็แอบมีชวนคุยว่าไปรู้จักตั๋วนี้มาจากไหน ไม่ค่อยมีคนทราบเท่าไหร่ บลาๆๆ เมื่อได้ตั๋วเสร็จแล้วเราก็พร้อมออกเดินทางกันเลยค่ะ!  

มาถึงวันเดินทางเราก็แหกขี้ตาตื่นมารอบ 7 โมง เพื่อรอขึ้นรถไปยัง Matsumoto ทุกอย่างก็เป็นไปตามเวลาที่คาดไว้ค่ะ เราถึง Matsumoto ประมาณ 10:30 น. พอถึงจุดหมายปลายทางแล้วเราก็ฉีกเอาใบแรกที่เขียนว่าจาก Shinjuku ไป Matsumoto ให้คนขับรถ (ตั๋วใบอื่นห้ามทำหายเด็ดขาดนะคะ!!) 

จากนั้นรีบไปขึ้นรถไฟต่อรอบ 10:45 นั่งต่ออีก 30 นาทีไปสุดสาย ซึ่งเวลาถือว่ากำลังพอดีมาก เพราะถ้าพลาดรถไฟรอบ 10:45 ต้องรอรอบต่อไปอีกเกือบชั่วโมงเลย เมื่อมาถึง Shinshimashima ก็จะเจอทางขึ้นรถบัสอยู่ด้านหน้าสถานีเลยค่ะ มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกอยู่ จากรถบัสก็ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง ขอบอกว่าช่วงเวลา 1 ชั่วโมงนั้นคุณอาจจะไม่ได้นอนเลยเพราะวิวที่เห็นผ่านกระจกรถบัสนั้นมันสวยอลังการมากๆ  

เมื่อถึงจุดหมายแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องไปเอาตั๋วคิวสำหรับขากลับด้วยนะคะ เพราะขากลับคนค่อนข้างเยอะ
เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องเรียกเป็นรอบๆ รอบละ 1-10 คน (ไปเอาตั๋วคิวเบอร์แรกๆก่อนได้ขึ้นรถไปเลือกที่นั่งก่อนนะ) 

ขั้นตอนคือเดินไปบอกเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ที่จำหน่ายตั๋วว่าจุดหมายปลายทางเราจะไปไหน รอบเวลากี่โมง เจ้าหน้าที่จะให้ตั๋วคิวมาก็ให้เก็บให้ดีค่ะ

เอาล่ะ เมื่อมาถึงแล้วก็ถึงเวลาหาอะไรรองท้องเพราะตอนนั้นก็ประมาณเที่ยงครึ่งพอดี โดยจุดแรกที่เราจะเจอก็คือ สะพานคัปปะบาชิ (Kappa Bridge) หรือเรียกอีกชื่อนึงคือมุมมหาชน 

สะพานคัปปะบาชิเป็นสะพานแขวนที่อยู่เหนือแม่น้ำอาซุสะ (Azusa River) ใจกลางของ Kamikochi ห่างออกจากสถานีรถบัสไปไม่ไกลนัก รอบๆสะพานเป็นที่ตั้งของโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก 

สำหรับร้านอาหารก็จะมีอยู่หลายจุดบริเวณด้านหน้าก่อนถึงทางขึ้นรถบัสค่ะ ร้านที่เราเลือกเป็นร้านของโรงแรมซึ่งมีบริเวณ Terrace ด้วยชอบมากๆนั่งทานอาหารไปชมวิวงามๆไป แต่นั่งได้ประมาณ 10 นาทีก็ต้องแว็บเข้าไปด้านในเพราะฝนตก (= =;) 

เมนูด้านซ้ายมือที่เราทานอยู่นั้นเป็นอุด้งเส้นเย็นค่ะ โดยมีซุปอุ่นๆใส่เนื้อเป็ดประมาณ 2-3 ชิ้น ทานตอนอุ่นๆท่ามกลาง
อากาศเย็นๆนี่เหมาะมาก รสชาติก็อร่อยใช้ได้เลย ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500 เยน

ด้วยความที่ตอนมาถึง Matsumoto รีบมากเราเลยยัดกระเป๋าสะพายที่ข้างในใส่ทั้งเสื้อกันหนาว ทั้งผ้าพันคอ ถุงมือไว้ในล็อกเกอร์สถานี เพิ่งมารู้ตัวอีกทีตอนขึ้นรถไฟแล้วจะเลี้ยวกลับไปเอาก็ไม่ทัน สรุปคือนี่ตรูแบกมาหนักๆทำไม (T^T) สภาพอากาศในวันนั้นก็เย็นๆค่ะอยู่ที่ประมาณ 9 องศา ไม่ได้หนาวมากอย่างที่คิด สำหรับเราใส่ฮีทเทคและเสื้อไหมพรมหนาวๆก็พอเอาอยู่ (แต่ไม่ควรเลียนแบบนะคะเดี๋ยวเป็นหวัดเอา)  

เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ได้เวลาเดินเข้าไปข้างในกันค่ะ ซึ่งทางเดินของ Kamikochi นั้นส่วนใหญ่เป็นทางราบจึงไม่ค่อยใช้เรี่ยวแรงเท่าไหร่นัก เพียงแต่แอบไกลเบาๆ เดินเข้าไปถึงจุดด้านในที่เป็นสะพานก็ประมาณ 3-4 กิโลได้ค่ะ จับเวลาเราใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที ใครที่กลับด้วยรถบัสให้กะเวลาเดินทางกลับมายังรถบัสดีๆนะคะ อย่ากะเวลาผิดเหมือนเราเลยตกรถต้องขึ้นรอบถัดไปแทนค่ะ 

ตีว่าเดินไปกลับ 1 ชั่วโมงบวกกับเวลาหยุดถ่ายรูปจุดต่างๆอีกประมาณ 10-15 นาที นึกว่าตัวเองเดินเร็วพอประมาณ ขากลับนี่รีบใส่เกียร์หมาเลยแต่ก็ยังไม่ทัน ต้องไปเอาตั๋วคิวใหม่ (T^T)

ระหว่างทางเจอวิวสวยๆตลอดทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ มีเจอฝูงลิงเต็มเลย แต่ละตัวนี่อ้วนปุ้กแถมไม่กลัวคนเลยซักนิด ใครที่มีขยะนี่เก็บใส่กระเป๋าเลยนะคะเพราะหาถังขยะยากมาก ห้ามทิ้งข้างทางเด็ดขาด

ระหว่างทางเดินเข้าไปก็มีใบไม้หลากสีทั้งสีเหลืองเขียวส้มมาให้ได้ชมกันแบบนี้
เดินเหนื่อยเป็นหมาหอบหลายกิโล ในที่สุดเราก็มาถึงจุดหมายสะพานด้านในค่ะ วิวตรงนี้คือดีมาก
ใครที่คิดจะมาตั้งแคมป์ปีนเขาที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง คุณจะได้เห็นวิวสวยๆแบบนี้

​เป็นอย่างไรบ้างคะกับสถานที่ที่เรามาแนะนำในวันนี้ โชคดีช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีกำลังพีคเลยค่ะ ตอนแรกกะเวลามาเดินชมแค่ 2-3 ชั่วโมง แต่สุดท้ายก็ไม่พอจริงๆเพราะเดินเข้าไปด้านในได้ไม่เท่าไหร่ก็หมดเวลาแล้ว เสียดายมากๆ ดังนั้นใครที่จะมาและอยากชมสถานที่ด้านในให้ทั่วๆควรเผื่อเวลาไว้เยอะๆนะคะ ขอบอกเลยว่าของจริงสวยกว่าที่ตาเห็นมากกกก ก.ไก่ล้านตัว ถ้าใครได้มีโอกาสมาเที่ยวญี่ปุ่น อย่าลืมแวะมาที่แห่งนี้กันละ!

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาเพิ่มเติมจาก...

  • http://www.kamikochi.org/plan/access
  • https://www.japan-guide.com/blog/koyo17/171005_kamikochi.html

หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่า ๆ ที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา หรือใครอยากดูรูปถ่ายเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูได้ใน Instagram ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า ~

PAGE :https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

Instagram : https://www.instagram.com/raisinnnz/