t เที่ยว&ชอปปิ้งในญี่ปุ่น

Fresh news from Japan!

We are excited to deliver you the the freshest news from Japan!

นิกโก้หน้าหนาว...มารอบเดียวไม่เคยพอ

By , วันจันทร์, 19 มีนาคม 2561

สวัสดีค่ะ คาดว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงรู้จักเมืองมรดกโลกอย่าง "นิกโก้" กันมาบ้าง เราเคยเขียนถึงบรรยากาศนิกโก้ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเมื่อนานมาแล้ว (สามารถอ่านย้อนหลังและวิธีการไปนิกโก้จากโตเกียวได้ที่ http://www.ilovejapan.co.th/travel/entry/nikkointheautumn) แต่ในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปเปลี่ยนบรรยากาศกับนิกโก้ช่วงฤดูหนาวกันค่ะ รับรอง! ว่าสวยไม่แพ้ช่วงฤดูใบไม้ร่วงกันเลยทีเดียว สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะแนะนำในวันนี้จะแตกต่างไปจากบล็อกที่แล้ว เพราะครั้งนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปชมกับความอลังการของ ธารน้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall) 

​สำหรับน้ำตกเคงอนจะอยู่ไกลจากบริเวณ World Heritage ไปอีก ดังนั้นหากใครที่ซื้อตั๋วเฉพาะโซน World Heritage แล้วต้องการไปต่อบริเวณธารน้ำตกต้องเสียเงินเพิ่มประมาณ 910 เยน/เที่ยว ลดลงมานิดหน่อยจากราคาเต็มประมาณพันกว่าเยน (โดยก่อนลงรถต้องโชว์ตั๋วให้คนขับรถบัสดูด้วยนะคะ คนขับจะได้ปรับราคาลงให้) 

ดังนั้น หากใครต้องการไปทั้งโซนน้ำตกและโซน World Heritage ขอแนะนำให้ซื้อ All Nikko Pass จะคุ้มกว่า

เมื่อมาถึงสถานีนิกโก้แล้ว ใครที่ต้องการไปชมน้ำตกให้ไปรอรถบัสที่ป้ายแรกสุดได้เลยค่ะ รถที่สามารถนั่งไปเที่ยวโซน น้ำตก Kegon + ทะลเสาบ Chusenji ก็คือสาย 2A กับ 2B ไปได้ทั้งสองสายเลย (สำหรับ 2C จะเป็นโซน World Heritage) จากนั้นก็นั่งรถบัสขึ้นเขาต่อไปประมาณเกือบๆ 1 ชั่วโมง โดยให้เรา ลงป้ายหมายเลข 24 ซึ่งเป็นป้ายน้ำตกนั่นเอง

สำหรับใครที่ต้องการแวะขึ้นกระเช้าไปชมวิว ให้ลงที่ ป้ายหมายเลข 23 Akechidaira Ropeway ก่อนนะคะ เพราะเส้นทางเดินรถบัสนั้นเป็นเส้นทางเดียว คือขากลับรถจะไม่วนกลับมาที่เดิม ถ้าเลยป้ายแล้วคือย้อนกลับมาไม่ได้

​เมื่อมาถึงแล้วจากป้ายรถเมล์ให้เดินออกมาทางถนน แล้วเลี้ยวไปทางขวามือ ไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีป้ายบอกทางตลอด โดยใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 5-10 นาทีก็จะถึงจุดชมน้ำตก Kegon จุดนี้จะเป็นจุดชมฟรี โดยเราจะได้เห็นน้ำตกในมุมสูง ขอบอกว่าของจริงสวยอลังการกว่าในรูปมากกก! โดยส่วนตัวแล้วสำหรับการมาเที่ยวน้ำตกเคงอน อยากให้ลองมาช่วงฤดูหนาวเราว่าสวยที่สุด เพราะถ้ามาในฤดูนี้เราจะไม่ได้เห็นแค่น้ำตกธรรมดาๆ แต่เรายังจะได้เห็นน้ำตกซึ่งบางส่วนเป็นน้ำแข็ง เป็นภาพที่หาดูไม่ได้ในบ้านเรา

สำหรับใครที่อยากใกล้ชิดน้ำตกมากขึ้น สามารถลงไปชมด้านล่างได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องเสียเงินค่าเข้าคนละ 550 เยน/คน เมื่อลงลิฟต์มาแล้วก็เดินต่ออีกประมาณ 200 เมตร เราก็จะถึงจุดชมน้ำตก ซึ่งหากเรามาชมตรงจุดนี้เราจะได้ยินเสียงน้ำตกและรับรู้ได้ถึงระดับความแรงของน้ำอย่างชัดเจน

​ในจุดชมน้ำตก Kegon นั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกจุดนึงอยู่ไม่ไกลคือ ทะลเสาบ Chusenji แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้แวะไปชมทะเลสาบ เพราะมาแค่ 1-Day Trip เท่านั้น กลัวไม่ทันรอบบัสกับรถไฟขากลับ

เรานั่งรถบัสหมายเลข 26B จากบริเวณน้ำตกโดยผ่านโซน World Heritage ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ลงที่ป้ายหมายเลข 85 Taiyuin Futarasan Jinja Mae จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 5-10 นาทีก็จะถึง ศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine) และ วัดรินโนจิ (Rinnoji temple) โดย 2 ที่แห่งนี้จะอยู่ใกล้กันค่ะใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที

​ในส่วนของบล็อกที่แล้วที่เราเคยบอกไว้ว่าเราไม่ได้เข้าไปข้างในทั้งวัดรินโนจิและศาลเจ้าโทโชกุ แต่ในเมื่อเรากลับมาเที่ยวเป็นครั้งที่ 2 จึงไม่พลาด ก่อนอื่นเราแวะไปบริเวณ วัดรินโนจิ ก่อนค่ะ โดยเสีย ค่าเข้าชม 400 เยน/คน ช่วงนั้นอาจเป็นเพราะฤดูหนาวจึงแทบไม่มีคนเลย เงียบสงบสุดๆ

เนื่องจากเป็นฤดูหนาวทางเดินจึงลื่นค่อนข้างง่าย ควรใส่รองเท้าผ้าใบไม่ก็รองเท้าที่เกาะหิมะไปนะคะ

​เมื่อชมวัดเสร็จแล้วก็เดินต่อไปอีกไม่ไกล เพื่อไปซื้อตั๋วเข้าชมด้านใน ศาลเจ้าโทโชกุ 1,300 เยน/คน โชคดีในช่วงที่เราไป ส่วนที่กำลัง Renovate ได้ปรับปรุงเสร็จพอดี ถึงราคาค่าเข้าจะค่อนข้างแพงแต่ข้างในก็มีอะไรให้เดินเยอะเหมือนกันค่ะ

บริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้า

​หลังจากที่ชมวัดและศาลเจ้าเสร็จแล้ว จุดสุดท้ายที่เมื่อมานิกโก้แล้วขาดไม่ได้เลยคือจุดแลนด์มาร์ก สะพานแดงชินเคียว (Shinkyo Bridge) สะพานแดงที่กล่าวมานั้นอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าโทโชกุค่ะ เพียงแค่ออกจากศาลเจ้า เลี้ยวซ้ายและเดินอ้อมไปตามทางเรื่อยๆประมาณ 5 นาทีก็จะเจอเลย

วิวฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ร่วงนี่มันต่างกันมาก สวยกันคนละแบบไม่แพ้กันเลยทีเดียว

​ถ้าใครที่คิดว่าไม่สะดวกเดินทางเอง หรือต้องการเที่ยวแบบครอบครัว อยากจะลองใช้บริการทัวร์ส่วนตัว ไอเลิฟเจแปนทัวร์ก็มีจัดกรุ๊ปไปที่นี่เช่นกันค่ะ! ใครที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.ilovejapantours.com/th/ สุดท้ายนี้หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า~

PAGE : https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

ภาพที่ลงเครดิตถ่ายโดย Rumraisin G ห้ามนำไปใช้ต่อก่อนได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด!

สวัสดีค่ะ คาดว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงรู้จักเมืองมรดกโลกอย่าง "นิกโก้" กันมาบ้าง เราเคยเขียนถึงบรรยากาศนิกโก้ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีเมื่อนานมาแล้ว (สามารถอ่านย้อนหลังและวิธีการไปนิกโก้จากโตเกียวได้ที่ http://www.ilovejapan.co.th/travel/entry/nikkointheautumn) แต่ในวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปเปลี่ยนบรรยากาศกับนิกโก้ช่วงฤดูหนาวกันค่ะ รับรอง! ว่าสวยไม่แพ้ช่วงฤดูใบไม้ร่วงกันเลยทีเดียว สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะแนะนำในวันนี้จะแตกต่างไปจากบล็อกที่แล้ว เพราะครั้งนี้เราจะพาคุณผู้อ่านไปชมกับความอลังการของ ธารน้ำตกเคงอน (Kegon Waterfall) 

​สำหรับน้ำตกเคงอนจะอยู่ไกลจากบริเวณ World Heritage ไปอีก ดังนั้นหากใครที่ซื้อตั๋วเฉพาะโซน World Heritage แล้วต้องการไปต่อบริเวณธารน้ำตกต้องเสียเงินเพิ่มประมาณ 910 เยน/เที่ยว ลดลงมานิดหน่อยจากราคาเต็มประมาณพันกว่าเยน (โดยก่อนลงรถต้องโชว์ตั๋วให้คนขับรถบัสดูด้วยนะคะ คนขับจะได้ปรับราคาลงให้) 

ดังนั้น หากใครต้องการไปทั้งโซนน้ำตกและโซน World Heritage ขอแนะนำให้ซื้อ All Nikko Pass จะคุ้มกว่า

เมื่อมาถึงสถานีนิกโก้แล้ว ใครที่ต้องการไปชมน้ำตกให้ไปรอรถบัสที่ป้ายแรกสุดได้เลยค่ะ รถที่สามารถนั่งไปเที่ยวโซน น้ำตก Kegon + ทะลเสาบ Chusenji ก็คือสาย 2A กับ 2B ไปได้ทั้งสองสายเลย (สำหรับ 2C จะเป็นโซน World Heritage) จากนั้นก็นั่งรถบัสขึ้นเขาต่อไปประมาณเกือบๆ 1 ชั่วโมง โดยให้เรา ลงป้ายหมายเลข 24 ซึ่งเป็นป้ายน้ำตกนั่นเอง

สำหรับใครที่ต้องการแวะขึ้นกระเช้าไปชมวิว ให้ลงที่ ป้ายหมายเลข 23 Akechidaira Ropeway ก่อนนะคะ เพราะเส้นทางเดินรถบัสนั้นเป็นเส้นทางเดียว คือขากลับรถจะไม่วนกลับมาที่เดิม ถ้าเลยป้ายแล้วคือย้อนกลับมาไม่ได้

​เมื่อมาถึงแล้วจากป้ายรถเมล์ให้เดินออกมาทางถนน แล้วเลี้ยวไปทางขวามือ ไม่ต้องกลัวหลงเพราะมีป้ายบอกทางตลอด โดยใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 5-10 นาทีก็จะถึงจุดชมน้ำตก Kegon จุดนี้จะเป็นจุดชมฟรี โดยเราจะได้เห็นน้ำตกในมุมสูง ขอบอกว่าของจริงสวยอลังการกว่าในรูปมากกก! โดยส่วนตัวแล้วสำหรับการมาเที่ยวน้ำตกเคงอน อยากให้ลองมาช่วงฤดูหนาวเราว่าสวยที่สุด เพราะถ้ามาในฤดูนี้เราจะไม่ได้เห็นแค่น้ำตกธรรมดาๆ แต่เรายังจะได้เห็นน้ำตกซึ่งบางส่วนเป็นน้ำแข็ง เป็นภาพที่หาดูไม่ได้ในบ้านเรา

สำหรับใครที่อยากใกล้ชิดน้ำตกมากขึ้น สามารถลงไปชมด้านล่างได้เช่นเดียวกัน แต่ต้องเสียเงินค่าเข้าคนละ 550 เยน/คน เมื่อลงลิฟต์มาแล้วก็เดินต่ออีกประมาณ 200 เมตร เราก็จะถึงจุดชมน้ำตก ซึ่งหากเรามาชมตรงจุดนี้เราจะได้ยินเสียงน้ำตกและรับรู้ได้ถึงระดับความแรงของน้ำอย่างชัดเจน

​ในจุดชมน้ำตก Kegon นั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกจุดนึงอยู่ไม่ไกลคือ ทะลเสาบ Chusenji แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้แวะไปชมทะเลสาบ เพราะมาแค่ 1-Day Trip เท่านั้น กลัวไม่ทันรอบบัสกับรถไฟขากลับ

เรานั่งรถบัสหมายเลข 26B จากบริเวณน้ำตกโดยผ่านโซน World Heritage ใช้เวลาประมาณ 45 นาที ก็ลงที่ป้ายหมายเลข 85 Taiyuin Futarasan Jinja Mae จากนั้นเดินเท้าต่อไปอีกประมาณ 5-10 นาทีก็จะถึง ศาลเจ้าโทโชกุ (Toshogu Shrine) และ วัดรินโนจิ (Rinnoji temple) โดย 2 ที่แห่งนี้จะอยู่ใกล้กันค่ะใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาที

​ในส่วนของบล็อกที่แล้วที่เราเคยบอกไว้ว่าเราไม่ได้เข้าไปข้างในทั้งวัดรินโนจิและศาลเจ้าโทโชกุ แต่ในเมื่อเรากลับมาเที่ยวเป็นครั้งที่ 2 จึงไม่พลาด ก่อนอื่นเราแวะไปบริเวณ วัดรินโนจิ ก่อนค่ะ โดยเสีย ค่าเข้าชม 400 เยน/คน ช่วงนั้นอาจเป็นเพราะฤดูหนาวจึงแทบไม่มีคนเลย เงียบสงบสุดๆ

เนื่องจากเป็นฤดูหนาวทางเดินจึงลื่นค่อนข้างง่าย ควรใส่รองเท้าผ้าใบไม่ก็รองเท้าที่เกาะหิมะไปนะคะ

​เมื่อชมวัดเสร็จแล้วก็เดินต่อไปอีกไม่ไกล เพื่อไปซื้อตั๋วเข้าชมด้านใน ศาลเจ้าโทโชกุ 1,300 เยน/คน โชคดีในช่วงที่เราไป ส่วนที่กำลัง Renovate ได้ปรับปรุงเสร็จพอดี ถึงราคาค่าเข้าจะค่อนข้างแพงแต่ข้างในก็มีอะไรให้เดินเยอะเหมือนกันค่ะ

บริเวณหน้าประตูทางเข้าศาลเจ้า

​หลังจากที่ชมวัดและศาลเจ้าเสร็จแล้ว จุดสุดท้ายที่เมื่อมานิกโก้แล้วขาดไม่ได้เลยคือจุดแลนด์มาร์ก สะพานแดงชินเคียว (Shinkyo Bridge) สะพานแดงที่กล่าวมานั้นอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าโทโชกุค่ะ เพียงแค่ออกจากศาลเจ้า เลี้ยวซ้ายและเดินอ้อมไปตามทางเรื่อยๆประมาณ 5 นาทีก็จะเจอเลย

วิวฤดูหนาวกับฤดูใบไม้ร่วงนี่มันต่างกันมาก สวยกันคนละแบบไม่แพ้กันเลยทีเดียว

​ถ้าใครที่คิดว่าไม่สะดวกเดินทางเอง หรือต้องการเที่ยวแบบครอบครัว อยากจะลองใช้บริการทัวร์ส่วนตัว ไอเลิฟเจแปนทัวร์ก็มีจัดกรุ๊ปไปที่นี่เช่นกันค่ะ! ใครที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.ilovejapantours.com/th/ สุดท้ายนี้หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า~

PAGE : https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

ภาพที่ลงเครดิตถ่ายโดย Rumraisin G ห้ามนำไปใช้ต่อก่อนได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด!

บทความล่าสุด