t เที่ยวและชอปปิงในญี่ปุ่น

Team Lab แลนด์มาร์กใหม่ในโตเกียวที่สายถ่ายรูปต้องกรี๊ด!

By , วันอังคาร, 06 พฤศจิกายน 2561

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว คาดว่าคงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกมากอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังฮอตสุด ๆ ทั้งในหมู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่น แถมที่นี่ยังเป็นสถานที่สามารถมาเที่ยวได้ทั้งกับเพื่อน ครอบครัว นอกจากนี้เป็นสถานที่เดทติดอันดับท็อป 5 ในโตเกียวปีนี้อีกด้วย!

ใครที่เป็นสายอาร์ตชอบถ่ายรูปขอบอกเลยว่าบล็อกนี้ห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ เพราะสถานที่ที่เรากำลังจะแนะนำวันนี้ก็คือ "Digital Art Museum TeamLab" พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่คาดว่าใครหลายคนได้ยินชื่อต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน

TeamLab คือกลุ่มคนรักศิลปะที่รวมตัวผู้คนหลายสาขาอาชีพ ทั้งวิศวกร โปรแกรมเมอร์ สถาปนิก กราฟิกดีไซเนอร์ ศิลปิน และอีกมากมาย ซึ่งพวกเขามารวมตัวกัน สร้างงานศิลปะที่ทั้งงดงาม มีเรื่องราว เชื่อมโยงธรรมชาติ เรียกได้ว่าใครเห็นแล้วต้องทึ่งอึ้งตะลึงจนต้องร้องว้าว!

…พูดถึงศิลปะ หลาย ๆ คนอาจคิดในใจว่าต้องน่าเบื่ออย่างแน่นอน แต่ขอบอกเลยค่ะว่าถ้าคุณได้ลองมาที่นี่ รับรองว่าคุณจะต้องเปลี่ยนความคิด เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนได้หลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งชั่วขณะ สำหรับ TeamLab Tokyo นั้นจะมีจัดอยู่ด้วยกัน 2 ที่ โดยมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกัน

1. MORI Building DIGITAL ART MUSEUM: EPSON teamLab Borderless อยู่ที่สถานี Odaiba

2. TeamLab Planets Tokyo อยู่ที่สถานี Toyosu (ไกลกว่าสถานี Odaiba ไม่กี่ป้าย)

เอาล่ะ โม้มาเยอะแล้ว เรามาดูภาพและบรรยากาศของจริงกันดีกว่าค่ะ นั่นก็คือ TeamLab Planets Tokyo เดินจากสถานี Toyosu ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น

​รอบที่เราจองไว้คือรอบ 14:30-15:00 น. (จะอยู่ข้างในนานแค่ไหนก็ได้แต่ต้องมาเข้าเกทภายในเวลารอบที่จอง) เรามาถึงก่อนเวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ ซึ่งปรากฏว่ารอบก่อนหน้าคือ 14:00-14:30 น. ยังได้เข้ากันไม่หมดเลย ก็ยืนรอต่อแถวกันประมาณครึ่งชั่วโมง เราได้เข้าจริง ๆ ก็เกือบบ่าย 3 โมงเย็นค่ะ ระหว่างนั้นสตาฟก็จะแจกที่ห้อยคอพลาสติกไว้ใส่มือถือ เมื่อมาถึงทางเข้าด้านใน อันดับแรกก็จะมีกฎระเบียบทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษให้ฟัง อาทิเช่น ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง

​สำหรับที่ Borderless ทุกคนจะต้องถอดรอดเท้าและถุงเท้า เพราะที่นี่มี "น้ำ" กล่าวคือจะมีห้องที่เราต้องเดินลุยน้ำ โดยน้ำจะสูงมาประมาณครึ่งหน้าแข้ง และเนื่องจากบางห้องเป็นห้องกระจก ไม่ควรใส่กระโปรงสั้นมา แต่ถ้าใครใส่กระโปรงสั้นมาสามารถขอยืมกางเกงได้จากสตาฟค่ะ 

เมื่อเตรียมตัวเก็บของในล็อกเกอร์เสร็จแล้ว เราก็เดินเข้าไปด้านในกันเลยค่ะ โดยอันดับแรกเราจะเจอกับทางเดินด้านในซึ่งมี
น้ำไหลปล่อยออกมา โดยเราคาดว่าน่าจะเป็นน้ำสำหรับทำความสะอาดเท้าก่อนตะลุยไปยังแต่ละห้อง เพราะเราได้กลิ่นคลอรีนนิดหน่อย จุดไหนที่มีน้ำเมื่อเดินจนสุดทางแล้วจะมีสตาฟคอยแจกผ้าเช็ดเท้าให้แต่ละจุดค่ะ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง

เราจะใส่รูปเพียงบางส่วนและบางห้องเท่านั้นค่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นสปอยล์จนหมดสนุกไป 

เรามาดูห้องแรกก่อนดีกว่า ขอเรียกว่าเป็นห้องที่ต้อง "ฝึกการทรงตัว" ในการเดินซักเล็กน้อย ห้องนี้ถือเป็นน้ำจิ้มจึงไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ห้องนี้ยังมีเบาะนุ่ม ๆ ยวบ ๆ
ซึ่งใครที่อยากพักก็สามารถล้มตัวนอนตรงด้านข้างได้
(ตรงกลางไม่ได้นะเดี๋ยวโดนคนที่เดินตามมาเหยียบ) 

มาต่อที่ห้องถัดไปเป็น "ห้องกระจก" 

ต้องบอกว่าสวยมากกกก ก.ไก่ล้านตัว โดยมีลูกเล่นคือจะทำเป็น illumination สีเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และพื้นด้านล่างก็เป็นกระจกใสแจ๋ว อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าไม่ควรใส่กระโปรงสั้นมาค่ะ ไม่งั้นหวอออก โดยส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบห้องนี้ที่สุดค่ะ เพราะถ่ายรูปสวยดี

ไปดูที่ห้องถัดไปคือ "ห้องที่ต้องลุยน้ำ" 

โดยที่เราต้องลุยน้ำสูงขึ้นมาประมาณครึ่งหน้าแข้ง โดยจะเป็นห้องมืด ๆ เล่นกับแสงไฟโฮโลแกรมรูปต่าง ๆ อาทิเช่น ดอกไม้ ปลาคาร์ป (อ้างอิงจากรูปภาพด้านบนสุด) โดยส่วนตัวแล้วว่าห้องนี้ถ่ายรูปค่อนข้างยาก เพราะแสงไฟเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา แต่ถ้าใครใส่เสื้อสีขาวมาจะได้รูปที่คูลสุด ๆ 

ไปถึงห้องถัดไปที่คาดว่าเด็ก ๆ น่าจะชอบกันค่ะเพราะเป็น "ห้องบอลลูนยักษ์" เราจะเจอกับบอลลูนยักษ์สีขาวเป็นสิบลูกอยู่เต็มห้อง โดยห้องนี้จะเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ Colorful สุด ๆ โดยส่วนตัวห้องนี้แอบถ่ายรูปยากเล็กน้อย เพราะบอลลูนชอบกลิ้งไหลไปนู่นนี่บังคับทิศทางยาก แถมบอลลูนดูดผมหัวฟูอีก 555 ใครที่ใส่เสื้อสีสดมาจะได้รูปค่อนข้างสวยค่ะ  

และมาถึงห้องสุดท้ายซึ่งเป็นห้องไฮไลต์ ขอเรียกว่าเป็น "ห้องจินตนาการ" ก็แล้วกันค่ะ 

เราจะพบกับความงดงามของธรรมชาติและแสงสี รวมไปถึงเสียงเพลงกล่อม (จนเกือบหลับ) และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ โดยเราสามารถนั่งหรือนอนชมได้ 360 องศาคล้าย กับท้องฟ้าจำลอง (จากรูปจะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นหลายคนนอนดูกันเลย) 

สตาฟจะเป็นคนจัดหาที่ให้เราค่ะ ห้องนี้ถือเป็นห้องที่เพลินมาก ๆ ใครที่พาเด็ก ๆ มาควรดูบุตรหลานให้ดีหรือใช้สายจูงเพราะทั้งห้องและทางเดินค่อนข้างมืดค่ะ

สำหรับที่ TeamLab Planet ก็หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เราใช้เวลาเดินชมข้างในอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ค่ะ ถ้าใครหิวตรงด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จะมีร้านอาหารขายอยู่ รสชาติอร่อยดีค่ะ (แต่สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะคนที่มีตั๋วเข้า TeamLab เท่านั้นเพราะเค้าจะขอดูตั๋วตอนเดินเข้าไป) 

และก็อีกเรื่องนึงคือข้างในไม่มีน้ำขายหรือตู้กดน้ำนะคะ ดังนั้นควรพกติดตัวไปด้วยสำหรับใครที่หิว

มาถึงจุดสำคัญ EPSON teamLab Borderless กับ TeamLab Planets Tokyo ต่างกันตรงไหน?

1. EPSON teamLab Borderless เหมาะกับการพาเด็กและครอบครัวไปเที่ยว TeamLab Planets Tokyo เหมาะกับสถานที่เดท

2. EPSON teamLab Borderless ตั๋วจะเต็มไวกว่า TeamLab Planets Tokyo เพราะคนแห่ไปฝั่ง Odaiba เยอะกว่า เนื่องจาก EPSON teamLab Borderless ใหญ่กว่า ลูกเล่นค่อนข้างเยอะกว่า TeamLab Planets Tokyo เล็กน้อย

3. TeamLab Planets Tokyo มีห้องและทางที่ต้องตะลุยน้ำทุกคนต้องถอดรองเท้าเข้าแต่ EPSON teamLab Borderless สามารถใส่รองเท้าเข้าไปได้

* ข้อมูลอ้างอิงจากข้อมูลรีวิวของคนญี่ปุ่นที่เคยไปมาแล้วทั้ง 2 ที่ เพราะตอนแรกเราก็ลังเลเหมือนกันจะไปไหนดี งั้นเราไปดูวิดีโอของ 2 ที่ประกอบการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ 

ใครที่สนใจสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ล่วงหน้าเป็นตั๋ว QR Code ค่ะ พอถึงวันที่เราจองแค่นำ QR Code ในมือถือมาสแกนผ่านทางเข้าได้เลย (หากซื้อทีเดียวหลายใบ อาทิเช่นสำหรับ 2 คนให้สแกนที่ประตูเพียงครั้งเดียวและเดินผ่านประตูกั้นเข้าไปด้วยกันได้เลย) แนะนำว่าต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าซัก 1-2 อาทิตย์เพราะเต็มไวมากกกก

ค่าบัตรอยู่ที่ 3,200 เยนและสำหรับเด็ก (13-17 ปี) ราคา 2,400 เยน (ในเว็บด้านขวาบนเป็นโลโก้รูปโลก สำหรับเปลี่ยนภาษา)

  • ใครที่อยากไปของ EPSON teamLab Borderless : Odaiba ให้ซื้อในเว็บ https://ticket.teamlab.art/
  • ใครที่อยากมาของ TeamLab Planets Tokyo : Toyosu ตามที่เราแนะนำให้ซื้อในเว็บ https://planets.teamlab.art/tokyo/ 

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาเพิ่มเติมจาก...

  • ​https://teamlabplanets.dmm.com/

หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่า ๆ ที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา หรือใครอยากดูรูปถ่ายเพิ่มเติมที่เราไปตะลุยโทโฮคุ รวมไปถึงทริปต่าง ๆ สามารถเข้าไปดูได้ใน Instagram ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า ~

PAGE :https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

Instagram : https://www.instagram.com/raisinnnz/

ช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีแล้ว คาดว่าคงมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้ามาในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกมากอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่กำลังฮอตสุด ๆ ทั้งในหมู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ชาวญี่ปุ่น แถมที่นี่ยังเป็นสถานที่สามารถมาเที่ยวได้ทั้งกับเพื่อน ครอบครัว นอกจากนี้เป็นสถานที่เดทติดอันดับท็อป 5 ในโตเกียวปีนี้อีกด้วย!

ใครที่เป็นสายอาร์ตชอบถ่ายรูปขอบอกเลยว่าบล็อกนี้ห้ามพลาดเด็ดขาดค่ะ เพราะสถานที่ที่เรากำลังจะแนะนำวันนี้ก็คือ "Digital Art Museum TeamLab" พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่คาดว่าใครหลายคนได้ยินชื่อต้องร้องอ๋อกันอย่างแน่นอน

TeamLab คือกลุ่มคนรักศิลปะที่รวมตัวผู้คนหลายสาขาอาชีพ ทั้งวิศวกร โปรแกรมเมอร์ สถาปนิก กราฟิกดีไซเนอร์ ศิลปิน และอีกมากมาย ซึ่งพวกเขามารวมตัวกัน สร้างงานศิลปะที่ทั้งงดงาม มีเรื่องราว เชื่อมโยงธรรมชาติ เรียกได้ว่าใครเห็นแล้วต้องทึ่งอึ้งตะลึงจนต้องร้องว้าว!

…พูดถึงศิลปะ หลาย ๆ คนอาจคิดในใจว่าต้องน่าเบื่ออย่างแน่นอน แต่ขอบอกเลยค่ะว่าถ้าคุณได้ลองมาที่นี่ รับรองว่าคุณจะต้องเปลี่ยนความคิด เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนได้หลุดไปอยู่ในอีกโลกหนึ่งชั่วขณะ สำหรับ TeamLab Tokyo นั้นจะมีจัดอยู่ด้วยกัน 2 ที่ โดยมีคอนเซ็ปต์ที่แตกต่างกัน

1. MORI Building DIGITAL ART MUSEUM: EPSON teamLab Borderless อยู่ที่สถานี Odaiba

2. TeamLab Planets Tokyo อยู่ที่สถานี Toyosu (ไกลกว่าสถานี Odaiba ไม่กี่ป้าย)

เอาล่ะ โม้มาเยอะแล้ว เรามาดูภาพและบรรยากาศของจริงกันดีกว่าค่ะ นั่นก็คือ TeamLab Planets Tokyo เดินจากสถานี Toyosu ใช้เวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น

​รอบที่เราจองไว้คือรอบ 14:30-15:00 น. (จะอยู่ข้างในนานแค่ไหนก็ได้แต่ต้องมาเข้าเกทภายในเวลารอบที่จอง) เรามาถึงก่อนเวลาประมาณ 10 นาทีค่ะ ซึ่งปรากฏว่ารอบก่อนหน้าคือ 14:00-14:30 น. ยังได้เข้ากันไม่หมดเลย ก็ยืนรอต่อแถวกันประมาณครึ่งชั่วโมง เราได้เข้าจริง ๆ ก็เกือบบ่าย 3 โมงเย็นค่ะ ระหว่างนั้นสตาฟก็จะแจกที่ห้อยคอพลาสติกไว้ใส่มือถือ เมื่อมาถึงทางเข้าด้านใน อันดับแรกก็จะมีกฎระเบียบทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษให้ฟัง อาทิเช่น ห้ามใช้ขาตั้งกล้อง

​สำหรับที่ Borderless ทุกคนจะต้องถอดรอดเท้าและถุงเท้า เพราะที่นี่มี "น้ำ" กล่าวคือจะมีห้องที่เราต้องเดินลุยน้ำ โดยน้ำจะสูงมาประมาณครึ่งหน้าแข้ง และเนื่องจากบางห้องเป็นห้องกระจก ไม่ควรใส่กระโปรงสั้นมา แต่ถ้าใครใส่กระโปรงสั้นมาสามารถขอยืมกางเกงได้จากสตาฟค่ะ 

เมื่อเตรียมตัวเก็บของในล็อกเกอร์เสร็จแล้ว เราก็เดินเข้าไปด้านในกันเลยค่ะ โดยอันดับแรกเราจะเจอกับทางเดินด้านในซึ่งมี
น้ำไหลปล่อยออกมา โดยเราคาดว่าน่าจะเป็นน้ำสำหรับทำความสะอาดเท้าก่อนตะลุยไปยังแต่ละห้อง เพราะเราได้กลิ่นคลอรีนนิดหน่อย จุดไหนที่มีน้ำเมื่อเดินจนสุดทางแล้วจะมีสตาฟคอยแจกผ้าเช็ดเท้าให้แต่ละจุดค่ะ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วง

เราจะใส่รูปเพียงบางส่วนและบางห้องเท่านั้นค่ะ ไม่งั้นจะกลายเป็นสปอยล์จนหมดสนุกไป 

เรามาดูห้องแรกก่อนดีกว่า ขอเรียกว่าเป็นห้องที่ต้อง "ฝึกการทรงตัว" ในการเดินซักเล็กน้อย ห้องนี้ถือเป็นน้ำจิ้มจึงไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ แต่ห้องนี้ยังมีเบาะนุ่ม ๆ ยวบ ๆ
ซึ่งใครที่อยากพักก็สามารถล้มตัวนอนตรงด้านข้างได้
(ตรงกลางไม่ได้นะเดี๋ยวโดนคนที่เดินตามมาเหยียบ) 

มาต่อที่ห้องถัดไปเป็น "ห้องกระจก" 

ต้องบอกว่าสวยมากกกก ก.ไก่ล้านตัว โดยมีลูกเล่นคือจะทำเป็น illumination สีเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ และพื้นด้านล่างก็เป็นกระจกใสแจ๋ว อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าไม่ควรใส่กระโปรงสั้นมาค่ะ ไม่งั้นหวอออก โดยส่วนตัวแล้วเราค่อนข้างชอบห้องนี้ที่สุดค่ะ เพราะถ่ายรูปสวยดี

ไปดูที่ห้องถัดไปคือ "ห้องที่ต้องลุยน้ำ" 

โดยที่เราต้องลุยน้ำสูงขึ้นมาประมาณครึ่งหน้าแข้ง โดยจะเป็นห้องมืด ๆ เล่นกับแสงไฟโฮโลแกรมรูปต่าง ๆ อาทิเช่น ดอกไม้ ปลาคาร์ป (อ้างอิงจากรูปภาพด้านบนสุด) โดยส่วนตัวแล้วว่าห้องนี้ถ่ายรูปค่อนข้างยาก เพราะแสงไฟเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา แต่ถ้าใครใส่เสื้อสีขาวมาจะได้รูปที่คูลสุด ๆ 

ไปถึงห้องถัดไปที่คาดว่าเด็ก ๆ น่าจะชอบกันค่ะเพราะเป็น "ห้องบอลลูนยักษ์" เราจะเจอกับบอลลูนยักษ์สีขาวเป็นสิบลูกอยู่เต็มห้อง โดยห้องนี้จะเปลี่ยนเป็นสีต่าง ๆ Colorful สุด ๆ โดยส่วนตัวห้องนี้แอบถ่ายรูปยากเล็กน้อย เพราะบอลลูนชอบกลิ้งไหลไปนู่นนี่บังคับทิศทางยาก แถมบอลลูนดูดผมหัวฟูอีก 555 ใครที่ใส่เสื้อสีสดมาจะได้รูปค่อนข้างสวยค่ะ  

และมาถึงห้องสุดท้ายซึ่งเป็นห้องไฮไลต์ ขอเรียกว่าเป็น "ห้องจินตนาการ" ก็แล้วกันค่ะ 

เราจะพบกับความงดงามของธรรมชาติและแสงสี รวมไปถึงเสียงเพลงกล่อม (จนเกือบหลับ) และกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ โดยเราสามารถนั่งหรือนอนชมได้ 360 องศาคล้าย กับท้องฟ้าจำลอง (จากรูปจะเห็นได้ว่าคนญี่ปุ่นหลายคนนอนดูกันเลย) 

สตาฟจะเป็นคนจัดหาที่ให้เราค่ะ ห้องนี้ถือเป็นห้องที่เพลินมาก ๆ ใครที่พาเด็ก ๆ มาควรดูบุตรหลานให้ดีหรือใช้สายจูงเพราะทั้งห้องและทางเดินค่อนข้างมืดค่ะ

สำหรับที่ TeamLab Planet ก็หมดเพียงเท่านี้ค่ะ เราใช้เวลาเดินชมข้างในอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ค่ะ ถ้าใครหิวตรงด้านหน้าพิพิธภัณฑ์จะมีร้านอาหารขายอยู่ รสชาติอร่อยดีค่ะ (แต่สงวนสิทธิ์ให้เฉพาะคนที่มีตั๋วเข้า TeamLab เท่านั้นเพราะเค้าจะขอดูตั๋วตอนเดินเข้าไป) 

และก็อีกเรื่องนึงคือข้างในไม่มีน้ำขายหรือตู้กดน้ำนะคะ ดังนั้นควรพกติดตัวไปด้วยสำหรับใครที่หิว

มาถึงจุดสำคัญ EPSON teamLab Borderless กับ TeamLab Planets Tokyo ต่างกันตรงไหน?

1. EPSON teamLab Borderless เหมาะกับการพาเด็กและครอบครัวไปเที่ยว TeamLab Planets Tokyo เหมาะกับสถานที่เดท

2. EPSON teamLab Borderless ตั๋วจะเต็มไวกว่า TeamLab Planets Tokyo เพราะคนแห่ไปฝั่ง Odaiba เยอะกว่า เนื่องจาก EPSON teamLab Borderless ใหญ่กว่า ลูกเล่นค่อนข้างเยอะกว่า TeamLab Planets Tokyo เล็กน้อย

3. TeamLab Planets Tokyo มีห้องและทางที่ต้องตะลุยน้ำทุกคนต้องถอดรองเท้าเข้าแต่ EPSON teamLab Borderless สามารถใส่รองเท้าเข้าไปได้

* ข้อมูลอ้างอิงจากข้อมูลรีวิวของคนญี่ปุ่นที่เคยไปมาแล้วทั้ง 2 ที่ เพราะตอนแรกเราก็ลังเลเหมือนกันจะไปไหนดี งั้นเราไปดูวิดีโอของ 2 ที่ประกอบการตัดสินใจกันดีกว่าค่ะ 

ใครที่สนใจสามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้ล่วงหน้าเป็นตั๋ว QR Code ค่ะ พอถึงวันที่เราจองแค่นำ QR Code ในมือถือมาสแกนผ่านทางเข้าได้เลย (หากซื้อทีเดียวหลายใบ อาทิเช่นสำหรับ 2 คนให้สแกนที่ประตูเพียงครั้งเดียวและเดินผ่านประตูกั้นเข้าไปด้วยกันได้เลย) แนะนำว่าต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าซัก 1-2 อาทิตย์เพราะเต็มไวมากกกก

ค่าบัตรอยู่ที่ 3,200 เยนและสำหรับเด็ก (13-17 ปี) ราคา 2,400 เยน (ในเว็บด้านขวาบนเป็นโลโก้รูปโลก สำหรับเปลี่ยนภาษา)

  • ใครที่อยากไปของ EPSON teamLab Borderless : Odaiba ให้ซื้อในเว็บ https://ticket.teamlab.art/
  • ใครที่อยากมาของ TeamLab Planets Tokyo : Toyosu ตามที่เราแนะนำให้ซื้อในเว็บ https://planets.teamlab.art/tokyo/ 

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาเพิ่มเติมจาก...

  • ​https://teamlabplanets.dmm.com/

หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่า ๆ ที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรา หรือใครอยากดูรูปถ่ายเพิ่มเติมที่เราไปตะลุยโทโฮคุ รวมไปถึงทริปต่าง ๆ สามารถเข้าไปดูได้ใน Instagram ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า ~

PAGE :https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

Instagram : https://www.instagram.com/raisinnnz/