t เที่ยวและชอปปิงในญี่ปุ่น

รีวิว Vietnam Airline : บินสบายสู่โอซาก้าพร้อมบริการสไตล์ญี่ปุ่น

By , วันพุธ, 21 พฤศจิกายน 2561

สวัสดีครับทุกคน หลังจากที่โอทารุไม่ได้รีวิวสายการบินพักใหญ่ วันนี้ถือว่าได้ฤกษ์รีวิวเพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงสิ้นปีหรือปีใหม่กันครับ เนื้อหาก็ยังคงสไตล์เดิมครับ มีเนื้อหาอธิบายพร้อมรูปประกอบ เอาล่ะ เชิญอ่านการรีวิวกันได้เลยครับ

Vietnam Airline มีสถานะเป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศเวียดนาม (เหมือนการบินไทยนั่นเอง) ปัจจุบันสายการบินนี้ถือเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการการบินของเวียดนามและมีเส้นทางการบินสู่เมืองต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริการวมทั้งโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย) ด้วย และแน่นอนว่า ญี่ปุ่นก็เป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่การบินของเวียดนามให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นกับเวียดนามมีการตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลาย ๆ เรื่องครับ

ก่อนอื่นขอบอกเพื่อน ๆ ว่า การใช้บริการ Vietnam Airline (ขอเรียกย่อ ๆ ว่า VN) ครั้งนี้ ผมใช้บริการเป็นครั้งที่ 2 ครับ โดยครั้งแรกผมได้บินเส้นทาง Fukuoka และกลับทาง Nagoya ซึ่งได้เคยรีวิวไปเมื่อปีที่แล้วครับ ใครสนใจรีวิวครั้งก่อนก็สามารถคลิกอ่านได้ที่ รีวิว Vietnam Airline เส้นทาง Fukuoka ได้เลยครับ (คลิกที่อักษรสีเข้ม) 

สำหรับเส้นทางการบินกับสายการบินนี้ บอกก่อนเลยว่า "เป็นการบินแบบต่อเครื่อง ไม่มีการบินตรงจากกรุงเทพ ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮานอยหรือโฮจิมินห์ก่อนนะครับ" มือใหม่ฟังแบบนี้อาจจะกังวลแต่ผมบอกเลยว่า "ไม่ยาก" ครับ ส่วนย่อหน้านี้ผมขอแนะนำเส้นทางบินที่เปิดให้บริการบินไปญี่ปุ่นโดยตั้งต้นในเวียดนามให้ทุกคนทราบในภาพรวมก่อน ดังนี้ครับ

1.Sapporo (CTS) : ปัจจุบันเครื่องบินของสายการบินยังเป็นแบบ Codeshare ครับ เครื่องบินของ Vietnam Airline ไม่ได้ให้บริการโดยตรงและผู้โดยสารจะต้องต่อเครื่องที่โฮจิมินห์เท่านั้น (ฮานอยยังไม่เปิดเส้นทางนี้)

2.Tokyo Haneda (HND) และ Narita (NRT) : อย่าลืมว่าโตเกียวมีสองสนามบินนะครับ แต่ไฟลท์บินส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่สนามบินนาริตะมากกว่า โดยเส้นทางนี้พิเศษมากเพราะเราสามารถต่อเครื่องจากฮานอย/โฮจิมินห์หรือแม้กระทั่ง "ดานัง" ได้แล้ว! (บางคนอยากเที่ยวดานังก่อนค่อยบินไปโตเกียวก็ทำได้)

3.Nagoya (NGO) : มีให้บริการจากทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ครับ 

4.Osaka (KIX) : มีให้บริการจากทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ครับ

5.Fukuoka (FUK) : มีให้บริการจากทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ครับ

สรุปว่า เมืองหลักในญี่ปุ่นทั้ง 6 สนามบิน นั้น สายการบิน Vietnam Airline ให้บริการทุกเส้นทางครับ ก็อยู่ที่เพื่อน ๆ จะเลือกแล้วล่ะว่าอยากไปไหนกันบ้างครับ

​เอาล่ะครับ หลังจากเกริ่นภาพรวมกันมาแล้ว โอทารุก็ขอเปิดรีวิวตามที่ได้จั่วหัวไว้ครับ วันนี้เราจะมารีวิวเส้นทาง กรุงเทพ-ฮานอย-โอซาก้า-ฮานอย-โอซาก้ากันครับ!!!

ก่อนอื่นเลยเพื่อน ๆ ที่เดินทางด้วยสายการบินนี้ "ต้องไปสนามบินสุวรรณภูมิ" อย่าไปดอนเมืองนะครับ ขอดักไว้ก่อน จากนั้นให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ Check-in แถวอักษร L ครับ ในวันที่ผมเดินทางนั้น ถือว่ามีผู้โดยสารแน่นพอสมควรเพราะผมบินช่วงวันหยุดยาวครับ สัดส่วนผู้โดยสารเท่าที่เห็นก็มีทั้งนักเดินทางทั่วไปแบบผม มีกรุ๊ปทัวร์ที่พาคนไทยไปเที่ยวเวียดนาม แล้วก็มีคนญี่ปุ่นบ้างประปรายครับ ซึ่งการต่อคิวนั้น ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะไปต่อเครื่องที่ฮานอยหรือโฮจิมินห์ก็ใช้เคาน์เตอร์ร่วมกันครับ ไม่มีแยกเส้นทางกันนะครับ แต่ถ้าไม่อยากต่อแถวนานแนะนำว่าให้ทำการ Check-in ในระบบ online มาก่อน ก็สามารถทุ่นเวลาตรงนี้ได้พอสมควรเลยครับ อ้อ! ผมบอกสิทธิ์การโหลดกระเป๋าให้ทราบก่อนนะครับ

-บินชั้นประหยัดได้น้ำหนักคนละ 30 กิโลกรัม กระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ + กระเป๋า Carry on อีก 7 กิโลกรัม FREE!

-บินชั้นธุรกิจได้น้ำหนักคนละ 40 กิโลกรัม กระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ + กระเป๋า Carry on อีก 7 กิโลกรัม FREE!

ใครที่เป็นมือใหม่หรือบินต่อเครื่องครั้งแรก ผมบอกเลยครับว่าหลังจากทำการ Check-in และโหลดกระเป๋าแล้ว หากใครไปญี่ปุ่นจะได้รับ Boarding Pass 2 ใบนะครับ!!! ใบแรก คือ ใบสำหรับเส้นทางกรุงเทพ-เวียดนาม ส่วนอีกใบ คือ เวียดนาม-ญี่ปุ่น ดังนั้น ใครได้รับ Boarding Pass แค่ใบเดียวหรือพอจะออกด่าน ตม ไทยแล้วควักเหลือใบเดียว แปลว่า "ทำหาย" แน่นอน ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่โดยเร็วครับ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที สำคัญมากนะครับ Boarding Pass ทั้ง 2 ใบ ผมขอย้ำเลยว่าให้เก็บรักษาไว้ให้ดีที่สุดครับ

หลังจากที่ผ่านด่าน ตม. ขาออกก็เชิญมารอขึ้นเครื่องหน้า Gate หรือ shopping ตามอัธยาศัยนะครับ ส่วนไฟลท์บินของผมในวันนี้มีดังนี้ครับ

VN612 เส้นทาง BKK (กรุงเทพ)-HAN (ฮานอย) เวลา 18:35 น. -  20:30 น.

VN330 เส้นทาง HAN (ฮานอย) -KIX (โอซาก้า) เวลา 00:35 น. - 06:30 น. 

ลักษณะของไฟลท์ สังเกตดูจะเห็นได้ว่าเครื่องออกจากไทยตอนเย็น ถ้าเราทำงานแล้วออกจากออฟฟิศสักบ่ายสามก็มีเวลาเดินทางมาที่สนามบินได้สะดวกครับหรือใครจะลางานครึ่งบ่ายก็เป็นอีกไอเดียเช่นกัน (แต่ไปจัดการบอกเจ้านายที่เคารพกันเองนะครับ 555) จากนั้นจะมีเวลาต่อเครื่องที่ฮานอยเกือบ 4 ชั่วโมงซึ่งผมมองว่า ไม่ต้องรีบและมาเดินยืดเส้นยืดสายหรือนั่งรอได้สบายครับ พอขึ่้นเครื่องอีกรอบก็ได้เวลานอนพอดีแล้วไปถึงโอซาก้าตอนเช้า เริ่ดมากตรงนี้ ^^

 เมื่อถึงเวลา ผมก็เตรียมขึ้นเครื่องครับ โดยเครื่องบินที่จะพาเราไปเวียดนามนั้น จะเป็นเครื่องบินแบบ Airbus A321 ซึ่งมีผังที่นั่งเป็นแบบ 3-3 (เหมือนแอร์เอเชีย) แต่เครื่องรุ่นนี้จะลำตัวยาวกว่าครับ ที่นั่งก็พอนั่งได้ไม่อึดอัดนัก เชิญดูภาพครับ

จะบอกว่าปกติแล้ว เราบินไปเวียดนามจะใช้เวลาแค่ชั่วโมงนิด ๆ เท่านั้นทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ หลายคนอาจจะเคยชินกับการไม่ได้ทานข้าวหรือเครื่องดื่มอะไร แต่ของ VN เขาเป็น Full Service ครับ ดังนั้นแม้จะบินไม่นาน แต่อาหารและน้ำดื่ม+น้ำผลไม้+เบียร์+ไวน์ เขา "จัดเต็ม" ขอได้ไม่อั้นเลยจ้าาาาาา ใครที่เคยบินแต่ Lowcost มาก่อนน่าจะตื่นเต้นกันนะครับ อย่างไรก็ตาม ไฟลท์นี้เครื่องเล็ก จะไม่มีจอทีวีส่วนตัวให้ดูนะครับ เป็นแค่ทีวีจอกลางให้ดูฆ่าเวลาเฉย ๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครดู แต่ก้มหน้าเล่นมือถือหรือ i-pad ซะมากกว่า) 

ตัวพนักงานบนเครื่องจะใส่ชุดอ๋าวหญ่าย (ชุดประจำชาติ) ทำงานกันอย่างแข็งขันและยิ้มแย้มในระดับโอเคครับ ส่วนภาษาอังกฤษถือว่าสื่อสารได้และสำเนียงไม่ได้แย่จนฟังไม่ออกครับ (ลูกเรือไทยไม่มีนะครับ) 

หน้าตาของอาหารในวันนี้เป็นบะหมี่หมู หรือ ปลาย่าง+มันฝรั่ง ให้เลือกโดยมี "ยำวุ้นเส้น" เป็นเมนูเสริม พร้อมเค้กกับขนมปังอีกหนึ่งก้อน ส่วนชา กาแฟ น้ำผลไม้ เหล้า เบียร์ สั่งได้เรื่อย ๆ ครับ เชิญชมภาพ ^^

**เมนูอาหารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามแต่ละไฟลท์นะครับ 

​ในขาแรกของการบินนี้ หลังจากเสิร์ฟอาหารแล้ว ก็ใกล้จะได้เวลาลงจอดที่ฮานอยครับ ผมสังเกตพฤติกรรมของพนักงานบนเครื่องก็เข้าใจทันทีว่าต้องรีบ เพราะเครื่องบินจะเริ่มลดระดับแล้ว ทุกคนก็จะเริ่ม "เซิ้ง" เก็บถาดกัน กัปตันก็แอบประกาศความสูงให้ทราบเป็นระยะ ซึ่งในมุมมองของผมก็น่าเห็นใจเหล่านางฟ้าเวียดนามนะครับ ทำงานกันวุ่นเลยตอนเครื่องจะลง แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่มีถาดอาหารหล่นครับ

และแล้วเครื่องบินก็นำทุกคนลงสู่ท่าอากาศยานโหน่ยบ่าย (Noi Bai International Airport) อย่างปลอดภัยและตรงเวลาครับ และจากตรงนี้ใครที่ต้องต่อเครื่องไปญี่ปุ่น ก็ตามป้าย Transfer นะครับ ส่วนใครที่ไปเที่ยวเวียดนาม ก็เดินไปด่าน ตม. ของเวียดนามได้เลย (เดินไปทางเดียวกันครับ)

ผู้โดยสารที่ต่อเครื่องไปญี่ปุ่น เมื่อเดินตามป้าย Transfer อย่างเดียวเลยครับ หากเจอด่าน ตม.เมื่อไหร่ให้กลับหลังหันจะเจอเคาน์เตอร์สายการบินกับช่องประตูที่เป็นบันไดเลื่อนเล็ก ๆ ขึ้นไปด้านบน สังเกตง่าย ๆ ครับ ใครจะต่อเครื่องไปไหนก็ตามต้องมาต่อคิวตรงนี้ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจเอกสารแล้วเขาก็จะให้ขึ้นไปชั้นบน ซึ่งเราจะได้พบกับด่านตรวจของเหลว ณ จุดนี้ใครมีน้ำเปล่าหรือน้ำดื่มอื่น ๆ ก็เทน้ำทิ้งลงถังขยะได้นะครับ (ขวดไม่ต้องทิ้งหรอกเพราะมีน้ำก๊อกให้เติมฟรีครับ) จากนั้นเมื่อผ่านด่านดังกล่าวแล้ว ผมก็มายืนดูจอกันก่อนว่าไฟลท์ที่จะบินนั้นออกกี่โมงและ Gate เท่าไหร่ ซึ่งเวลาต่อเครื่องมีเยอะมาก ผมก็เลยไปเดินเล่นแก้เบื่อแล้วก็นั่งเก้าอี้นวดฆ่าเวลาครับ 555 เอารูปสนามบินรวม ๆ ไปดูกันครับ

โดยรวมของสนามบินโหน่ยบ่ายนั้น ค่อนข้างเล็กครับ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานก็โอเค มี Lounge ไว้ให้บริการ (จ่ายเพิ่มได้ ถ้าไม่ได้บิน Business Class) นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารทั้งฝรั่งและเวียดนามให้บริการ ที่แน่ ๆ มี Burger King ไว้สำหรับคนหิวครับ ส่วนเฝอก็มีหลายร้าน ผมเองก็ทานไปเหมือนกัน อร่อยดีนะครับ ส่วนสนนราคาก็ร้อยกว่าบาทไทย อ้อ! ผมบอกก่อนว่า ที่สนามบินแห่งนี้รับเงินเวียดนามด่องและเงินดอลลาร์สหรัฐนะครับ ส่วนเงินไทย "ไม่รับแล้ว" เนื่องจากเป็นคำสั่งของรัฐบาลที่ประกาศเมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมาครับ

-ราคาทั่วไปของอาหารและเครื่องดื่มที่ผมสืบมา ก็มีประมาณนี้ครับ

น้ำดื่ม 1 USD, ชุดเบอร์เกอร์ 5-20 USD, เฝอ 5-20 USD ส่วนเงินด่อง ใครมีเหลือหรือแลกมาก็ได้ครับ ตอนจ่ายให้คนขายกดเครื่องคิดเลขได้เลย ราคาไม่ต่างกันครับ (ทั้งนี้ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ยังไงแลกเผื่อไว้สักหน่อยจากนี้ก็ดีเพราะยังไงก็ต้องเผื่อขากลับด้วยไงครับ) ตัวผมเองก็นั่งทานเฝอเนื้อไปเพลิน ๆ ครับ ชามละประมาณ 130 บาท แต่ของเขาอร่อยจริง ๆ นะครับ ชอบ ๆ ๆ 

หลังจากรับประทานเฝอแล้ว ผมก็เดินเล่นต่ออีกนิดหน่อย จากนั้นก็ไปนั่งเล่น WIFI ฟรีที่หน้า Gate ครับ บรรยากาศในช่วงนี้เริ่มคึกคัก เพราะช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าเป็นต้นไปจนถึงตีหนึ่งจะเป็นช่วงที่ไฟลท์บินไปญี่ปุ่น(และเกาหลีใต้)ทยอยออกจากสนามบินครับ ผู้โดยสารก็จะเยอะมากเลยทีเดียว ส่วนของผมเองเครื่องออกห้าทุ่มกว่า ก็สบาย ๆ ครับ นั่งเล่นแล้วก็เข้าห้องน้ำ ไม่นานเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็ประกาศเรียกขึ้นเครื่องแล้วล่ะ ^^

ในวันนี้ เครื่องบินที่ได้ถือว่ามีความใหม่เทียบชั้นสายการบินอื่น ๆ แถวหน้าของโลกได้ เพราะเส้นทางโอซาก้า (และโตเกียว) ทาง VN จะใช้เครื่องบินรุ่น Boeing 787 ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินไฮเทคของยุคนี้เลยครับ ผังที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 "มีจอทีวีส่วนตัวพร้อมผ้าห่มและที่ชาร์จแบตเตอรีทุกที่นั่ง" (พร้อมหูฟัง) เลิศจริง ๆ ครับ 

​เมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่องเรียบร้อย พนักงานก็โค้งแบบญี่ปุ่นครับ แล้วก็เปิด VDO สาธิตความปลอดภัย ส่วนใครที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ ยินดีด้วยครับ ไฟลท์ที่ไปญี่ปุ่นจะมีลูกเรือสัญชาติญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 คนอยู่บนเครื่องบิน พร้อมกับการประกาศเป็นสามภาษา คือ เวียดนาม อังกฤษ และญี่ปุ่นครับ นี่เป็นโอกาสอันดีในการฝึกภาษาเลยล่ะครับ ^^

จากนั้นไม่นานเครื่องบินก็ทะยานขึ้นสู่ฟ้าและออกเดินทางสู่โอซาก้าท่ามกลางความตื่นเต้นในการเดินทางครับ สำหรับช่วงเวลานี้ เนื่องจากดึกมากแล้ว ภายในเคบินจะทำการหรี่ไฟเพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อน และจากนี้อีกประมาณ 4 ชั่วโมงก็จะถึงโอซาก้าครับ ผมก็รีบนอนเพราะเริ่มเหนื่อยจากการทำงานในช่วงเช้าและเดินทางช่วงเย็นครับ อ้อ! ช่วงดึก ๆ แบบนี้หลังเครื่องบินขึ้นไม่นาน พนักงานจะเดินวนมาแจกถั่วซองเล็ก ๆ แล้วก็เมนูอาหารเช้าให้เราเลือก (เสิร์ฟก่อนเครื่องลงนะครับ ไม่ใช่ตอนนั้นเลย แต่เขามีน้ำดื่มให้เราดื่มได้ก่อนนอนครับ

​หลังจากหลับไปได้ประมาณ 3 ชั่วโมง แสงไฟในห้องโดยสารก็เริ่มสว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแสงจากพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้าร่วมด้วยเหล่าพนักงานบนเครื่องที่เริ่มตระเวนถามผู้โดยสารว่าจะรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้า โดยเส้นทางนี้ก็มีเมนูให้เลือก 2 อย่าง (อีกแล้ว) คือ

1.ชุดอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่น : ข้าวกับปลาอบพร้อมคามาโบโกะและก้อนบุก+ผลไม้+ขนมปัง/ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้ 

2.ชุดอาหารทั่วไป : ก๋วยเตี๋ยวเนื้อพร้อมครัวซองต์+ผลไม้+ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้ 

หลังจากรับประทานเสร็จ ผมก็นั่งดูหนังต่อแบบเพลิน ๆ ครับ ไม่นานนักเครื่องบินก็ทำการลดระดับก่อนร่อนลงจอดที่สนามบินคันไซอย่างปลอดภัย พร้อมกับความสะดวกสบายที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ครับ 

และจากนี้ ผมก็เดินทางผ่านตม.ไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นอย่างสนุกสนานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ครับ ช่วงที่ผมไปนั้นแม้จะเป็นช่วงหยุดยาว แต่ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ซึ่งผมจะขอข้ามเรื่องการท่องเที่ยวไปและทำการรีวิวขากลับเลยนะครับ ใครที่ติดใจญี่ปุ่นก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินเก็บทองมาเที่ยวกันใหม่นะ เอาล่ะ! มาต่อกันเลยครับ

ในวันเดินทางกลับ อย่าลืมเผื่อเวลาเดินทางกันด้วยนะครับ เพราะคิวต่อแถว check-in ที่สนามบินค่อนข้างยาวทีเดียว ที่สำคัญคือ ให้กระจายน้ำหนักกันให้ดีเพราะหนึ่งคนจะได้น้ำหนักกระเป๋าไม่เกิน 30 กิโลกรัมครับ ส่วนขั้นตอนการโหลดกระเป๋า/check in/รูปแบบของ Boarding Pass ยังคงเดิม...ทว่า รอบขากลับนี้ผมโชคดี! ตอนจะรับ Boarding Pass นั้น เจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ญี่ปุ่นคนสวยบอกว่า "Because you can speak English so well, I will give you a front seat" โอ้ย! ได้ยินแบบนี้โคตรดีใจอะครับ เพราะ front seat ที่เจ้าหน้าที่หมายถึงก็คือ "ที่นั่งแถวหน้าสุดที่ยืดขาได้เยอะนั่นเอง" งานนี้ผมก็ได้แต่ขอบคุณสาวคนนั้นเป็นการใหญ่ครับ ไม่เสียเงินสักบาทแต่ได้ที่นั่งดี ปลื้มใจกับ VN ทันที อิอิ  

ขั้นตอนการผ่านด่านตม. ขาออกไม่มีอะไรยากครับ ผมขอข้ามไปเลยก็แล้วกัน ส่วนของฝากต่าง ๆ หลังผ่านด่านมาแล้วจะมีร้านขายของฝากทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวา ใครกำลังตามล่า Royce, French fries, Shiroi Koibito, Tokyo Banana, บุหรี่ Limited Edition หรือ ขนมอื่น ๆ มาเลือกที่นี่ได้เลยครับ มีให้เลือกเสียเงินกันแน่นอน!!! 

เวลาของไฟลท์ขากลับมีดังนี้ครับ

VN331 เส้นทาง KIX (โอซาก้า)-HAN (ฮานอย) เวลา 10:30 น. - 13:30 น.

VN613 เส้นทาง HAN (ฮานอย)-BKK (กรุงเทพ) เวลา 15:35 น. - 17:40 น.

ผมเองก็เดินซื้อของไปเพลิน ๆ แล้วก็มานั่งรอที่หน้า Gate เมื่อใกล้ถึงเวลา เฮ้อ! อีกสักพักก็ต้องจากญี่ปุ่นไปอีกครั้งแล้วสินะ

ขากลับในวันนี้ ยังคงเป็นเครื่องบินแบบ 787 สไตล์ที่นั่ง 3-3-3 พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบขามาครับ ผู้โดยสารส่วนมากก็เป็นนักธุรกิจญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวครับ ส่วนผู้โดยสารชาวไทยก็มีบ้าง ไม่มากเท่าไหร่และผมไม่เจอกรุ๊ปทัวร์ครับ ก็ถือว่าเป็นไฟลท์ที่ค่อนข้างสงบและไม่วุ่นวายกับการแย่งที่เก็บของเหนือศรีษะแบบบางสายการบินครับ

อาหารในช่วงเช้า ผมเชื่อว่ามันต้อง "อลังมากสำหรับบางคน" เพราะเมนูอาหารในเช้าวันนี้ หรูหรามาก ๆ ในแบบที่หลายร้านอาหารในเมืองไทยต้องก่ายหน้ากันแน่เพราะเมนูที่เสิร์ฟในวันนี้ก็คือ

1.ข้าวหน้าปลาไหลลอยฟ้าโรยด้วยไข่หวานซอยพร้อมบะหมี่เย็น เนื้อปลาย่าง ไข่หวานและขนมปัง+โมจิ+ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้

2.Hamburg Steak set : เสิร์ฟคู่กับซอสเห็ด ข้าวอบเนย สลัดไข่เส้นเพนเน่ พร้อมพายแอปเปิ้ล ผลไม้+ขนมปัง+ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้

ขอบอกเลยว่า ใครชอบปลาไหล รีบสั่งเลยครับ เพราะปกติมันจะหมดอย่างรวดเร็ว ขอบอกเลยว่าอร่อยมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดอยู่บนฟ้านะครับ เมนูนี้ผมยกให้เป็นเมนูโปรดเลย (ครั้งแรกก็ได้ทานเมนูนี้ ปลื้มใจจริง ๆ)

การบริการจากสายการบินในช่วงเช้าวันนี้ก็ถือว่าโอเคครับ พนักงานยิ้มแย้มดี โดยเฉพาะลูกเรือญี่ปุ่นจะยิ้มแย้มมากเป็นพิเศษครับ อ้อ! ผมขอเอาหน้าตาที่นั่ง "หน้าสุด" มาให้ชมกันครับ ใครเป็นคนขายาวน่าจะชอบเพราะยืดขาได้สุด ๆ แน่นอน แต่ว่าทีวีส่วนตัวจะพับเก็บอยู่ใกล้ ๆ พนักเท้าแขนนะครับ ส่วนโต๊ะพับก็ต้องดึงออกมาจากที่พักแขนเช่นกันครับ ทั้งนี้ ผมขอเตือนว่าข้อเสียของที่นั่งแถวหน้าสุดก็มีเช่นกัน นั่นคือ พนักเท้าแขนไม่สามารถยกออกได้แบบแถวอื่นนะครับ พูดง่ายๆคือ "ถ้าที่นั่งว่าง คุณยกพนักเท้าแขนแล้วนอนยาวไม่ได้นั่นแหละ" กับพนักเท้าแขนในที่นั่งหน้าสุดนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าแถวอื่น ทำให้ความกว้างของที่นั่ง (seat width) ลดลงเล็กน้อยจากที่นั่งปกติครับ

ขากลับจะใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็ถือว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ผมก็นั่งดูหนังไปเพลิน ๆ แล้วก็หลับไปงีบหนึ่งเพราะเมื่อเช้าตื่นเร็วประกอบกับผมสั่ง cocktail ไปด้วยแก้วนึงก็หลับสบายเลยครับ พอตื่นมาอีกทีเครื่องบินก็ใกล้จะถึงฮานอยแล้วล่ะ

พอลงเครื่องที่ฮานอยแล้วก็สนามบินโหน่ยบ่ายเหมือนเดิม ดังนั้น ขั้นตอนที่ต้องเปลี่ยนเครื่องแบบขามาก็ต้อง "ทำเหมือนเดิม" นะครับ ขึ้นบันไดเลื่อนที่เดิมและผ่านด่านตรวจของเหลวโลด ดีหน่อยที่รอบขากลับนี้ มีเวลาต่อเครื่องแค่ 2 ชั่วโมง ซึ่งผมว่าเพียงพอแล้ว..ก็ความตื่นเต้นในเที่ยวมันหมดแล้วอ่ะนะ 555 รีบกลับบ้านดีกว่าครับ

เครื่องบินตอนขากลับ เป็นเครื่องเล็กแบบ A321 เหมือนขามาจากกรุงเทพ-ฮานอยครับ ที่นั่งเป็นแบบ 3-3 (ไม่มีทีวีส่วนตัว) ผมเองก็เริ่มล้าจากการเดินทางก็เลยพยายามนั่งหลับ ส่วนอาหารรอบนี้ก็ยังเสิร์ฟโดยให้เลือกสองแบบครับ ดังนี้

1.บะหมี่ปลาเสิร์ฟพร้อมสลัดผัก+ผลไม้+ขนมปัง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์ "ไม่อั้นเหมือนเดิม"

2.พาสต้าไก่เสิร์ฟพร้อมสลัดผัก+ผลไม้+ขนมปัง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์ "ไม่อั้นเหมือนเดิม"

เห็นเมนูนี้แล้ว บอกตรง ๆ นึกถึงปลาไหลมื้อที่ออกจากญี่ปุ่นมากกกกกกกกกก หน้าตาคนละเรื่องเลยครับ 55555

และแล้ว การเดินทางในทริปนี้ก็มาถึงจุดสิ้นสุด เครื่องบินแตะรันเวย์อย่างปลอดภัยและเทียบงวงเข้าสู่อาคารผู้โดยสารโดยสวัสดิภาพ ความประทับใจในสายการบินนี้ ผมให้ใจไปแบบเต็ม ๆ ครับ จากนั้นผมก็เดินทางกลับบ้านและเตรียมตัวเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นในโอกาสถัดไปและก่อนจากกันในบล็อกนี้ ผมขอสรุปข้อมูลของสายการบินไว้ตามด้านล่างนี้ครับ

​สรุป

สายการบิน Vietnam Airline เป็นสายการบินที่น่าสนใจและนับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการเดินทางสู่ญี่ปุ่น โดยรวมมีข้อดีหลายอย่างดังนี้

1.เครื่องบินใหม่ มีขนาดใหญ่และสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะ เช่น ทีวีส่วนตัว ที่ชาร์จแบตเตอรี่ ผ้าห่ม หมอน

2.มีไฟลท์ให้เลือกเยอะ ตั้งแต่เช้ายันเย็น (ช่วงบินจากกรุงเทพ) คุณสามารถบินไปเที่ยวเวียดนามก่อนช่วงเช้าแล้วค่อยมาสนามบินตอนค่ำเพื่อไปญี่ปุ่นต่อก็สามารถทำได้ นอกจากนี้เวียดนามยังมีสนามบินหลักสองแห่งทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ การเดินทางก็เลยหลากหลายและมีตัวเลือกให้เรามากขึ้นไปอีก

3.เนื่องจากเป็นสายการบินแบบ Full Service ดังนั้น อาหารจึงมีเสิร์ฟ เครื่องดื่ม "ไม่อั้น" ทั้งเหล้า ไวน์ เบียร์ cocktail น้ำผลไม้ กินให้เมากันไปเลย!!! ที่สำคัญ "ฟรีน้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลกรัมต่อคน" (Business ให้ 40) ถ้าเกินก็จ่ายเพิ่มได้ 

4.สะสมไมล์ร่วมกับสายการบิน All Nippon Airways (ANA) ได้ -->ฟังดูงั้น ๆ แต่จะบอกว่า ปัจจุบัน ANA กับการบินไทยเป็นพันธมิตรการบินกันนะจ๊ะ หากเราบินบ่อยพอ เราเอาไมล์ที่ได้ไปลงบัญชีสะสมไมล์ของ ANA แล้วมาบินในเครือของการบินไทยได้จ้า!!! 

5.ราคาช่วงโปรโมชัน "จับต้องได้จริง ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอรอรูดแล้วเว็บล่ม" ครั้งนี้ผมได้ราคา 9,300 บาทถ้วน...ถูกกว่าบินตรงไปสมุยอีก แล้วราคานี้ผมบินวันพ่อแห่งชาติด้วยนะ เด็ดป่ะล่ะ!!! แต่ราคานี้ปัจจุบันอาจจะหายากจากปัจจัยน้ำมันแพง ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ที่ได้ราคาสัก 10,000-12,000 บาทก็ถือว่าซื้อได้เลยครับ ไม่เลวเลยล่ะ 

แล้วข้อเสียล่ะ...มีสิครับ ตามนี้เลย

1.การต่อเครื่องทำให้เราเสียเวลาเดินทางกว่าการบินตรงครับ อันนี้ก็ต้องเทียบดูว่า บินตรงราคาแพง แต่บินต่อเครื่องราคาถูกกว่า คุณชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ ไม่มีถูกไม่มีผิด 

2.เนื่องจากเป็นการต่อเครื่อง มือใหม่หลายคนจะ "ร้องยี้" เพราะกลัวหรือกังวลมาก (แต่เอาจริง ๆ คือ มันไม่ยากครับ ทำครั้งเดียวก็รู้หลักแล้ว มันใช้ได้ทั่วโลก)

3.ไฟลท์ของ VN ไม่มีลูกเรือไทยให้บริการ ดังนั้น ใครที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้อาจจะไม่ได้รับความสะดวกหรือมีปัญหาเรื่องการสื่อสารในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

4.ปกติไฟลท์ขากลับของเวียดนามจะเป็นไฟลท์ออกจากญี่ปุ่นตอนเช้า"ทุกสนามบิน" ดังนั้น ใครที่ไม่ชอบตื่นเช้าหรือนิยมบินกลับเย็นถึงไทยค่ำ ๆ  อาจจะไม่ชอบในข้อจำกัดนี้ครับ (จริง ๆ มันมีไฟลท์เย็นจากญี่ปุ่น แต่พอบินแล้วต้องค้างที่เวียดนามหนึ่งคืน เพราะขาเวียดนามกลับไทยมันไม่มีไฟลท์ที่ดึกพอในการบินกลับกรุงเทพต่อในคืนนั้นเลยครับ)

5.ไฟลท์บินจากไทยไปต่อเครื่องในเวียดนามส่วนใหญ่จะใช้เวลาต่อเครื่องประมาณ 3-5 ชั่วโมง ใครที่ไม่ชอบต่อเครื่องนาน ๆ อาจจะต้องเลือกสายการบินอื่นหรือสายการบินที่บินตรงมากกว่า ก็ต้องเลือกเอาตามความสะดวกล่ะครับ!

สำหรับใครที่กลัวเรื่อง delay หรือ overbook ผมขอบอกไว้เลยว่า "อย่าไปฟังคนอื่นเวลาบอกว่าสายบินนี้ชอบ delay ครับเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันและมันเกิดขึ้นได้กับทุกสายการบินบนโลกใบนี้ ผมเองก็อ่านกระทู้อ่านโพสต์มาเยอะ คนไม่ประทับใจก็มีจนบอกว่าอย่าบิน บางคนก็บอกดี ผมก็ไม่แคร์ครับ จะลองบิน ก็ไม่เห็นเจอ delay หรือ overbook เลย คือ อยากให้เพื่อน ๆ ที่มาอ่านช่วยเปิดใจตรงนี้บ้างน่ะครับ เงินของเรา..ใช้ซะ อย่าให้คนอื่นมากำหนดแทนครับ ฝากไว้"

หมายเหตุ : ประสบการณ์การเดินทางของแต่ละคนที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเที่ยวบินจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความคาดหวังของตัวผู้โดยสารเอง การให้บริการจากเจ้าหน้าที่บนเครื่อง การประสานงานจากเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน รวมถึงสภาพเครื่องบินที่ใช้ทำการบินและสภาพอากาศในแต่ละวันครับ 

สุดท้ายนี้จริง ๆ ผมขอบอกเลยว่า ผมจะใช้บริการของสายการบิน Vietnam Airline เป็นครั้งที่สามอีกแน่นอน แล้วถ้ามีโอกาสผมจะมารีวิวอีก วันนี้สวัสดีและขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ^^ 

ที่มาของภาพปก brandingasia

ภาพเครื่องบินจาก flickr และ travellerau

ภาพที่เหลือเป็นของโอทารุทั้งหมด ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตครับ


สวัสดีครับทุกคน หลังจากที่โอทารุไม่ได้รีวิวสายการบินพักใหญ่ วันนี้ถือว่าได้ฤกษ์รีวิวเพื่อเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นช่วงสิ้นปีหรือปีใหม่กันครับ เนื้อหาก็ยังคงสไตล์เดิมครับ มีเนื้อหาอธิบายพร้อมรูปประกอบ เอาล่ะ เชิญอ่านการรีวิวกันได้เลยครับ

Vietnam Airline มีสถานะเป็นสายการบินแห่งชาติของประเทศเวียดนาม (เหมือนการบินไทยนั่นเอง) ปัจจุบันสายการบินนี้ถือเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการการบินของเวียดนามและมีเส้นทางการบินสู่เมืองต่าง ๆ ทั้งในทวีปเอเชีย ยุโรป อเมริการวมทั้งโอเชียเนีย (ออสเตรเลีย) ด้วย และแน่นอนว่า ญี่ปุ่นก็เป็นจุดหมายปลายทางหนึ่งที่การบินของเวียดนามให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นกับเวียดนามมีการตกลงความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในหลาย ๆ เรื่องครับ

ก่อนอื่นขอบอกเพื่อน ๆ ว่า การใช้บริการ Vietnam Airline (ขอเรียกย่อ ๆ ว่า VN) ครั้งนี้ ผมใช้บริการเป็นครั้งที่ 2 ครับ โดยครั้งแรกผมได้บินเส้นทาง Fukuoka และกลับทาง Nagoya ซึ่งได้เคยรีวิวไปเมื่อปีที่แล้วครับ ใครสนใจรีวิวครั้งก่อนก็สามารถคลิกอ่านได้ที่ รีวิว Vietnam Airline เส้นทาง Fukuoka ได้เลยครับ (คลิกที่อักษรสีเข้ม) 

สำหรับเส้นทางการบินกับสายการบินนี้ บอกก่อนเลยว่า "เป็นการบินแบบต่อเครื่อง ไม่มีการบินตรงจากกรุงเทพ ต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่ฮานอยหรือโฮจิมินห์ก่อนนะครับ" มือใหม่ฟังแบบนี้อาจจะกังวลแต่ผมบอกเลยว่า "ไม่ยาก" ครับ ส่วนย่อหน้านี้ผมขอแนะนำเส้นทางบินที่เปิดให้บริการบินไปญี่ปุ่นโดยตั้งต้นในเวียดนามให้ทุกคนทราบในภาพรวมก่อน ดังนี้ครับ

1.Sapporo (CTS) : ปัจจุบันเครื่องบินของสายการบินยังเป็นแบบ Codeshare ครับ เครื่องบินของ Vietnam Airline ไม่ได้ให้บริการโดยตรงและผู้โดยสารจะต้องต่อเครื่องที่โฮจิมินห์เท่านั้น (ฮานอยยังไม่เปิดเส้นทางนี้)

2.Tokyo Haneda (HND) และ Narita (NRT) : อย่าลืมว่าโตเกียวมีสองสนามบินนะครับ แต่ไฟลท์บินส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่สนามบินนาริตะมากกว่า โดยเส้นทางนี้พิเศษมากเพราะเราสามารถต่อเครื่องจากฮานอย/โฮจิมินห์หรือแม้กระทั่ง "ดานัง" ได้แล้ว! (บางคนอยากเที่ยวดานังก่อนค่อยบินไปโตเกียวก็ทำได้)

3.Nagoya (NGO) : มีให้บริการจากทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ครับ 

4.Osaka (KIX) : มีให้บริการจากทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ครับ

5.Fukuoka (FUK) : มีให้บริการจากทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ครับ

สรุปว่า เมืองหลักในญี่ปุ่นทั้ง 6 สนามบิน นั้น สายการบิน Vietnam Airline ให้บริการทุกเส้นทางครับ ก็อยู่ที่เพื่อน ๆ จะเลือกแล้วล่ะว่าอยากไปไหนกันบ้างครับ

​เอาล่ะครับ หลังจากเกริ่นภาพรวมกันมาแล้ว โอทารุก็ขอเปิดรีวิวตามที่ได้จั่วหัวไว้ครับ วันนี้เราจะมารีวิวเส้นทาง กรุงเทพ-ฮานอย-โอซาก้า-ฮานอย-โอซาก้ากันครับ!!!

ก่อนอื่นเลยเพื่อน ๆ ที่เดินทางด้วยสายการบินนี้ "ต้องไปสนามบินสุวรรณภูมิ" อย่าไปดอนเมืองนะครับ ขอดักไว้ก่อน จากนั้นให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ Check-in แถวอักษร L ครับ ในวันที่ผมเดินทางนั้น ถือว่ามีผู้โดยสารแน่นพอสมควรเพราะผมบินช่วงวันหยุดยาวครับ สัดส่วนผู้โดยสารเท่าที่เห็นก็มีทั้งนักเดินทางทั่วไปแบบผม มีกรุ๊ปทัวร์ที่พาคนไทยไปเที่ยวเวียดนาม แล้วก็มีคนญี่ปุ่นบ้างประปรายครับ ซึ่งการต่อคิวนั้น ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะไปต่อเครื่องที่ฮานอยหรือโฮจิมินห์ก็ใช้เคาน์เตอร์ร่วมกันครับ ไม่มีแยกเส้นทางกันนะครับ แต่ถ้าไม่อยากต่อแถวนานแนะนำว่าให้ทำการ Check-in ในระบบ online มาก่อน ก็สามารถทุ่นเวลาตรงนี้ได้พอสมควรเลยครับ อ้อ! ผมบอกสิทธิ์การโหลดกระเป๋าให้ทราบก่อนนะครับ

-บินชั้นประหยัดได้น้ำหนักคนละ 30 กิโลกรัม กระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ + กระเป๋า Carry on อีก 7 กิโลกรัม FREE!

-บินชั้นธุรกิจได้น้ำหนักคนละ 40 กิโลกรัม กระเป๋าเดินทางหนึ่งใบ + กระเป๋า Carry on อีก 7 กิโลกรัม FREE!

ใครที่เป็นมือใหม่หรือบินต่อเครื่องครั้งแรก ผมบอกเลยครับว่าหลังจากทำการ Check-in และโหลดกระเป๋าแล้ว หากใครไปญี่ปุ่นจะได้รับ Boarding Pass 2 ใบนะครับ!!! ใบแรก คือ ใบสำหรับเส้นทางกรุงเทพ-เวียดนาม ส่วนอีกใบ คือ เวียดนาม-ญี่ปุ่น ดังนั้น ใครได้รับ Boarding Pass แค่ใบเดียวหรือพอจะออกด่าน ตม ไทยแล้วควักเหลือใบเดียว แปลว่า "ทำหาย" แน่นอน ให้รีบติดต่อเจ้าหน้าที่โดยเร็วครับ จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที สำคัญมากนะครับ Boarding Pass ทั้ง 2 ใบ ผมขอย้ำเลยว่าให้เก็บรักษาไว้ให้ดีที่สุดครับ

หลังจากที่ผ่านด่าน ตม. ขาออกก็เชิญมารอขึ้นเครื่องหน้า Gate หรือ shopping ตามอัธยาศัยนะครับ ส่วนไฟลท์บินของผมในวันนี้มีดังนี้ครับ

VN612 เส้นทาง BKK (กรุงเทพ)-HAN (ฮานอย) เวลา 18:35 น. -  20:30 น.

VN330 เส้นทาง HAN (ฮานอย) -KIX (โอซาก้า) เวลา 00:35 น. - 06:30 น. 

ลักษณะของไฟลท์ สังเกตดูจะเห็นได้ว่าเครื่องออกจากไทยตอนเย็น ถ้าเราทำงานแล้วออกจากออฟฟิศสักบ่ายสามก็มีเวลาเดินทางมาที่สนามบินได้สะดวกครับหรือใครจะลางานครึ่งบ่ายก็เป็นอีกไอเดียเช่นกัน (แต่ไปจัดการบอกเจ้านายที่เคารพกันเองนะครับ 555) จากนั้นจะมีเวลาต่อเครื่องที่ฮานอยเกือบ 4 ชั่วโมงซึ่งผมมองว่า ไม่ต้องรีบและมาเดินยืดเส้นยืดสายหรือนั่งรอได้สบายครับ พอขึ่้นเครื่องอีกรอบก็ได้เวลานอนพอดีแล้วไปถึงโอซาก้าตอนเช้า เริ่ดมากตรงนี้ ^^

 เมื่อถึงเวลา ผมก็เตรียมขึ้นเครื่องครับ โดยเครื่องบินที่จะพาเราไปเวียดนามนั้น จะเป็นเครื่องบินแบบ Airbus A321 ซึ่งมีผังที่นั่งเป็นแบบ 3-3 (เหมือนแอร์เอเชีย) แต่เครื่องรุ่นนี้จะลำตัวยาวกว่าครับ ที่นั่งก็พอนั่งได้ไม่อึดอัดนัก เชิญดูภาพครับ

จะบอกว่าปกติแล้ว เราบินไปเวียดนามจะใช้เวลาแค่ชั่วโมงนิด ๆ เท่านั้นทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ หลายคนอาจจะเคยชินกับการไม่ได้ทานข้าวหรือเครื่องดื่มอะไร แต่ของ VN เขาเป็น Full Service ครับ ดังนั้นแม้จะบินไม่นาน แต่อาหารและน้ำดื่ม+น้ำผลไม้+เบียร์+ไวน์ เขา "จัดเต็ม" ขอได้ไม่อั้นเลยจ้าาาาาา ใครที่เคยบินแต่ Lowcost มาก่อนน่าจะตื่นเต้นกันนะครับ อย่างไรก็ตาม ไฟลท์นี้เครื่องเล็ก จะไม่มีจอทีวีส่วนตัวให้ดูนะครับ เป็นแค่ทีวีจอกลางให้ดูฆ่าเวลาเฉย ๆ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครดู แต่ก้มหน้าเล่นมือถือหรือ i-pad ซะมากกว่า) 

ตัวพนักงานบนเครื่องจะใส่ชุดอ๋าวหญ่าย (ชุดประจำชาติ) ทำงานกันอย่างแข็งขันและยิ้มแย้มในระดับโอเคครับ ส่วนภาษาอังกฤษถือว่าสื่อสารได้และสำเนียงไม่ได้แย่จนฟังไม่ออกครับ (ลูกเรือไทยไม่มีนะครับ) 

หน้าตาของอาหารในวันนี้เป็นบะหมี่หมู หรือ ปลาย่าง+มันฝรั่ง ให้เลือกโดยมี "ยำวุ้นเส้น" เป็นเมนูเสริม พร้อมเค้กกับขนมปังอีกหนึ่งก้อน ส่วนชา กาแฟ น้ำผลไม้ เหล้า เบียร์ สั่งได้เรื่อย ๆ ครับ เชิญชมภาพ ^^

**เมนูอาหารอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามแต่ละไฟลท์นะครับ 

​ในขาแรกของการบินนี้ หลังจากเสิร์ฟอาหารแล้ว ก็ใกล้จะได้เวลาลงจอดที่ฮานอยครับ ผมสังเกตพฤติกรรมของพนักงานบนเครื่องก็เข้าใจทันทีว่าต้องรีบ เพราะเครื่องบินจะเริ่มลดระดับแล้ว ทุกคนก็จะเริ่ม "เซิ้ง" เก็บถาดกัน กัปตันก็แอบประกาศความสูงให้ทราบเป็นระยะ ซึ่งในมุมมองของผมก็น่าเห็นใจเหล่านางฟ้าเวียดนามนะครับ ทำงานกันวุ่นเลยตอนเครื่องจะลง แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ไม่มีถาดอาหารหล่นครับ

และแล้วเครื่องบินก็นำทุกคนลงสู่ท่าอากาศยานโหน่ยบ่าย (Noi Bai International Airport) อย่างปลอดภัยและตรงเวลาครับ และจากตรงนี้ใครที่ต้องต่อเครื่องไปญี่ปุ่น ก็ตามป้าย Transfer นะครับ ส่วนใครที่ไปเที่ยวเวียดนาม ก็เดินไปด่าน ตม. ของเวียดนามได้เลย (เดินไปทางเดียวกันครับ)

ผู้โดยสารที่ต่อเครื่องไปญี่ปุ่น เมื่อเดินตามป้าย Transfer อย่างเดียวเลยครับ หากเจอด่าน ตม.เมื่อไหร่ให้กลับหลังหันจะเจอเคาน์เตอร์สายการบินกับช่องประตูที่เป็นบันไดเลื่อนเล็ก ๆ ขึ้นไปด้านบน สังเกตง่าย ๆ ครับ ใครจะต่อเครื่องไปไหนก็ตามต้องมาต่อคิวตรงนี้ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจเอกสารแล้วเขาก็จะให้ขึ้นไปชั้นบน ซึ่งเราจะได้พบกับด่านตรวจของเหลว ณ จุดนี้ใครมีน้ำเปล่าหรือน้ำดื่มอื่น ๆ ก็เทน้ำทิ้งลงถังขยะได้นะครับ (ขวดไม่ต้องทิ้งหรอกเพราะมีน้ำก๊อกให้เติมฟรีครับ) จากนั้นเมื่อผ่านด่านดังกล่าวแล้ว ผมก็มายืนดูจอกันก่อนว่าไฟลท์ที่จะบินนั้นออกกี่โมงและ Gate เท่าไหร่ ซึ่งเวลาต่อเครื่องมีเยอะมาก ผมก็เลยไปเดินเล่นแก้เบื่อแล้วก็นั่งเก้าอี้นวดฆ่าเวลาครับ 555 เอารูปสนามบินรวม ๆ ไปดูกันครับ

โดยรวมของสนามบินโหน่ยบ่ายนั้น ค่อนข้างเล็กครับ แต่สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานก็โอเค มี Lounge ไว้ให้บริการ (จ่ายเพิ่มได้ ถ้าไม่ได้บิน Business Class) นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารทั้งฝรั่งและเวียดนามให้บริการ ที่แน่ ๆ มี Burger King ไว้สำหรับคนหิวครับ ส่วนเฝอก็มีหลายร้าน ผมเองก็ทานไปเหมือนกัน อร่อยดีนะครับ ส่วนสนนราคาก็ร้อยกว่าบาทไทย อ้อ! ผมบอกก่อนว่า ที่สนามบินแห่งนี้รับเงินเวียดนามด่องและเงินดอลลาร์สหรัฐนะครับ ส่วนเงินไทย "ไม่รับแล้ว" เนื่องจากเป็นคำสั่งของรัฐบาลที่ประกาศเมื่อช่วงกลางปี 2018 ที่ผ่านมาครับ

-ราคาทั่วไปของอาหารและเครื่องดื่มที่ผมสืบมา ก็มีประมาณนี้ครับ

น้ำดื่ม 1 USD, ชุดเบอร์เกอร์ 5-20 USD, เฝอ 5-20 USD ส่วนเงินด่อง ใครมีเหลือหรือแลกมาก็ได้ครับ ตอนจ่ายให้คนขายกดเครื่องคิดเลขได้เลย ราคาไม่ต่างกันครับ (ทั้งนี้ราคาอาจเปลี่ยนแปลงได้ ยังไงแลกเผื่อไว้สักหน่อยจากนี้ก็ดีเพราะยังไงก็ต้องเผื่อขากลับด้วยไงครับ) ตัวผมเองก็นั่งทานเฝอเนื้อไปเพลิน ๆ ครับ ชามละประมาณ 130 บาท แต่ของเขาอร่อยจริง ๆ นะครับ ชอบ ๆ ๆ 

หลังจากรับประทานเฝอแล้ว ผมก็เดินเล่นต่ออีกนิดหน่อย จากนั้นก็ไปนั่งเล่น WIFI ฟรีที่หน้า Gate ครับ บรรยากาศในช่วงนี้เริ่มคึกคัก เพราะช่วงเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่าเป็นต้นไปจนถึงตีหนึ่งจะเป็นช่วงที่ไฟลท์บินไปญี่ปุ่น(และเกาหลีใต้)ทยอยออกจากสนามบินครับ ผู้โดยสารก็จะเยอะมากเลยทีเดียว ส่วนของผมเองเครื่องออกห้าทุ่มกว่า ก็สบาย ๆ ครับ นั่งเล่นแล้วก็เข้าห้องน้ำ ไม่นานเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินก็ประกาศเรียกขึ้นเครื่องแล้วล่ะ ^^

ในวันนี้ เครื่องบินที่ได้ถือว่ามีความใหม่เทียบชั้นสายการบินอื่น ๆ แถวหน้าของโลกได้ เพราะเส้นทางโอซาก้า (และโตเกียว) ทาง VN จะใช้เครื่องบินรุ่น Boeing 787 ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินไฮเทคของยุคนี้เลยครับ ผังที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 "มีจอทีวีส่วนตัวพร้อมผ้าห่มและที่ชาร์จแบตเตอรีทุกที่นั่ง" (พร้อมหูฟัง) เลิศจริง ๆ ครับ 

​เมื่อผู้โดยสารขึ้นเครื่องเรียบร้อย พนักงานก็โค้งแบบญี่ปุ่นครับ แล้วก็เปิด VDO สาธิตความปลอดภัย ส่วนใครที่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ ยินดีด้วยครับ ไฟลท์ที่ไปญี่ปุ่นจะมีลูกเรือสัญชาติญี่ปุ่นอย่างน้อย 1 คนอยู่บนเครื่องบิน พร้อมกับการประกาศเป็นสามภาษา คือ เวียดนาม อังกฤษ และญี่ปุ่นครับ นี่เป็นโอกาสอันดีในการฝึกภาษาเลยล่ะครับ ^^

จากนั้นไม่นานเครื่องบินก็ทะยานขึ้นสู่ฟ้าและออกเดินทางสู่โอซาก้าท่ามกลางความตื่นเต้นในการเดินทางครับ สำหรับช่วงเวลานี้ เนื่องจากดึกมากแล้ว ภายในเคบินจะทำการหรี่ไฟเพื่อให้ผู้โดยสารได้พักผ่อน และจากนี้อีกประมาณ 4 ชั่วโมงก็จะถึงโอซาก้าครับ ผมก็รีบนอนเพราะเริ่มเหนื่อยจากการทำงานในช่วงเช้าและเดินทางช่วงเย็นครับ อ้อ! ช่วงดึก ๆ แบบนี้หลังเครื่องบินขึ้นไม่นาน พนักงานจะเดินวนมาแจกถั่วซองเล็ก ๆ แล้วก็เมนูอาหารเช้าให้เราเลือก (เสิร์ฟก่อนเครื่องลงนะครับ ไม่ใช่ตอนนั้นเลย แต่เขามีน้ำดื่มให้เราดื่มได้ก่อนนอนครับ

​หลังจากหลับไปได้ประมาณ 3 ชั่วโมง แสงไฟในห้องโดยสารก็เริ่มสว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมกับแสงจากพระอาทิตย์ที่ปลายขอบฟ้าร่วมด้วยเหล่าพนักงานบนเครื่องที่เริ่มตระเวนถามผู้โดยสารว่าจะรับประทานอะไรเป็นอาหารเช้า โดยเส้นทางนี้ก็มีเมนูให้เลือก 2 อย่าง (อีกแล้ว) คือ

1.ชุดอาหารเช้าสไตล์ญี่ปุ่น : ข้าวกับปลาอบพร้อมคามาโบโกะและก้อนบุก+ผลไม้+ขนมปัง/ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้ 

2.ชุดอาหารทั่วไป : ก๋วยเตี๋ยวเนื้อพร้อมครัวซองต์+ผลไม้+ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้ 

หลังจากรับประทานเสร็จ ผมก็นั่งดูหนังต่อแบบเพลิน ๆ ครับ ไม่นานนักเครื่องบินก็ทำการลดระดับก่อนร่อนลงจอดที่สนามบินคันไซอย่างปลอดภัย พร้อมกับความสะดวกสบายที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ครับ 

และจากนี้ ผมก็เดินทางผ่านตม.ไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นอย่างสนุกสนานเป็นเวลา 1 สัปดาห์ครับ ช่วงที่ผมไปนั้นแม้จะเป็นช่วงหยุดยาว แต่ก็มีจำนวนนักท่องเที่ยวไม่มากนัก ซึ่งผมจะขอข้ามเรื่องการท่องเที่ยวไปและทำการรีวิวขากลับเลยนะครับ ใครที่ติดใจญี่ปุ่นก็ตั้งใจทำงานเก็บเงินเก็บทองมาเที่ยวกันใหม่นะ เอาล่ะ! มาต่อกันเลยครับ

ในวันเดินทางกลับ อย่าลืมเผื่อเวลาเดินทางกันด้วยนะครับ เพราะคิวต่อแถว check-in ที่สนามบินค่อนข้างยาวทีเดียว ที่สำคัญคือ ให้กระจายน้ำหนักกันให้ดีเพราะหนึ่งคนจะได้น้ำหนักกระเป๋าไม่เกิน 30 กิโลกรัมครับ ส่วนขั้นตอนการโหลดกระเป๋า/check in/รูปแบบของ Boarding Pass ยังคงเดิม...ทว่า รอบขากลับนี้ผมโชคดี! ตอนจะรับ Boarding Pass นั้น เจ้าหน้าที่เคาน์เตอร์ญี่ปุ่นคนสวยบอกว่า "Because you can speak English so well, I will give you a front seat" โอ้ย! ได้ยินแบบนี้โคตรดีใจอะครับ เพราะ front seat ที่เจ้าหน้าที่หมายถึงก็คือ "ที่นั่งแถวหน้าสุดที่ยืดขาได้เยอะนั่นเอง" งานนี้ผมก็ได้แต่ขอบคุณสาวคนนั้นเป็นการใหญ่ครับ ไม่เสียเงินสักบาทแต่ได้ที่นั่งดี ปลื้มใจกับ VN ทันที อิอิ  

ขั้นตอนการผ่านด่านตม. ขาออกไม่มีอะไรยากครับ ผมขอข้ามไปเลยก็แล้วกัน ส่วนของฝากต่าง ๆ หลังผ่านด่านมาแล้วจะมีร้านขายของฝากทั้งฝั่งซ้ายฝั่งขวา ใครกำลังตามล่า Royce, French fries, Shiroi Koibito, Tokyo Banana, บุหรี่ Limited Edition หรือ ขนมอื่น ๆ มาเลือกที่นี่ได้เลยครับ มีให้เลือกเสียเงินกันแน่นอน!!! 

เวลาของไฟลท์ขากลับมีดังนี้ครับ

VN331 เส้นทาง KIX (โอซาก้า)-HAN (ฮานอย) เวลา 10:30 น. - 13:30 น.

VN613 เส้นทาง HAN (ฮานอย)-BKK (กรุงเทพ) เวลา 15:35 น. - 17:40 น.

ผมเองก็เดินซื้อของไปเพลิน ๆ แล้วก็มานั่งรอที่หน้า Gate เมื่อใกล้ถึงเวลา เฮ้อ! อีกสักพักก็ต้องจากญี่ปุ่นไปอีกครั้งแล้วสินะ

ขากลับในวันนี้ ยังคงเป็นเครื่องบินแบบ 787 สไตล์ที่นั่ง 3-3-3 พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกแบบขามาครับ ผู้โดยสารส่วนมากก็เป็นนักธุรกิจญี่ปุ่นหรือนักท่องเที่ยวครับ ส่วนผู้โดยสารชาวไทยก็มีบ้าง ไม่มากเท่าไหร่และผมไม่เจอกรุ๊ปทัวร์ครับ ก็ถือว่าเป็นไฟลท์ที่ค่อนข้างสงบและไม่วุ่นวายกับการแย่งที่เก็บของเหนือศรีษะแบบบางสายการบินครับ

อาหารในช่วงเช้า ผมเชื่อว่ามันต้อง "อลังมากสำหรับบางคน" เพราะเมนูอาหารในเช้าวันนี้ หรูหรามาก ๆ ในแบบที่หลายร้านอาหารในเมืองไทยต้องก่ายหน้ากันแน่เพราะเมนูที่เสิร์ฟในวันนี้ก็คือ

1.ข้าวหน้าปลาไหลลอยฟ้าโรยด้วยไข่หวานซอยพร้อมบะหมี่เย็น เนื้อปลาย่าง ไข่หวานและขนมปัง+โมจิ+ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้

2.Hamburg Steak set : เสิร์ฟคู่กับซอสเห็ด ข้าวอบเนย สลัดไข่เส้นเพนเน่ พร้อมพายแอปเปิ้ล ผลไม้+ขนมปัง+ชา/กาแฟ/น้ำผลไม้

ขอบอกเลยว่า ใครชอบปลาไหล รีบสั่งเลยครับ เพราะปกติมันจะหมดอย่างรวดเร็ว ขอบอกเลยว่าอร่อยมากกกกกกกกกกก นี่ขนาดอยู่บนฟ้านะครับ เมนูนี้ผมยกให้เป็นเมนูโปรดเลย (ครั้งแรกก็ได้ทานเมนูนี้ ปลื้มใจจริง ๆ)

การบริการจากสายการบินในช่วงเช้าวันนี้ก็ถือว่าโอเคครับ พนักงานยิ้มแย้มดี โดยเฉพาะลูกเรือญี่ปุ่นจะยิ้มแย้มมากเป็นพิเศษครับ อ้อ! ผมขอเอาหน้าตาที่นั่ง "หน้าสุด" มาให้ชมกันครับ ใครเป็นคนขายาวน่าจะชอบเพราะยืดขาได้สุด ๆ แน่นอน แต่ว่าทีวีส่วนตัวจะพับเก็บอยู่ใกล้ ๆ พนักเท้าแขนนะครับ ส่วนโต๊ะพับก็ต้องดึงออกมาจากที่พักแขนเช่นกันครับ ทั้งนี้ ผมขอเตือนว่าข้อเสียของที่นั่งแถวหน้าสุดก็มีเช่นกัน นั่นคือ พนักเท้าแขนไม่สามารถยกออกได้แบบแถวอื่นนะครับ พูดง่ายๆคือ "ถ้าที่นั่งว่าง คุณยกพนักเท้าแขนแล้วนอนยาวไม่ได้นั่นแหละ" กับพนักเท้าแขนในที่นั่งหน้าสุดนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าแถวอื่น ทำให้ความกว้างของที่นั่ง (seat width) ลดลงเล็กน้อยจากที่นั่งปกติครับ

ขากลับจะใช้เวลาบินประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า ก็ถือว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ผมก็นั่งดูหนังไปเพลิน ๆ แล้วก็หลับไปงีบหนึ่งเพราะเมื่อเช้าตื่นเร็วประกอบกับผมสั่ง cocktail ไปด้วยแก้วนึงก็หลับสบายเลยครับ พอตื่นมาอีกทีเครื่องบินก็ใกล้จะถึงฮานอยแล้วล่ะ

พอลงเครื่องที่ฮานอยแล้วก็สนามบินโหน่ยบ่ายเหมือนเดิม ดังนั้น ขั้นตอนที่ต้องเปลี่ยนเครื่องแบบขามาก็ต้อง "ทำเหมือนเดิม" นะครับ ขึ้นบันไดเลื่อนที่เดิมและผ่านด่านตรวจของเหลวโลด ดีหน่อยที่รอบขากลับนี้ มีเวลาต่อเครื่องแค่ 2 ชั่วโมง ซึ่งผมว่าเพียงพอแล้ว..ก็ความตื่นเต้นในเที่ยวมันหมดแล้วอ่ะนะ 555 รีบกลับบ้านดีกว่าครับ

เครื่องบินตอนขากลับ เป็นเครื่องเล็กแบบ A321 เหมือนขามาจากกรุงเทพ-ฮานอยครับ ที่นั่งเป็นแบบ 3-3 (ไม่มีทีวีส่วนตัว) ผมเองก็เริ่มล้าจากการเดินทางก็เลยพยายามนั่งหลับ ส่วนอาหารรอบนี้ก็ยังเสิร์ฟโดยให้เลือกสองแบบครับ ดังนี้

1.บะหมี่ปลาเสิร์ฟพร้อมสลัดผัก+ผลไม้+ขนมปัง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์ "ไม่อั้นเหมือนเดิม"

2.พาสต้าไก่เสิร์ฟพร้อมสลัดผัก+ผลไม้+ขนมปัง ชา กาแฟ น้ำผลไม้ เบียร์ ไวน์ "ไม่อั้นเหมือนเดิม"

เห็นเมนูนี้แล้ว บอกตรง ๆ นึกถึงปลาไหลมื้อที่ออกจากญี่ปุ่นมากกกกกกกกกก หน้าตาคนละเรื่องเลยครับ 55555

และแล้ว การเดินทางในทริปนี้ก็มาถึงจุดสิ้นสุด เครื่องบินแตะรันเวย์อย่างปลอดภัยและเทียบงวงเข้าสู่อาคารผู้โดยสารโดยสวัสดิภาพ ความประทับใจในสายการบินนี้ ผมให้ใจไปแบบเต็ม ๆ ครับ จากนั้นผมก็เดินทางกลับบ้านและเตรียมตัวเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นในโอกาสถัดไปและก่อนจากกันในบล็อกนี้ ผมขอสรุปข้อมูลของสายการบินไว้ตามด้านล่างนี้ครับ

​สรุป

สายการบิน Vietnam Airline เป็นสายการบินที่น่าสนใจและนับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการเดินทางสู่ญี่ปุ่น โดยรวมมีข้อดีหลายอย่างดังนี้

1.เครื่องบินใหม่ มีขนาดใหญ่และสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะ เช่น ทีวีส่วนตัว ที่ชาร์จแบตเตอรี่ ผ้าห่ม หมอน

2.มีไฟลท์ให้เลือกเยอะ ตั้งแต่เช้ายันเย็น (ช่วงบินจากกรุงเทพ) คุณสามารถบินไปเที่ยวเวียดนามก่อนช่วงเช้าแล้วค่อยมาสนามบินตอนค่ำเพื่อไปญี่ปุ่นต่อก็สามารถทำได้ นอกจากนี้เวียดนามยังมีสนามบินหลักสองแห่งทั้งฮานอยและโฮจิมินห์ การเดินทางก็เลยหลากหลายและมีตัวเลือกให้เรามากขึ้นไปอีก

3.เนื่องจากเป็นสายการบินแบบ Full Service ดังนั้น อาหารจึงมีเสิร์ฟ เครื่องดื่ม "ไม่อั้น" ทั้งเหล้า ไวน์ เบียร์ cocktail น้ำผลไม้ กินให้เมากันไปเลย!!! ที่สำคัญ "ฟรีน้ำหนักกระเป๋า 30 กิโลกรัมต่อคน" (Business ให้ 40) ถ้าเกินก็จ่ายเพิ่มได้ 

4.สะสมไมล์ร่วมกับสายการบิน All Nippon Airways (ANA) ได้ -->ฟังดูงั้น ๆ แต่จะบอกว่า ปัจจุบัน ANA กับการบินไทยเป็นพันธมิตรการบินกันนะจ๊ะ หากเราบินบ่อยพอ เราเอาไมล์ที่ได้ไปลงบัญชีสะสมไมล์ของ ANA แล้วมาบินในเครือของการบินไทยได้จ้า!!! 

5.ราคาช่วงโปรโมชัน "จับต้องได้จริง ไม่ต้องนั่งเฝ้าหน้าจอรอรูดแล้วเว็บล่ม" ครั้งนี้ผมได้ราคา 9,300 บาทถ้วน...ถูกกว่าบินตรงไปสมุยอีก แล้วราคานี้ผมบินวันพ่อแห่งชาติด้วยนะ เด็ดป่ะล่ะ!!! แต่ราคานี้ปัจจุบันอาจจะหายากจากปัจจัยน้ำมันแพง ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ที่ได้ราคาสัก 10,000-12,000 บาทก็ถือว่าซื้อได้เลยครับ ไม่เลวเลยล่ะ 

แล้วข้อเสียล่ะ...มีสิครับ ตามนี้เลย

1.การต่อเครื่องทำให้เราเสียเวลาเดินทางกว่าการบินตรงครับ อันนี้ก็ต้องเทียบดูว่า บินตรงราคาแพง แต่บินต่อเครื่องราคาถูกกว่า คุณชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ ไม่มีถูกไม่มีผิด 

2.เนื่องจากเป็นการต่อเครื่อง มือใหม่หลายคนจะ "ร้องยี้" เพราะกลัวหรือกังวลมาก (แต่เอาจริง ๆ คือ มันไม่ยากครับ ทำครั้งเดียวก็รู้หลักแล้ว มันใช้ได้ทั่วโลก)

3.ไฟลท์ของ VN ไม่มีลูกเรือไทยให้บริการ ดังนั้น ใครที่สื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้อาจจะไม่ได้รับความสะดวกหรือมีปัญหาเรื่องการสื่อสารในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

4.ปกติไฟลท์ขากลับของเวียดนามจะเป็นไฟลท์ออกจากญี่ปุ่นตอนเช้า"ทุกสนามบิน" ดังนั้น ใครที่ไม่ชอบตื่นเช้าหรือนิยมบินกลับเย็นถึงไทยค่ำ ๆ  อาจจะไม่ชอบในข้อจำกัดนี้ครับ (จริง ๆ มันมีไฟลท์เย็นจากญี่ปุ่น แต่พอบินแล้วต้องค้างที่เวียดนามหนึ่งคืน เพราะขาเวียดนามกลับไทยมันไม่มีไฟลท์ที่ดึกพอในการบินกลับกรุงเทพต่อในคืนนั้นเลยครับ)

5.ไฟลท์บินจากไทยไปต่อเครื่องในเวียดนามส่วนใหญ่จะใช้เวลาต่อเครื่องประมาณ 3-5 ชั่วโมง ใครที่ไม่ชอบต่อเครื่องนาน ๆ อาจจะต้องเลือกสายการบินอื่นหรือสายการบินที่บินตรงมากกว่า ก็ต้องเลือกเอาตามความสะดวกล่ะครับ!

สำหรับใครที่กลัวเรื่อง delay หรือ overbook ผมขอบอกไว้เลยว่า "อย่าไปฟังคนอื่นเวลาบอกว่าสายบินนี้ชอบ delay ครับเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันและมันเกิดขึ้นได้กับทุกสายการบินบนโลกใบนี้ ผมเองก็อ่านกระทู้อ่านโพสต์มาเยอะ คนไม่ประทับใจก็มีจนบอกว่าอย่าบิน บางคนก็บอกดี ผมก็ไม่แคร์ครับ จะลองบิน ก็ไม่เห็นเจอ delay หรือ overbook เลย คือ อยากให้เพื่อน ๆ ที่มาอ่านช่วยเปิดใจตรงนี้บ้างน่ะครับ เงินของเรา..ใช้ซะ อย่าให้คนอื่นมากำหนดแทนครับ ฝากไว้"

หมายเหตุ : ประสบการณ์การเดินทางของแต่ละคนที่ได้รับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละเที่ยวบินจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความคาดหวังของตัวผู้โดยสารเอง การให้บริการจากเจ้าหน้าที่บนเครื่อง การประสานงานจากเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน รวมถึงสภาพเครื่องบินที่ใช้ทำการบินและสภาพอากาศในแต่ละวันครับ 

สุดท้ายนี้จริง ๆ ผมขอบอกเลยว่า ผมจะใช้บริการของสายการบิน Vietnam Airline เป็นครั้งที่สามอีกแน่นอน แล้วถ้ามีโอกาสผมจะมารีวิวอีก วันนี้สวัสดีและขอบคุณที่อ่านจนจบครับ ^^ 

ที่มาของภาพปก brandingasia

ภาพเครื่องบินจาก flickr และ travellerau

ภาพที่เหลือเป็นของโอทารุทั้งหมด ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตครับ