t เที่ยวและชอปปิงในญี่ปุ่น

พาเดินเล่นย้อนอดีตสู่ยุคโชวะที่ Daiba Itchome Shotengai, Tokyo

By , วันอังคาร, 11 ธันวาคม 2561

สวัสดีครับเพื่อนๆผู้อ่าน สัปดาห์นี้โอทารุจะยังขอปักหลักอยู่แถวๆโตเกียวนี่ล่ะครับ ยังไม่ออกไปไหน ทว่าบล็อกนี้ผมจะไม่พารีวิวโรงแรมแต่จะพาไปเดินเล่นที่เกาะ Odaiba ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่คนในยุคเอโดะได้วางรากฐานและทำการถมทะเลไว้ตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนครับ

อย่างไรก็ตาม ขอบอกว่า ผมจะพาไปเที่ยวที่ตึกแห่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจและเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากขึ้นในเมืองใหญ่ของโตเกียวครับ โดยสถานที่ที่ผมจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกันในครั้งนี้ก็คือ Daiba Itchome Shotengai ซึ่งเป็นโซนธีมพาร์คเล็กๆ ตกแต่งในสมัยโชวะและมีตู้เกมโบราณให้เล่นมากมายครับ! เอาล่ะ มาเริ่มเดินทางกับผมกันเล้ยยยยย

รัชศกโชวะ แปลตรงตัวว่า "ร่วมใจสามัคคี" รัชศกนี้ใช้ในสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926-1989 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองด้วย ยุคสมัยนี้ถือเป็นยุคทองของญี่ปุ่น เพราะแม้ญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลก แต่ก็ทำให้ชาวโลกตะลึงมาแล้วด้วยการพัฒนาคนและเทคโนโลยีจนแซงหน้าอารยประเทศอื่นๆในสมัยนั้นได้มากมาย 

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สถานที่ที่ผมจะพาไปย้อนอดีตนั้น ตั้งอยู่บนเกาะ Odaiba ซึ่งเราต้องนั่งรถไฟฟ้าไปนะครับ แต่ฟังแล้วก็ไม่ต้องถอดใจเพราะมันไม่ได้ไกลหรือยากเลยครับ (สำหรับประวัติความเป็นมาของเกาะ ผมขอข้ามไปก็แล้วกันนะครับ เนื้อหาจะได้ไม่ยืดเยื้อ)

การเดินทางมาที่เกาะ Odaiba นั้นง่ายมากๆ โดยเริ่มได้จากย่านดังๆในโตเกียวทั้งหลายได้ง่าย เช่น Tokyo Station, Ginza, Shibuya, Shinjuku, Ikebukuto, Ueno ซึ่งจากสถานีดังกล่าวนั้น ขอให้เพื่อนๆนั่งรถไฟ JR สาย Yamanote ซึ่งเป็นสายรถไฟที่วิ่งเป็นวงกลมจะสะดวกที่สุด จากนั้นให้นั่งมาลงที่สถานี Shimbashi แล้วออกจากระบบรถไฟของบริษัท JR เพื่อเดินมาขึ้นรถไฟลอยฟ้าอีกระบบหนึ่ง ชื่อว่า Yurikamome ซึ่่งเป็นสายรถไฟที่ไฮเทคด้วยการควบคุมการเดินรถด้วยคอมพิวเตอร์และไม่มีคนขับที่เป็นมนุษย์คอยควบคุมเหมือนรถไฟฟ้าสายอื่นครับ ทั้งนี้ ขอให้เพื่อนๆลงรถไฟที่สถานี Odaiba-Kaihinkoen แล้วเดินมาเข้าห้างสรรพสินค้าชื่อ DECKS Tokyo Beach สุดท้ายก็มุ่งหน้าขึ้นมาที่ชั้น 4 ก็จะพบกับทางเข้าที่มีชินคันเซน Series 0 ตั้งขบวนรอต้อนรับทุกคนอยู่ครับ!

เมื่อเดินเข้ามาด้านใน เราก็จะพบกับร้านค้าที่ขายของต่างๆมากมาย ทั้งขนมนมเนยหรือของกระจุกกระจิกที่นี่ครับ ราคาก็ไม่ได้โหดร้ายมากจนเกินไป (แต่อย่าไปเทียบกับของห้างลดราคาก็แล้วกัน มันคนละอารมณ์อยู่แล้ว) ที่สำคัญคือ ที่นี่มีขนมมันฝรั่งเฟรนช์ฟรายขายด้วย! ตอนแรกผมก็เข้าใจว่ามีขายเฉพาะในสนามบิน แต่มาเจอที่ร้านในนี้นี่ล่ะครับ แต่ราคาก็ต้องทำใจเพราะเขาขายราคาเต็ม 1,000 เยนเลยจ้า (ดีที่ยังให้ทำ Tax Free ได้ครับ แต่คำนวณน้ำหนัก+ใช้แรงขนกลับโรงแรมเองนะครับ) 

เมื่อเดินลึกเข้ามาอีกหน่อย จะเห็นมีร้านค้าที่ตกแต่งเหมือนร้านตัดผมเก่าๆ ก็แปลว่าคุณได้เข้าสู่ใจกลางธีมพาร์คแห่งนี้แล้วครับ สังเกตดูได้เลยว่า บรรยากาศรอบๆจะเริ่มเหมือนเราอยู่ในยุคปี 1950-60 พร้อมกับมีตู้เกมเก่าๆที่หลายๆคนน่าจะคุ้นเคย(และเกิดทัน 555)ครับ

อยากบอกว่าตู้เกมเหล่านี้ คนญี่ปุ่นเขารักษาไว้ดีมากจริงๆครับ บางตู้นี่อายุเกิน 30 ปีแล้วยังเล่นได้ดี ปุ่มไม่เสียเลยสักปุ่มก็มี...นึกแล้วก็อยากให้โซนเกมในเมืองไทยคอยเอาใจใส่ซ่อมปุ่มกดพวกนี้บ้างจัง โดยเฉพาะเกมต่อสู้ทั้งหลายเนี่ย เวลาผมไปเล่นทีไร มักจะเจอปุ่มเสียสักปุ่มสองปุ่มเสมอเลยครับ อ้อ! ค่าเล่นเกมส่วนใหญ่จะคิดที่ครั้งละ 100 เยนนะครับ ถ้าใครไม่มีเหรียญมาก็ไม่ต้องห่วง เขามีเครื่องแลกเหรียญให้ครับ ว่าแล้วก็มาชมภาพกันครับว่าบรรยากาศโดยรวมมีหน้าตาเป็นอย่างไร 

หลังจากที่เล่นเกมกันจุใจแล้ว ผมแนะนำให้เดินมาที่ฝั่งตรงข้าม จะเป็นร้านขายขนมวันวาน (ออกแนวขนมหลอกเด็กบ้านเรา แต่ที่นั่นดูดีกว่าเยอะจนผู้ใหญ่วัยโข่งอย่างผมก็ต้องซื้อจนได้) และตกแต่งในบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ย้อนยุคครับ

เสร็จจากเสียเงินซื้อขนมแล้ว จะมีร้านนึงเป็นแบบเสี่ยงโชค ชื่อร้าน Lucky Box ซึ่งชื่อก็ตรงตัวคือ มันจะมีกล่องของขวัญมาให้เราเลือกเยอะมากกกกกกกกกกก เราก็จ่ายเงินแล้วก็หยิบกล่องที่ชอบซะ ข้างในมีรางวัลทุกกล่องครับ ตอนแรกผมก็ว่าจะไม่เล่นหรอก แต่ยืนดูที่ร้านเขาโฆษณาแล้วก็เกิดกิเลส เพราะรางวัลที่มีคนได้นั้นคือ PSP ไม่ก็เครื่องเกมแพงๆ หรือ package รางวัลอื่นๆที่ราคาสูงมาก 555 สุดท้ายผมเสียเงินไป 3,000 เยนครับ สิ่งที่ได้กลับมาคือ ตุ๊กตาโคนันและก็พวกหุ่นหน้ากากมดแดงแล้วก็ถุงหุ้มขวด PET ลายโทโทโระ มีแค่นี้แหละ T_T 

หากใครยังไม่จุใจการเล่นเกม ที่นี่ยังมี Trick-art Museum ให้เข้ากันอีกหนึ่งแห่งแล้วก็ที่ชั้น 3 จะมี SEGA Joypolis ซึ่งเน้นเรื่องเกมจริงจังมากๆ มีแบบใส่ VR ให้เล่นด้วยนะครับ ใครสนใจก็ลองลงบันไดไปสอบถามพนักงานได้ ส่วนใครที่หิวแล้วก็สามารถเดินไปที่โซน Takoyaki Museum ได้ ฟังชื่อแล้วไม่ต้องห่วงครับ "มันก็แค่ Food Court ที่ขาย Takoyaki เป็นหลักนั่นแหละ" ไม่ได้แนะนำประวัติศาสตร์ของอาหารชนิดนี้แต่อย่างใด...เอ แล้วใครมันไปตั้งว่าเป็นมิวเซียมไว้หนอ!!! 

​สำหรับตัวโอทารุเอง หลังจากเสพบรรยากาศยุคโชวะจนหนำใจพร้อมกับเสียเงินแล้ว ก็เดินออกไปที่ห้าง DiverCity Tokyo เพื่อไปทานอาหารกลางวันและทักทาย Unicorn Gundam ครับ (สองห้างนี้มีระยะเดินนิดนึง แต่ถ้าอากาศไม่ร้อนมากก็เดินได้แบบสบายๆแน่นอนครับ) ก็หวังว่าการพาเที่ยวในวันนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆที่กำลังมองหาที่เที่ยวแปลกๆในโตเกียวนะคร้าบบบบบ ^^ 

สรุป

Daiba Itchome Shotengai เป็นธีมพาร์คเล็กๆที่ออกแบบมาเหมือน Game arcade ในบรรยากาศยุคโชวะ แต่ด้วยความที่ไม่ได้รับการโปรโมตมากนักทำให้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาครับ วันที่ผมมาเดินเล่นนั้น ขนาดเป็นวันหยุดยาวช่วงต้นเดือนธันวาคม ยังเจอคนไทยคนอื่นมาเดินเล่นแค่สามสี่คนเองครับ แต่...ที่ตกใจคือ มีนักเรียนจากต่างจังหวัดบุกมาที่นี่กันเกือบ 50 คนเลยทีเดียว บรรยากาศก็เลยแอบครึกครื้นหน่อย ส่วน Takoyaki Museum ค่อนข้างเงียบครับ ส่วนราคาเท่าที่เดินดูก็ประมาณ 500 เยน จะทานไว้รองท้องก็ไม่เลวครับ ^^

ภาพปกและข้อมูลทางการจากเว็บไซต์ของที่นี่โดยตรง

ภาพประกอบที่เหลือจากกล้องของโอทารุทั้งหมด ห้ามผู้ใดนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตครับ 

สวัสดีครับเพื่อนๆผู้อ่าน สัปดาห์นี้โอทารุจะยังขอปักหลักอยู่แถวๆโตเกียวนี่ล่ะครับ ยังไม่ออกไปไหน ทว่าบล็อกนี้ผมจะไม่พารีวิวโรงแรมแต่จะพาไปเดินเล่นที่เกาะ Odaiba ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่คนในยุคเอโดะได้วางรากฐานและทำการถมทะเลไว้ตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนครับ

อย่างไรก็ตาม ขอบอกว่า ผมจะพาไปเที่ยวที่ตึกแห่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจและเป็นเสน่ห์ที่หาได้ยากขึ้นในเมืองใหญ่ของโตเกียวครับ โดยสถานที่ที่ผมจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักกันในครั้งนี้ก็คือ Daiba Itchome Shotengai ซึ่งเป็นโซนธีมพาร์คเล็กๆ ตกแต่งในสมัยโชวะและมีตู้เกมโบราณให้เล่นมากมายครับ! เอาล่ะ มาเริ่มเดินทางกับผมกันเล้ยยยยย

รัชศกโชวะ แปลตรงตัวว่า "ร่วมใจสามัคคี" รัชศกนี้ใช้ในสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต้ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1926-1989 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองด้วย ยุคสมัยนี้ถือเป็นยุคทองของญี่ปุ่น เพราะแม้ญี่ปุ่นจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลก แต่ก็ทำให้ชาวโลกตะลึงมาแล้วด้วยการพัฒนาคนและเทคโนโลยีจนแซงหน้าอารยประเทศอื่นๆในสมัยนั้นได้มากมาย 

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สถานที่ที่ผมจะพาไปย้อนอดีตนั้น ตั้งอยู่บนเกาะ Odaiba ซึ่งเราต้องนั่งรถไฟฟ้าไปนะครับ แต่ฟังแล้วก็ไม่ต้องถอดใจเพราะมันไม่ได้ไกลหรือยากเลยครับ (สำหรับประวัติความเป็นมาของเกาะ ผมขอข้ามไปก็แล้วกันนะครับ เนื้อหาจะได้ไม่ยืดเยื้อ)

การเดินทางมาที่เกาะ Odaiba นั้นง่ายมากๆ โดยเริ่มได้จากย่านดังๆในโตเกียวทั้งหลายได้ง่าย เช่น Tokyo Station, Ginza, Shibuya, Shinjuku, Ikebukuto, Ueno ซึ่งจากสถานีดังกล่าวนั้น ขอให้เพื่อนๆนั่งรถไฟ JR สาย Yamanote ซึ่งเป็นสายรถไฟที่วิ่งเป็นวงกลมจะสะดวกที่สุด จากนั้นให้นั่งมาลงที่สถานี Shimbashi แล้วออกจากระบบรถไฟของบริษัท JR เพื่อเดินมาขึ้นรถไฟลอยฟ้าอีกระบบหนึ่ง ชื่อว่า Yurikamome ซึ่่งเป็นสายรถไฟที่ไฮเทคด้วยการควบคุมการเดินรถด้วยคอมพิวเตอร์และไม่มีคนขับที่เป็นมนุษย์คอยควบคุมเหมือนรถไฟฟ้าสายอื่นครับ ทั้งนี้ ขอให้เพื่อนๆลงรถไฟที่สถานี Odaiba-Kaihinkoen แล้วเดินมาเข้าห้างสรรพสินค้าชื่อ DECKS Tokyo Beach สุดท้ายก็มุ่งหน้าขึ้นมาที่ชั้น 4 ก็จะพบกับทางเข้าที่มีชินคันเซน Series 0 ตั้งขบวนรอต้อนรับทุกคนอยู่ครับ!

เมื่อเดินเข้ามาด้านใน เราก็จะพบกับร้านค้าที่ขายของต่างๆมากมาย ทั้งขนมนมเนยหรือของกระจุกกระจิกที่นี่ครับ ราคาก็ไม่ได้โหดร้ายมากจนเกินไป (แต่อย่าไปเทียบกับของห้างลดราคาก็แล้วกัน มันคนละอารมณ์อยู่แล้ว) ที่สำคัญคือ ที่นี่มีขนมมันฝรั่งเฟรนช์ฟรายขายด้วย! ตอนแรกผมก็เข้าใจว่ามีขายเฉพาะในสนามบิน แต่มาเจอที่ร้านในนี้นี่ล่ะครับ แต่ราคาก็ต้องทำใจเพราะเขาขายราคาเต็ม 1,000 เยนเลยจ้า (ดีที่ยังให้ทำ Tax Free ได้ครับ แต่คำนวณน้ำหนัก+ใช้แรงขนกลับโรงแรมเองนะครับ) 

เมื่อเดินลึกเข้ามาอีกหน่อย จะเห็นมีร้านค้าที่ตกแต่งเหมือนร้านตัดผมเก่าๆ ก็แปลว่าคุณได้เข้าสู่ใจกลางธีมพาร์คแห่งนี้แล้วครับ สังเกตดูได้เลยว่า บรรยากาศรอบๆจะเริ่มเหมือนเราอยู่ในยุคปี 1950-60 พร้อมกับมีตู้เกมเก่าๆที่หลายๆคนน่าจะคุ้นเคย(และเกิดทัน 555)ครับ

อยากบอกว่าตู้เกมเหล่านี้ คนญี่ปุ่นเขารักษาไว้ดีมากจริงๆครับ บางตู้นี่อายุเกิน 30 ปีแล้วยังเล่นได้ดี ปุ่มไม่เสียเลยสักปุ่มก็มี...นึกแล้วก็อยากให้โซนเกมในเมืองไทยคอยเอาใจใส่ซ่อมปุ่มกดพวกนี้บ้างจัง โดยเฉพาะเกมต่อสู้ทั้งหลายเนี่ย เวลาผมไปเล่นทีไร มักจะเจอปุ่มเสียสักปุ่มสองปุ่มเสมอเลยครับ อ้อ! ค่าเล่นเกมส่วนใหญ่จะคิดที่ครั้งละ 100 เยนนะครับ ถ้าใครไม่มีเหรียญมาก็ไม่ต้องห่วง เขามีเครื่องแลกเหรียญให้ครับ ว่าแล้วก็มาชมภาพกันครับว่าบรรยากาศโดยรวมมีหน้าตาเป็นอย่างไร 

หลังจากที่เล่นเกมกันจุใจแล้ว ผมแนะนำให้เดินมาที่ฝั่งตรงข้าม จะเป็นร้านขายขนมวันวาน (ออกแนวขนมหลอกเด็กบ้านเรา แต่ที่นั่นดูดีกว่าเยอะจนผู้ใหญ่วัยโข่งอย่างผมก็ต้องซื้อจนได้) และตกแต่งในบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ย้อนยุคครับ

เสร็จจากเสียเงินซื้อขนมแล้ว จะมีร้านนึงเป็นแบบเสี่ยงโชค ชื่อร้าน Lucky Box ซึ่งชื่อก็ตรงตัวคือ มันจะมีกล่องของขวัญมาให้เราเลือกเยอะมากกกกกกกกกกก เราก็จ่ายเงินแล้วก็หยิบกล่องที่ชอบซะ ข้างในมีรางวัลทุกกล่องครับ ตอนแรกผมก็ว่าจะไม่เล่นหรอก แต่ยืนดูที่ร้านเขาโฆษณาแล้วก็เกิดกิเลส เพราะรางวัลที่มีคนได้นั้นคือ PSP ไม่ก็เครื่องเกมแพงๆ หรือ package รางวัลอื่นๆที่ราคาสูงมาก 555 สุดท้ายผมเสียเงินไป 3,000 เยนครับ สิ่งที่ได้กลับมาคือ ตุ๊กตาโคนันและก็พวกหุ่นหน้ากากมดแดงแล้วก็ถุงหุ้มขวด PET ลายโทโทโระ มีแค่นี้แหละ T_T 

หากใครยังไม่จุใจการเล่นเกม ที่นี่ยังมี Trick-art Museum ให้เข้ากันอีกหนึ่งแห่งแล้วก็ที่ชั้น 3 จะมี SEGA Joypolis ซึ่งเน้นเรื่องเกมจริงจังมากๆ มีแบบใส่ VR ให้เล่นด้วยนะครับ ใครสนใจก็ลองลงบันไดไปสอบถามพนักงานได้ ส่วนใครที่หิวแล้วก็สามารถเดินไปที่โซน Takoyaki Museum ได้ ฟังชื่อแล้วไม่ต้องห่วงครับ "มันก็แค่ Food Court ที่ขาย Takoyaki เป็นหลักนั่นแหละ" ไม่ได้แนะนำประวัติศาสตร์ของอาหารชนิดนี้แต่อย่างใด...เอ แล้วใครมันไปตั้งว่าเป็นมิวเซียมไว้หนอ!!! 

​สำหรับตัวโอทารุเอง หลังจากเสพบรรยากาศยุคโชวะจนหนำใจพร้อมกับเสียเงินแล้ว ก็เดินออกไปที่ห้าง DiverCity Tokyo เพื่อไปทานอาหารกลางวันและทักทาย Unicorn Gundam ครับ (สองห้างนี้มีระยะเดินนิดนึง แต่ถ้าอากาศไม่ร้อนมากก็เดินได้แบบสบายๆแน่นอนครับ) ก็หวังว่าการพาเที่ยวในวันนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆที่กำลังมองหาที่เที่ยวแปลกๆในโตเกียวนะคร้าบบบบบ ^^ 

สรุป

Daiba Itchome Shotengai เป็นธีมพาร์คเล็กๆที่ออกแบบมาเหมือน Game arcade ในบรรยากาศยุคโชวะ แต่ด้วยความที่ไม่ได้รับการโปรโมตมากนักทำให้แทบไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาครับ วันที่ผมมาเดินเล่นนั้น ขนาดเป็นวันหยุดยาวช่วงต้นเดือนธันวาคม ยังเจอคนไทยคนอื่นมาเดินเล่นแค่สามสี่คนเองครับ แต่...ที่ตกใจคือ มีนักเรียนจากต่างจังหวัดบุกมาที่นี่กันเกือบ 50 คนเลยทีเดียว บรรยากาศก็เลยแอบครึกครื้นหน่อย ส่วน Takoyaki Museum ค่อนข้างเงียบครับ ส่วนราคาเท่าที่เดินดูก็ประมาณ 500 เยน จะทานไว้รองท้องก็ไม่เลวครับ ^^

ภาพปกและข้อมูลทางการจากเว็บไซต์ของที่นี่โดยตรง

ภาพประกอบที่เหลือจากกล้องของโอทารุทั้งหมด ห้ามผู้ใดนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับอนุญาตครับ