w ทำงานในญี่ปุ่น

เล่าเรื่องหางานสายครีเอทีฟในญี่ปุ่น ตอนที่ 1

By , วันพฤหัสบดี, 09 มิถุนายน 2559


สวัสดีค่ะ บล็อคก่อนๆ เล่าชีวิตนักเรียนและความเป็นอยู่ไปแล้ว

คราวนี้เรามาเข้าสู่ชีวิตช่วงหางานกันแล้วค่ะ

ขอเกริ่นหน่อยค่ะ สำหรับตอนนี้จะเกี่ยวกับชีวิตของสาววัย 24 ย่าง 25 ปี (ในตอนนั้น)

กำลังไล่ตามความฝันที่จะได้ทำงานในสายที่ตัวเองชอบในญี่ปุ่น และ


สมัครงานไปถึง 55 (ห้าสิบห้า) บริษัท!!! 


จะดราม่า น้ำตาหนึ่งลิตร ขนาดไหน เชิญชมกันได้ค่ะ

ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ


งานที่เราหาจะเป็นงานด้าน クリエイティブ・クリエイター (Creative Creator)  

ซึ่งงานด้านนี้กว้างค่ะ มีทั้งสายเกมส์ สายอนิเม สายดีไซน์ และสายหนังตัดต่อ อีเว้นท์

และอื่นๆมากมายก่ายกอง แต่ลักๆเราจะไป ทางบริษัทเกมส์และอนิเม ในตำแหน่งกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ 


ช่วงทิ่เราเริ่มหางานนั้น จะเป็นช่วงปีสองตั้งแต่ ต้นเทอมยันเรียนจบเลยค่ะ 

แน่นอนว่า ความสามารถของเราในตอนนั้นก็มีน้อยนิดมาก

(คือคุณขา เพิ่งเรียนได้ปีเดียวแถมวาดรูปก็เพิ่งมาจริงจังเอาตอนเรียน......

ฝีมือก็ตามอัตภาพค่ะ) ระดับฝีมือเราในตอนนั้นก็จะอยู่ประมาณกลางๆ

ในคลาสที่เรียน 


ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ


งานสายนี้จะเน้นฝีมือและความสามารถทางการวาดค่ะ 

ถ้าเทพจริงๆก็ไม่ต้องคิดมากเลย คุณได้งานแน่นอน (สำหรับเด็กจบใหม่นะคะ)


เราเคยคุยกับคนจากบริษัทอนิเมชื่อดังแห่งนึง

เค้าบอกว่า ถ้าวาดรูปเก่งต่อให้เป็นใบ้เค้าก็รับ

ขอแค่สื่อสารกันได้ก็พอ แต่..........ไอ้ระดับที่ว่าสื่อสารกันได้เนี่ย...

แค่ไหนคือสือสารได้ก็มิทราบเหมือนกันค่ะ 


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวบริษัทด้วยค่ะ

ที่บอกว่าต่อให้เก่งแค่ไหนแต่สื่อสารกันไม่ได้หรือไม่มีมารยาท

ก็ไม่อยากรับเข้ามาทำงานด้วยก็เจอมาค่ะ 

ตรงนี้ต้องบอกว่าแต่ละบริษัทก็มีทัศนคติต่างกันไป สรุปก็ดวงน่ะค่ะ (อ้าว.......


บริษัทที่จำกัดอายุเด็กจบใหม่ให้ไม่เกิน 24-25 ปี ก็เห็นอยู่หลายที่เหมือนกันค่ะ

แน่นอนว่าอายุมีผลนะคะ ทางบริษัทเค้าก็ต้องอยากได้คนอายุน้อยอยู่แล้ว 

เพราะเค้าคิดว่าฝึกง่ายกว่า 

ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ

ย้อนกลับมาที่ตัวเราค่ะ ฝีมือก็ไม่ดี แถมอายุก็มากแล้ว (ตอนเริ่มหางานประมาณ 24 ค่ะ) 

เริ่มหางานแบบจริงจังและบ้าคลั่ง ตอนประมาณเดือนตุลา (เรียนจบเดือนเมษาของปีถัดไป)

แน่นอนว่ากว่าตัวเราจะได้งานก็ปาเข้าไปเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป


อย่างที่กล่าวไปในคำโปรย เราสมัครทั้งหมดไป 55 บริษัท 

และได้งานในบริษัทที่ 55 พอดีค่ะ (ควรจะหัวเราะดีไหมคะเนี่ย) 


ว่ากันว่าการหางานในญี่ปุ่นเนี่ยยากนะคะ 

ขนาดคนญี่ปุ่นเองยังต้องสมัครกันเป็นร้อยที่เลย

เพราะฉะนั้นเรื่องตกเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ

อย่าได้แคร์ เราก็สมัครไปเรื่อยๆเหมือนคนโรคจิตค่ะ

กลับบ้านก็เปิดเว็บไซต์หางานว่ามีงานใหม่ๆอะไรมาไหม 

ถ้ามีก็สมัครเลย สมัครเสร็จก็จดบันทึกไว้

ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ


ตามสายงานของเราตามปกติเวลาสมัครงาน

ก็จะต้องส่ง ポートフォリオ (Pōtoforio) หรือก็คือ พอร์ตโฟลิโอ้ นั่นเองค่ะ

พร้อมกับ 履歴書 (Rirekisho) หรือก็คือ ใบประวัติค่ะ


บ้างที่ก็ต้องส่งไปรษณีย์ บางทีก็ส่งทางอีเมลได้ 

พอบริษัทเห็นว่าเข้าตาหรือผ่านรอบแรก เค้าก็จะนัดสัมภาษณ์ 

หรือไม่ก็มีแบบทดสอบให้ไปทำ 


บริษัทใหญ่ๆบางแห่งก็ให้ส่งผลงานแค่ 3-4 ใบ 

และเปิดสนามสอบค่ะ อันนี้ถ้าสมัครก็เข้าสอบได้เกือบทุกคน 

บริษัทบางที่ก็มีข้อสอบจิตวิทยาด้วยนะคะ (แน่นอนว่าเราสอบตกค่ะ ฮา)


ส่วนค่าทำพอร์ตโฟลิโอ้ ก็แพงค่ะ!

ปริ้นสีหน้าละ 70 เยน (ที่เซเว่นใกล้หอ) 

พอร์ตนึง ประมาณ 20 หน้า ก็ คิดไปเลย 70*20

และค่าแฟ้มอีก ร้อยเยน เป็น 1,500 เยน และค่าส่งอีก 350 เยน

รวมทั้งหมดเป็น 1,850 เยน ต่อการสมัครหนึ่งบริษัทค่ะ


ที่สำคัญ ส่วนมากเค้าก็ไม่ค่อยคืนพอร์ตเท่าไหร่

เรียกว่าแทบล้มละลายกันเลยทีเดียว T_T

ปกพอร์ตของเราเวอร์ชั่นหลังๆค่ะ


การหางานช่วงแรกๆ ที่เรายังโลว์เทค สมัครทางจดหมายอยู่ 

ช่วงนั้นเปิดตู้จดหมาย มาเจอจดหมายปฏิเสธทุกวันจนเป็นโรคจิต 

ตอนเปิดตู้เลยค่ะ เพราะ เราสมัครพร้อมกัน 4-5 บริษัท 

จดหมายปฏิเสธก็มาพร้อมๆกัน TT__TT 


หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ส่งทีละบริษัทดีกว่านะคะ


พอบ่อยๆเข้าก็เริ่มเป็นความชินชา จนกลายเป็นความมันส์เวลาอ่านจดหมายปฏิเสธ 

และการรอดูว่าบริษัทที่สมัครไปคราวก่อน จะใช้แบบฟอร์มการปฏิเสธแบบไหน

บางที่ก็ก๊อบกันมาเป็นแพทเทิร์นกันเลยทีเดียว 


กลายเป็นงานอดิเรกเราในช่วงนั้นไปเลยค่ะ (การหางานทำให้คนเป็นโรคจิตได้) 

จากนั้นไม่นานเราเริ่มรู้สึกว่าใกล้ล้มละลายกับค่าปริ๊นพอร์ตแล้ว

เราเลยใช้วิธีแบบที่เขียนแนะนำตัวผ่านเน็ตก่อนแนบลิงค์ผลงานของเรา 

รอทางนั้นตอบมาก่อน งานอดิเรกเราจากการอ่านจดหมายก็เลยกลายเป็นอ่านอีเมลปฏิเสธไปแทน.....

ปกพอร์ตของเราเวอร์ชั่นหลังๆค่ะ

ช่วงนั้น คนในคลาสเรียนก็ทยอยได้งานกันแล้วค่ะ

เพื่อนสาวชาวเกาหลีวัย 20 ของเราเค้าได้งาน

ตั้งแต่เรียนไม่จบเพราะเค้าเมพมากกกกกกก


ยิ่งตอกย้ำ ยัยไม่เมพแถมอายุมากอย่างเรา 

แต่แม้เราจะเฟล เราจะร้องไห้ เราจะเสียใจยังไง 

แต่กิจวัตรประจําวันของเราก็ไม่เคยเปลี่ยนค่ะ 

เรายังคงเข้าเว็บไซต์หางานทุกวัน 

นั่งหางานทั้งน้ำตานี่แหละค่ะ ซึ่งเราก็พยายามพัฒนา 

พอร์ตงานเราทุกรอบที่เราตกค่ะ (รอบหนึ่งส่งไปสัก 10 บริษัท)


และแล้วความพยายามของเราเริ่มเห็นผล ที่บริษัทที่ 40กว่าๆ 

บางที แค่เปลี่ยนการเรียงหน้าของพอร์ตผลงานชีวิตก็เปลี่ยนจริงๆค่ะ 

เราเริ่มถูกเรียกไปสัมภาษณ์หลายที่จากตอนแรกที่ตกเรื่องผลงาน

ก็กลายเป็นตกสัมภาษณ์แทน (จะดีใจดีไหมเนี่ย)


งานที่เป็นข้อสอบของบริษัทดีไซน์แห่งนึงค่ะ แน่นอนว่าเราตก ฮาา แต่จากงานนี้ทำให้ สกิล AI เราพุ่งกระฉูดเลยค่ะ

จุดนั้นตัวเราเอง ก็ทั้งท้อ ทั้งเหนื่อย ยอมแพ้ไปแล้ว

ต่อให้ไปถึงขั้นสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายก็ตกบางที่

ดูผลงานผ่าน สัมภาษณ์ผ่านแล้ว ดันมาตกที่แบบทดสอบ.....เฮ้อออออ

งานที่เป็นข้อสอบของบริษัทดีไซน์แห่งนึงค่ะ ดีไซน์ชุดค่ะ


พอถึงช่วงใกล้เรียนจบ ตอนนั้นเราตกไปประมาณ 45 บริษัทได้

แน่นอนว่า ท้อใจสุดๆ ได้ยินมาเยอะค่ะว่า ถ้าพ้นสภาพนักเรียนแล้วจะ

หางานยากขึ้น เพราะไม่จัดว่าอยู่ในหมวดเด็กจบใหม่แล้ว


ปรึกษาเอเจนซี่หางาน เค้าก็บอกว่า โปรไฟล์อย่างเรา อายุขนาดนี้แล้ว (ตอนนั้น 25 ปีพอดี)

ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาก่อน ต่อให้เป็นคนญี่ปุ่นเองก็ยาก

ตอนนั้นเราตัดใจเก็บข้าวของส่งของกลับไทยแล้วค่ะ หอก็ต้องออก

งานก็หาไม่ได้ ชีวิตบัดซบ เรียกว่า ร้องไห้ไปแพ็คของกลับบ้านไปเลยทีเดียว T_T

งานที่เป็นข้อสอบของบริษัทเกมส์แห่งนึงค่ะ แน่นอนว่าเราตก TT__TT

ต่ตอนนั้นอยู่ๆเราก็เปลี่ยนใจค่ะ คิดว่าอยากจะสู้จนถึงที่สุด ถ้ากลับไทยไป

ทั้งๆอย่างนี้เราคงเสียใจไปจนตาย เลยทำเรื่องขอวีซ่าหางาน และได้วีซ่าอยู่ต่ออีกครึ่งปี

กะว่าถ้าหาไม่ได้ก็คงต้องกลับจริงๆแล้ว และเราก็ย้ายออกมาอยู่แชร์เฮาส์ ทำงานพิเศษไป หางานไปค่ะ


หลังเรียนจบเราก็ทำงานพิเศษหาเลี้ยงตัวเองไป แถมไล่ตระเวนสมัครงานไปด้วย


จนกระทั่งมีบริษัทเกมส์แห่งหนึ่ง จะรับเราเข้าทำงานค่ะ 

เราดีใจมาก แต่ทว่าบริษัทนี้เค้าไม่เคยรับคนต่างชาติ เค้าไม่เคยรู้ว่ามันจะยุ่งยาก 

และเค้าต้องการคนค้ำประกันด้วยค่ะ เพราะว่างานเค้าความลับเยอะ

เราลองปรีกษาทางโรงเรียนของเราดู แน่นอนว่าทางโรงเรียนไม่รับเป็นผู้ค้ำประกันให้ค่ะ 

แต่ทางโรงเรียนก็แนะนำให้เราใช้บริการบริษัทค้ำประกันสำหรับการเข้าทำงาน 

และทางโรงเรียนเองก็โทรไปคุยกับทางบริษัทเกมส์นั้น เรียกว่าช่วยเราเยอะมาก 

แต่ทว่า ทางบริษัทเกมส์นั้นก็ไม่ตอบอีเมล์เราค่ะ.....

งานดรอว์อิ้ง ที่ใส่ในพอร์ต เราค่ะ ตอนนั้นฝีมือก็มีแค่นี้แหละค่ะTT__TT

แล้วตอนนั้นเอง บริษัทอนิเม ที่เราสัมภาษณ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน

(แต่บริษัทนี้มีข้อสอบค่ะ) ติดต่อมาว่าเราสอบผ่าน

และเรียกนัดเราไปสัมภาษณ์อีกรอบ


คือตอนนั้นเราหนักใจมาก เพราะบริษัทแรกเราตอบตกลงไปแล้ว

แต่พอคุยเรื่องต่อวีซ่าเค้าก็หายไปเลยตั้งสองอาทิตย์…….

ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดแล้วหละว่าเราชวดแล้ว


และตอนนั้นถ้าบริษัทที่เรียกเราไปสัมภาษณ์รอบสอง

เรายังตกอีก เราก็ไม่สู้แล้วค่ะ เราไม่ไหวแล้วจริงๆกับการที่พอมีความหวังแล้วก็ดับไป

ราเคยคิดนะคะว่า หรือเรายังพยายามไม่พอ แล้วเราต้องพยายามอีกแค่ไหน

เรียกว่าตอนนั้น คติประจำตัวเราคือ ความหวังคือยาพิษ จงอยู่อย่างสื้นหวัง


เข้าใจเลยว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงฆ่าตัวตายกัน

แต่พี่ๆ เพือนๆ น้องๆ ที่อ่านบล็อคอย่าเพิ่งคิด ฆ่าตัวตาย เอาตอนหางานนะคะ!

เพราะพอได้เข้าไปทำงานแล้ว มันโหดกว่านั้น เอ้ยย! ไม่ใช่!

งานดีไซน์อินเตอร์เฟสเกมส์ค่ะ ตัวอีลัสเราก็วาดค่ะ

ในที่สุด พระเจ้าก็คงเห็นความพยายามของเรา 

บริษัทที่เรียกเราไปสัมภาษณ์รอบสองนั้น ไม่ได้เรียกเราไปสัมภาษณ์ค่ะ 

แต่เรียกเราไปตกลงเงินเดือนและเซ็นสัญญา กริ๊ดมากก เราแทบน้ำตาไหลเลยค่ะ


ท่านประธานบริษัทบอกเราค่ะว่า บริษัทเค้าไม่เคยรับคนต่างชาตินะ 

แต่เค้ามีเพื่อนเป็นทนาย ถ้าเราตกลง เค้าจะโทรหา 

เพื่อนเค้าให้ดำเนินการเรื่องวีซ่าให้เราทันที 


คือ กริ๊ดค่ะ บริษัทคิดถึงเราน่ะค่ะ เราประทับใจมากรีบบบ

ตอบตกลงทันที จนคนที่สัมภาษณ์งานเราในรอบแรก (นั่งอยู่ข้างๆท่านประธาน) 

ถึงกับหัวเราะออกมาเลยค่ะ


หลังจากเราตกลงเข้าทำงานในบริษัทนี้ เราก็เขียนอีเมล์ไปขอโทษและปฎิเสธบริษัทแรกค่ะ 

แน่นอนว่า เค้าตอบเรากลับมาเร็วมากกก (แหม่ แต่พอเราถามเรื่องวีซ่า นี่หายไปเลยนะ)

งานอนิเมชั่นค่ะ

สำหรับพี่ๆน้องๆที่ กำลังจะหางาน

หรือมีความฝันอยากทำงานสายนี้ในประเทศนี้

เราอยากบอกว่า สู้ๆนะคะ หนทางอาจจะลำบาก

แต่ไม่มีอะไรเกินความพยายามและกำลังใจของเราค่ะ


และหากใครกำลังมีช่วงชีวิตแบบเราช่วงนั้น

อย่ายอมแพ้ อย่าหมดกำลังใจ และ อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดี หรือไม่มีค่านะคะ

เพราะว่าบางที มันเป็นเรื่องของจังหวะค่ะ เราไม่ได้ไม่ดีแต่อาจจะไม่ถูกใจเค้า

เราก็เอาประสบการณ์มาปรับปรุงผลงาน ปรับปรุงการเขียนใบสมัคร

และวางแผนการสัมภาษณ์งานใหม่ อย่าเสียใจนานเกินไปค่ะ

ยังมีบริษัทอีกเป็นร้อยที่รอเราสมัครอยู่


แต่ว่าหางานไม่ยากเท่าหาเนื้อคู่นะคะ!!! นี่หามาทั้งชีวิตแล้วยังไม่เจอเลย................


ตอนนี้อาจจะเน้นเรื่องของเราเยอะไปหน่อย

ไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นข้อมูลมากนัก ต้องขออภัยด้วยค่ะ


ตอนหน้าเราจะลงรายละเอียดการหางานแบบเจาะลึกค่ะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราไปหาที่สมัครงานได้ไงตั้งมากมาย

ถึง 50 กว่าที่ (เราเองยังงงเลยค่ะ) ติดตามชมตอนต่อไปค่ะ


Fan Page Afternoon_silent


---------------------------------------------------------------------

ภาพเฮดบล็อค จาก http://www.photo-ac.com/

ภาพประกอบ จาก  http://www.irasutoya.com/ 

ทั้งสองเว็ป เป็นเว็ป  Free Material ค่ะ เหมาะสำหรับคนทำงานดีไซน์ 

หรือเขียนบทความค่ะ


ส่วนภาพอื่นๆเป็นภาพผลงานเราสมัยปี 2010-2012 ค่ะ


สวัสดีค่ะ บล็อคก่อนๆ เล่าชีวิตนักเรียนและความเป็นอยู่ไปแล้ว

คราวนี้เรามาเข้าสู่ชีวิตช่วงหางานกันแล้วค่ะ

ขอเกริ่นหน่อยค่ะ สำหรับตอนนี้จะเกี่ยวกับชีวิตของสาววัย 24 ย่าง 25 ปี (ในตอนนั้น)

กำลังไล่ตามความฝันที่จะได้ทำงานในสายที่ตัวเองชอบในญี่ปุ่น และ


สมัครงานไปถึง 55 (ห้าสิบห้า) บริษัท!!! 


จะดราม่า น้ำตาหนึ่งลิตร ขนาดไหน เชิญชมกันได้ค่ะ

ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ


งานที่เราหาจะเป็นงานด้าน クリエイティブ・クリエイター (Creative Creator)  

ซึ่งงานด้านนี้กว้างค่ะ มีทั้งสายเกมส์ สายอนิเม สายดีไซน์ และสายหนังตัดต่อ อีเว้นท์

และอื่นๆมากมายก่ายกอง แต่ลักๆเราจะไป ทางบริษัทเกมส์และอนิเม ในตำแหน่งกราฟฟิคดีไซน์เนอร์ 


ช่วงทิ่เราเริ่มหางานนั้น จะเป็นช่วงปีสองตั้งแต่ ต้นเทอมยันเรียนจบเลยค่ะ 

แน่นอนว่า ความสามารถของเราในตอนนั้นก็มีน้อยนิดมาก

(คือคุณขา เพิ่งเรียนได้ปีเดียวแถมวาดรูปก็เพิ่งมาจริงจังเอาตอนเรียน......

ฝีมือก็ตามอัตภาพค่ะ) ระดับฝีมือเราในตอนนั้นก็จะอยู่ประมาณกลางๆ

ในคลาสที่เรียน 


ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ


งานสายนี้จะเน้นฝีมือและความสามารถทางการวาดค่ะ 

ถ้าเทพจริงๆก็ไม่ต้องคิดมากเลย คุณได้งานแน่นอน (สำหรับเด็กจบใหม่นะคะ)


เราเคยคุยกับคนจากบริษัทอนิเมชื่อดังแห่งนึง

เค้าบอกว่า ถ้าวาดรูปเก่งต่อให้เป็นใบ้เค้าก็รับ

ขอแค่สื่อสารกันได้ก็พอ แต่..........ไอ้ระดับที่ว่าสื่อสารกันได้เนี่ย...

แค่ไหนคือสือสารได้ก็มิทราบเหมือนกันค่ะ 


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวบริษัทด้วยค่ะ

ที่บอกว่าต่อให้เก่งแค่ไหนแต่สื่อสารกันไม่ได้หรือไม่มีมารยาท

ก็ไม่อยากรับเข้ามาทำงานด้วยก็เจอมาค่ะ 

ตรงนี้ต้องบอกว่าแต่ละบริษัทก็มีทัศนคติต่างกันไป สรุปก็ดวงน่ะค่ะ (อ้าว.......


บริษัทที่จำกัดอายุเด็กจบใหม่ให้ไม่เกิน 24-25 ปี ก็เห็นอยู่หลายที่เหมือนกันค่ะ

แน่นอนว่าอายุมีผลนะคะ ทางบริษัทเค้าก็ต้องอยากได้คนอายุน้อยอยู่แล้ว 

เพราะเค้าคิดว่าฝึกง่ายกว่า 

ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ

ย้อนกลับมาที่ตัวเราค่ะ ฝีมือก็ไม่ดี แถมอายุก็มากแล้ว (ตอนเริ่มหางานประมาณ 24 ค่ะ) 

เริ่มหางานแบบจริงจังและบ้าคลั่ง ตอนประมาณเดือนตุลา (เรียนจบเดือนเมษาของปีถัดไป)

แน่นอนว่ากว่าตัวเราจะได้งานก็ปาเข้าไปเดือนกรกฎาคมของปีถัดไป


อย่างที่กล่าวไปในคำโปรย เราสมัครทั้งหมดไป 55 บริษัท 

และได้งานในบริษัทที่ 55 พอดีค่ะ (ควรจะหัวเราะดีไหมคะเนี่ย) 


ว่ากันว่าการหางานในญี่ปุ่นเนี่ยยากนะคะ 

ขนาดคนญี่ปุ่นเองยังต้องสมัครกันเป็นร้อยที่เลย

เพราะฉะนั้นเรื่องตกเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ

อย่าได้แคร์ เราก็สมัครไปเรื่อยๆเหมือนคนโรคจิตค่ะ

กลับบ้านก็เปิดเว็บไซต์หางานว่ามีงานใหม่ๆอะไรมาไหม 

ถ้ามีก็สมัครเลย สมัครเสร็จก็จดบันทึกไว้

ภาพประกอบจาก เว็ป http://www.irasutoya.com/ เป็นเว็ป Free Material ค่ะ


ตามสายงานของเราตามปกติเวลาสมัครงาน

ก็จะต้องส่ง ポートフォリオ (Pōtoforio) หรือก็คือ พอร์ตโฟลิโอ้ นั่นเองค่ะ

พร้อมกับ 履歴書 (Rirekisho) หรือก็คือ ใบประวัติค่ะ


บ้างที่ก็ต้องส่งไปรษณีย์ บางทีก็ส่งทางอีเมลได้ 

พอบริษัทเห็นว่าเข้าตาหรือผ่านรอบแรก เค้าก็จะนัดสัมภาษณ์ 

หรือไม่ก็มีแบบทดสอบให้ไปทำ 


บริษัทใหญ่ๆบางแห่งก็ให้ส่งผลงานแค่ 3-4 ใบ 

และเปิดสนามสอบค่ะ อันนี้ถ้าสมัครก็เข้าสอบได้เกือบทุกคน 

บริษัทบางที่ก็มีข้อสอบจิตวิทยาด้วยนะคะ (แน่นอนว่าเราสอบตกค่ะ ฮา)


ส่วนค่าทำพอร์ตโฟลิโอ้ ก็แพงค่ะ!

ปริ้นสีหน้าละ 70 เยน (ที่เซเว่นใกล้หอ) 

พอร์ตนึง ประมาณ 20 หน้า ก็ คิดไปเลย 70*20

และค่าแฟ้มอีก ร้อยเยน เป็น 1,500 เยน และค่าส่งอีก 350 เยน

รวมทั้งหมดเป็น 1,850 เยน ต่อการสมัครหนึ่งบริษัทค่ะ


ที่สำคัญ ส่วนมากเค้าก็ไม่ค่อยคืนพอร์ตเท่าไหร่

เรียกว่าแทบล้มละลายกันเลยทีเดียว T_T

ปกพอร์ตของเราเวอร์ชั่นหลังๆค่ะ


การหางานช่วงแรกๆ ที่เรายังโลว์เทค สมัครทางจดหมายอยู่ 

ช่วงนั้นเปิดตู้จดหมาย มาเจอจดหมายปฏิเสธทุกวันจนเป็นโรคจิต 

ตอนเปิดตู้เลยค่ะ เพราะ เราสมัครพร้อมกัน 4-5 บริษัท 

จดหมายปฏิเสธก็มาพร้อมๆกัน TT__TT 


หากจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ส่งทีละบริษัทดีกว่านะคะ


พอบ่อยๆเข้าก็เริ่มเป็นความชินชา จนกลายเป็นความมันส์เวลาอ่านจดหมายปฏิเสธ 

และการรอดูว่าบริษัทที่สมัครไปคราวก่อน จะใช้แบบฟอร์มการปฏิเสธแบบไหน

บางที่ก็ก๊อบกันมาเป็นแพทเทิร์นกันเลยทีเดียว 


กลายเป็นงานอดิเรกเราในช่วงนั้นไปเลยค่ะ (การหางานทำให้คนเป็นโรคจิตได้) 

จากนั้นไม่นานเราเริ่มรู้สึกว่าใกล้ล้มละลายกับค่าปริ๊นพอร์ตแล้ว

เราเลยใช้วิธีแบบที่เขียนแนะนำตัวผ่านเน็ตก่อนแนบลิงค์ผลงานของเรา 

รอทางนั้นตอบมาก่อน งานอดิเรกเราจากการอ่านจดหมายก็เลยกลายเป็นอ่านอีเมลปฏิเสธไปแทน.....

ปกพอร์ตของเราเวอร์ชั่นหลังๆค่ะ

ช่วงนั้น คนในคลาสเรียนก็ทยอยได้งานกันแล้วค่ะ

เพื่อนสาวชาวเกาหลีวัย 20 ของเราเค้าได้งาน

ตั้งแต่เรียนไม่จบเพราะเค้าเมพมากกกกกกก


ยิ่งตอกย้ำ ยัยไม่เมพแถมอายุมากอย่างเรา 

แต่แม้เราจะเฟล เราจะร้องไห้ เราจะเสียใจยังไง 

แต่กิจวัตรประจําวันของเราก็ไม่เคยเปลี่ยนค่ะ 

เรายังคงเข้าเว็บไซต์หางานทุกวัน 

นั่งหางานทั้งน้ำตานี่แหละค่ะ ซึ่งเราก็พยายามพัฒนา 

พอร์ตงานเราทุกรอบที่เราตกค่ะ (รอบหนึ่งส่งไปสัก 10 บริษัท)


และแล้วความพยายามของเราเริ่มเห็นผล ที่บริษัทที่ 40กว่าๆ 

บางที แค่เปลี่ยนการเรียงหน้าของพอร์ตผลงานชีวิตก็เปลี่ยนจริงๆค่ะ 

เราเริ่มถูกเรียกไปสัมภาษณ์หลายที่จากตอนแรกที่ตกเรื่องผลงาน

ก็กลายเป็นตกสัมภาษณ์แทน (จะดีใจดีไหมเนี่ย)


งานที่เป็นข้อสอบของบริษัทดีไซน์แห่งนึงค่ะ แน่นอนว่าเราตก ฮาา แต่จากงานนี้ทำให้ สกิล AI เราพุ่งกระฉูดเลยค่ะ

จุดนั้นตัวเราเอง ก็ทั้งท้อ ทั้งเหนื่อย ยอมแพ้ไปแล้ว

ต่อให้ไปถึงขั้นสัมภาษณ์ แต่สุดท้ายก็ตกบางที่

ดูผลงานผ่าน สัมภาษณ์ผ่านแล้ว ดันมาตกที่แบบทดสอบ.....เฮ้อออออ

งานที่เป็นข้อสอบของบริษัทดีไซน์แห่งนึงค่ะ ดีไซน์ชุดค่ะ


พอถึงช่วงใกล้เรียนจบ ตอนนั้นเราตกไปประมาณ 45 บริษัทได้

แน่นอนว่า ท้อใจสุดๆ ได้ยินมาเยอะค่ะว่า ถ้าพ้นสภาพนักเรียนแล้วจะ

หางานยากขึ้น เพราะไม่จัดว่าอยู่ในหมวดเด็กจบใหม่แล้ว


ปรึกษาเอเจนซี่หางาน เค้าก็บอกว่า โปรไฟล์อย่างเรา อายุขนาดนี้แล้ว (ตอนนั้น 25 ปีพอดี)

ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านนี้มาก่อน ต่อให้เป็นคนญี่ปุ่นเองก็ยาก

ตอนนั้นเราตัดใจเก็บข้าวของส่งของกลับไทยแล้วค่ะ หอก็ต้องออก

งานก็หาไม่ได้ ชีวิตบัดซบ เรียกว่า ร้องไห้ไปแพ็คของกลับบ้านไปเลยทีเดียว T_T

งานที่เป็นข้อสอบของบริษัทเกมส์แห่งนึงค่ะ แน่นอนว่าเราตก TT__TT

ต่ตอนนั้นอยู่ๆเราก็เปลี่ยนใจค่ะ คิดว่าอยากจะสู้จนถึงที่สุด ถ้ากลับไทยไป

ทั้งๆอย่างนี้เราคงเสียใจไปจนตาย เลยทำเรื่องขอวีซ่าหางาน และได้วีซ่าอยู่ต่ออีกครึ่งปี

กะว่าถ้าหาไม่ได้ก็คงต้องกลับจริงๆแล้ว และเราก็ย้ายออกมาอยู่แชร์เฮาส์ ทำงานพิเศษไป หางานไปค่ะ


หลังเรียนจบเราก็ทำงานพิเศษหาเลี้ยงตัวเองไป แถมไล่ตระเวนสมัครงานไปด้วย


จนกระทั่งมีบริษัทเกมส์แห่งหนึ่ง จะรับเราเข้าทำงานค่ะ 

เราดีใจมาก แต่ทว่าบริษัทนี้เค้าไม่เคยรับคนต่างชาติ เค้าไม่เคยรู้ว่ามันจะยุ่งยาก 

และเค้าต้องการคนค้ำประกันด้วยค่ะ เพราะว่างานเค้าความลับเยอะ

เราลองปรีกษาทางโรงเรียนของเราดู แน่นอนว่าทางโรงเรียนไม่รับเป็นผู้ค้ำประกันให้ค่ะ 

แต่ทางโรงเรียนก็แนะนำให้เราใช้บริการบริษัทค้ำประกันสำหรับการเข้าทำงาน 

และทางโรงเรียนเองก็โทรไปคุยกับทางบริษัทเกมส์นั้น เรียกว่าช่วยเราเยอะมาก 

แต่ทว่า ทางบริษัทเกมส์นั้นก็ไม่ตอบอีเมล์เราค่ะ.....

งานดรอว์อิ้ง ที่ใส่ในพอร์ต เราค่ะ ตอนนั้นฝีมือก็มีแค่นี้แหละค่ะTT__TT

แล้วตอนนั้นเอง บริษัทอนิเม ที่เราสัมภาษณ์ในเวลาไล่เลี่ยกัน

(แต่บริษัทนี้มีข้อสอบค่ะ) ติดต่อมาว่าเราสอบผ่าน

และเรียกนัดเราไปสัมภาษณ์อีกรอบ


คือตอนนั้นเราหนักใจมาก เพราะบริษัทแรกเราตอบตกลงไปแล้ว

แต่พอคุยเรื่องต่อวีซ่าเค้าก็หายไปเลยตั้งสองอาทิตย์…….

ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดแล้วหละว่าเราชวดแล้ว


และตอนนั้นถ้าบริษัทที่เรียกเราไปสัมภาษณ์รอบสอง

เรายังตกอีก เราก็ไม่สู้แล้วค่ะ เราไม่ไหวแล้วจริงๆกับการที่พอมีความหวังแล้วก็ดับไป

ราเคยคิดนะคะว่า หรือเรายังพยายามไม่พอ แล้วเราต้องพยายามอีกแค่ไหน

เรียกว่าตอนนั้น คติประจำตัวเราคือ ความหวังคือยาพิษ จงอยู่อย่างสื้นหวัง


เข้าใจเลยว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงฆ่าตัวตายกัน

แต่พี่ๆ เพือนๆ น้องๆ ที่อ่านบล็อคอย่าเพิ่งคิด ฆ่าตัวตาย เอาตอนหางานนะคะ!

เพราะพอได้เข้าไปทำงานแล้ว มันโหดกว่านั้น เอ้ยย! ไม่ใช่!

งานดีไซน์อินเตอร์เฟสเกมส์ค่ะ ตัวอีลัสเราก็วาดค่ะ

ในที่สุด พระเจ้าก็คงเห็นความพยายามของเรา 

บริษัทที่เรียกเราไปสัมภาษณ์รอบสองนั้น ไม่ได้เรียกเราไปสัมภาษณ์ค่ะ 

แต่เรียกเราไปตกลงเงินเดือนและเซ็นสัญญา กริ๊ดมากก เราแทบน้ำตาไหลเลยค่ะ


ท่านประธานบริษัทบอกเราค่ะว่า บริษัทเค้าไม่เคยรับคนต่างชาตินะ 

แต่เค้ามีเพื่อนเป็นทนาย ถ้าเราตกลง เค้าจะโทรหา 

เพื่อนเค้าให้ดำเนินการเรื่องวีซ่าให้เราทันที 


คือ กริ๊ดค่ะ บริษัทคิดถึงเราน่ะค่ะ เราประทับใจมากรีบบบ

ตอบตกลงทันที จนคนที่สัมภาษณ์งานเราในรอบแรก (นั่งอยู่ข้างๆท่านประธาน) 

ถึงกับหัวเราะออกมาเลยค่ะ


หลังจากเราตกลงเข้าทำงานในบริษัทนี้ เราก็เขียนอีเมล์ไปขอโทษและปฎิเสธบริษัทแรกค่ะ 

แน่นอนว่า เค้าตอบเรากลับมาเร็วมากกก (แหม่ แต่พอเราถามเรื่องวีซ่า นี่หายไปเลยนะ)

งานอนิเมชั่นค่ะ

สำหรับพี่ๆน้องๆที่ กำลังจะหางาน

หรือมีความฝันอยากทำงานสายนี้ในประเทศนี้

เราอยากบอกว่า สู้ๆนะคะ หนทางอาจจะลำบาก

แต่ไม่มีอะไรเกินความพยายามและกำลังใจของเราค่ะ


และหากใครกำลังมีช่วงชีวิตแบบเราช่วงนั้น

อย่ายอมแพ้ อย่าหมดกำลังใจ และ อย่าคิดว่าตัวเองไม่ดี หรือไม่มีค่านะคะ

เพราะว่าบางที มันเป็นเรื่องของจังหวะค่ะ เราไม่ได้ไม่ดีแต่อาจจะไม่ถูกใจเค้า

เราก็เอาประสบการณ์มาปรับปรุงผลงาน ปรับปรุงการเขียนใบสมัคร

และวางแผนการสัมภาษณ์งานใหม่ อย่าเสียใจนานเกินไปค่ะ

ยังมีบริษัทอีกเป็นร้อยที่รอเราสมัครอยู่


แต่ว่าหางานไม่ยากเท่าหาเนื้อคู่นะคะ!!! นี่หามาทั้งชีวิตแล้วยังไม่เจอเลย................


ตอนนี้อาจจะเน้นเรื่องของเราเยอะไปหน่อย

ไม่ค่อยมีอะไรที่เป็นข้อมูลมากนัก ต้องขออภัยด้วยค่ะ


ตอนหน้าเราจะลงรายละเอียดการหางานแบบเจาะลึกค่ะ

หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราไปหาที่สมัครงานได้ไงตั้งมากมาย

ถึง 50 กว่าที่ (เราเองยังงงเลยค่ะ) ติดตามชมตอนต่อไปค่ะ


Fan Page Afternoon_silent


---------------------------------------------------------------------

ภาพเฮดบล็อค จาก http://www.photo-ac.com/

ภาพประกอบ จาก  http://www.irasutoya.com/ 

ทั้งสองเว็ป เป็นเว็ป  Free Material ค่ะ เหมาะสำหรับคนทำงานดีไซน์ 

หรือเขียนบทความค่ะ


ส่วนภาพอื่นๆเป็นภาพผลงานเราสมัยปี 2010-2012 ค่ะ