e การศึกษา

พิธีรับปริญญาที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ตามมาดูเลย!

พิธีรับปริญญาที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างไร ตามมาดูเลย!

By , วันเสาร์, 08 เมษายน 2560

     เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ดิฉันได้เข้าพิธีจบการศึกษามหาวิทยาลัย ของประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ วันนี้เลยอยากมาเล่าให้ทุกๆคนอ่านว่า ลำดับขั้นตอนพิธีจบของญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง ต่างกับของไทยไหม และเกร็ดความรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับการแต่งกาย หรือที่เรียกว่า "ชุดฮากามะ" ค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ไปอ่านกันเลยค่ะ!


บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัย

หมายเหตุ : ในบล็อกนี้จะมีรูปของดิฉันเยอะหน่อยนะคะ ถ้าเบื่อหน้าดิฉันแล้ว อนุญาตให้เอามือปิดจอคอมแล้วอ่านแต่บทความก็ได้ค่ะ หรือถ้าใครอ่านในมือถือ เอานิ้วโป้งข้างซ้ายมาปิดหัวดิฉันไว้ก็ได้ค่ะ 555 และเนื่องจากเป็นภาพส่วนตัว กรุณาอย่านำภาพออกจากบล็อกโดยไม่ได้รับอนุญาตนะคะ


     ก่อนอื่น…เราต้องมาทำความรู้จักเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับพิธีจบการศึกษาของญี่ปุ่นกันก่อนค่ะ ปกติแล้วพิธีจบการศึกษาจะจัดขึ้นประมาณกลางเดือนมีนาคมจนถึงปลายเดือนมีนาคม แต่ละมหาวิทยาลัยจะจัดไม่พร้อมกัน ซึ่งในงานนักศึกษาชายจะใส่สูทสีดำ ผูกเนกไทเรียบร้อย ส่วนผู้หญิงจะใส่ชุดฮากามะแขนยาว หรือที่เรียกว่า 振袖(ฟุริโซเดะ)

     ชุดฮากามะ คืออะไร? ชุดฮากามะ มีตั้งแต่สมัยเฮอัน (ยุคแรกของญี่ปุ่น) และหายไปจนถึงกระทั่งถึงยุคเมจิ (เทียบเท่าสมัย ร.5 ของไทย) ที่เริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามาในประเทศ ที่ต้องมีการเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ ต้องลุกเดินให้คล่องตัว รวมถึงมีการศึกษาสำหรับผู้หญิง ผู้หญิงที่มีทักษะความสามารถเฉพาะทางหรือที่เรียกว่า Career women ก็จะใส่ชุดนี้กัน แต่พอหลังๆมาชุดนักเรียนก็เปลี่ยนเป็นชุดเซเลอร์ ชุดวันพีช และเป็นชุดสูทเหมือนอย่างที่เราเห็นทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนชุดฮากามะนั้นก็จะใส่เฉพาะนักศึกษาหญิงที่เรียนจบมหาวิทยาลัยเท่านั้น (หรือเด็กประถมบางโรงเรียนก็อาจจะเห็นใส่) 


ชุดฮากามะ ด้านในจะใส่เหมือนกิโมโน และสวมกระโปรงเป็นจีบทับอีกที ส่วนรองเท้าสามารถเลือกใส่เป็นบู๊ท หรือโซริ (รองเท้าแตะแบบญี่ปุ่น)

     ก่อนวันรับปริญญา ดิฉันได้จัดการสั่งซื้อชุดฮากามะมาจากอินเทอร์เน็ต เพราะมีคนบอกว่าสั่งซื้อมาจะถูกกว่าไปเช่าที่ร้าน ซึ่งก็จริงค่ะ ดิฉันซื้อทั้งชุดและรองเท้าบูทรวมแล้วประมาณ 60,000 เยนเท่านั้น แต่เพื่อนคนญี่ปุ่นที่เช่าจากร้าน(รวมทำผมและแต่งหน้า)เสียหายไปประมาณ 100,000 เยน แต่ก็อย่างว่าค่ะ…. สั่งชุดมาเองก็ต้องดูแลตัวเองนะคะ ทั้งวิธีการใส่ต้องดูจาก Youtube (ซึ่งก็ไม่ได้ยากอะไร ฝึกบ่อยๆก็ใส่ได้) ทรงผมดิฉันให้คุณแม่ทำให้ และแต่งหน้าเอง ข้อดีของการซื้อชุดอีกอย่างคือ ดิฉันจะได้เอาชุดกลับมาไทย เพื่อถ่ายรูปกับคุณย่าที่มาร่วมงานที่ญี่ปุ่นไม่ไหวแล้วด้วยค่ะ

     ส่วนการแต่งกายของผู้ปกครอง ควรจะเป็นสีสุภาพ อย่างเช่น สีดำ ไม่ควรใส่สีจัดจ้านเหมือนพิธีที่ไทยนะคะ คนไทยอาจจะคิดว่า สีดำเหมือนไปงานศพอะไรแบบนี้ แต่ที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นสีที่สุภาพที่สุดค่ะ (รวมถึงงานแต่งงานเอง ก็พ่อแม่บ่าวสาวก็ใส่สีดำค่ะ) แต่ถ้าพ่อแม่ใครจะใส่ชุดไทย หรือชุดผ้าไหมไทย ก็เลือกสีพื้น สีเข้มไว้ดีกว่าค่ะ


การแต่งกายของพ่อแม่ ควรใส่สีดำเพื่อความสุภาพ
ถ่ายกับป้ายงานหน้ามหาลัย เหมือนในละครญี่ปุ่นเลยค่ะ

     ปริญญาตรีมหาวิทยาลัยของดิฉันจัดพิธีในวันเสาร์ที่ 25 มีนาคม 2017 โดยรอบเช้าเป็นของคณะสายวิทย์ และรอบบ่ายเป็นคณะสายศิลป์ ดิฉันที่เรียนคณะอักษรศาสตร์ สาขานิเทศศาสตร์จึงไปอยู่รอบบ่าย รู้สึกดีที่ไม่ต้องตื่นเช้ามากเพื่อขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้าทำผม แต่ดิฉันก็ไปถึงมหาลัยประมาณ 11 โมงกว่า เพื่อหามุมถ่ายรูปสวยๆไม่ค่อยมีคน

     ระหว่างถ่ายรูปเล่นกับครอบครัว เพื่อนคนญี่ปุ่นก็ไลน์มา เพราะเขานัดรวมตัวกันที่โรงพละประมาณ 13:30 น. ส่วนพิธีจะเริ่มตอน 14:00 น. เราก็เข้าไปนั่งตรงไหนก็ได้ ไม่ได้จัดว่าต้องนั่งรวมเป็นคณะ ตามลำดับเลขประจำตัว งานนี้ผู้ปกครองเข้าได้ แต่จะนั่งแยกกับลูกๆ เป็นที่นั่งสแตนชั้น 2 ตรงนี้คนอาจจะสงสัย ว่าทำไมไม่ใช้หอประชุม ก็เพราะไม่มีหอประชุมไงคะ เลยใช้โรงพละแทน 555 ซึ่งมันก็ดีนะ ทั้งใหญ่และจุคนได้มากจริงๆ อากาศก็ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นที่ไทยจัดที่โรงพละ คนคงเป็นลมกันหมด


เหล่าบัณฑิตทยอยเข้าโรงพละแล้วค่ะ
งานจะเริ่มแล้ว ดับไฟเตรียมร้องเพลงมหาลัย

     พอถึงเวลา 14:00 น.ตรงเป๊ะ เขาก็ปิดไฟทั้งโรงพละ จากนั้นก็มีโฆษกมาพูดเข้างานเล็กน้อย จากนั้นก็ให้ทั้งบัณฑิตและผู้ปกครองลุกขึ้นยืน เพื่อร้องเพลงมหาลัยค่ะ แน่นอนว่าดิฉันร้องไม่ได้หรอก 555 คนญี่ปุ่นส่วนมากก็หยิบเนื้อเพลงที่เขาแจกขึ้นมาร้องตาม จริงๆตอนปี 1 มีวิชาที่สอนเกี่ยวกับประวัติมหาลัย และสอนร้องเพลงนะ แต่ก็ไม่ค่อยสนใจกันเท่าไหร่ คนก็เลยจำเนื้อร้องกันไม่ได้

     ร้องเพลงจบ ก็เริ่มรับประกาศนียบัตร ก็จะประกาศว่าแต่ละคณะจบการศึกษาปีนี้กี่คน แยกเป็นสาขามีจบกี่คนบ้าง จากนั้นคนที่ได้ที่ 1 ของแต่ละคณะเท่านั้นขึ้นมาเป็นตัวแทนรับจากอธิการบดี คนอื่นก็นั่งปรบมือไปเรื่อยๆค่ะ นี่ไม่อยากจะบอกว่ารอบข้างดิฉันไม่นั่งหลับ ก็คุยกัน ไม่คุยกันก็แอบเล่นมือถือ เอิ่ม…ไม่เคร่งครัดอะไรเลยจริงๆ 555


คนเก่งๆก็จะเป็นตัวแทนขึ้นไปรับประกาศนียบัตรบนเวที

     หลังจากที่ตัวแทนขึ้นมารับเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีคนใหญ่คนโตต่างๆมาให้โอวาท เช่น พูดเกี่ยวกับการศึกษา ชีวิตการทำงาน บลาๆๆ ฟังบ้างไม่ฟังบ้างค่ะ แหะๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนร้องเพลงมหาลัยอีกเพลง เป็นเพลงจบ ทั้งหมดทั้งมวลนี้เสร็จสิ้นภายใน 1 ชั่วโมงเท่านั้น!! แต่หลังจากนี้แต่ละคนจะต้องแยกไปตามห้องต่างๆ ตามคณะและสาขาวิชาของตัวเอง เพื่อไปรับประกาศนียบัตรและฟังโอวาทจากอาจารย์ประจำคณะค่ะ

     ซึ่งสาขานิเทศศาสตร์ของดิฉัน มีคนกว่า 100 คน ตรงนี้ต้องรับทีละคนตามเลขประจำตัวเลยค่ะ ระหว่างรอเลขของตัวเองประกาศ เขาก็จะมีให้กรอกแบบสอบถาม ประเมินว่ารู้สึกยังไงกับมหาลัยนี้ ได้ประโยชน์อะไรบ้าง และมีใบให้กรอกว่าหลังจากเรียนจบเราวางแผนไว้อย่างไรบ้าง ได้ทำงานที่ไหน หรือเรียนต่อปริญญาโทรึเปล่า ตอนไปรับใบก็เอาแบบสอบถามพวกนี้ไปส่งค่ะ 


มารับประกาศนียบัตรในห้องเรียน แยกตามคณะและสาขาวิชาค่ะ

     ประกาศนียบัตรของคนญี่ปุ่นจะมีแต่ใบภาษาญี่ปุ่นค่ะ ส่วนเด็กต่างชาติจะมีภาษาอังกฤษให้ด้วย เพื่อให้พ่อแม่อ่านออกมั้งคะ แต่บอกเลยว่าเพื่อนคนญี่ปุ่นต่างอิจฉาที่เราได้ใบภาษาอังกฤษ เพราะมันเท่กว่ามากมาย มีตรามหาลัยแบบนูนด้วย อิอิ นอกจากได้ประกาศนียบัตรแล้ว ก็มีเอกสารยืนยันการจบการศึกษา ผลสอบ และของขวัญเล็กน้อยๆ เป็นกระเป๋าใส่นามบัตรตรามหาลัย ที่เพื่อนญี่ปุ่นต่างเซ็ง ว่าเกือบจะดีละ ถ้าเอาตรามหาลัยออก 555 แต่มันก็เป็นของที่ได้ใช้จริงๆนะคะ เพราะพอเข้าทำงานทุกคนต้องมีนามบัตรและกระเป๋าใส่นามบัตรที่หาซื้ออย่างถูกก็ 2,000 กว่าเยน ได้มาฟรีๆแบบนี้ สำหรับดิฉันก็ดีใจนะคะ 


สำหรับเด็กต่างชาติ ประกาศนียบัตรจะมีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษค่ะ

     หลังจากรับประกาศนียบัตรเสร็จเรียบร้อย ปรบมือให้กับคนได้ที่ 1 ของสาขา และฟังโอวาทจากอาจารย์กันไปแล้ว ก็แยกย้ายกันถ่ายรูปกับเพื่อนและครอบครัว ถ้าใครเข้าชมรมก็จะมีรุ่นน้องจากชมรมมาบูมให้ หรือไปเลี้ยงฉลองกันต่อ แต่ละสาขาวิชาเองก็จัดงานเลี้ยงขอบคุณอาจารย์ หรือที่เรียกว่า 謝恩会 (Shaonkai) ตรงนี้ไม่บังคับให้เข้าร่วมค่ะ ซึ่งดิฉันไม่เข้าร่วมเนื่องจากครอบครัวบินมาจากไทยหลายคน ต้องดูแลคนทางบ้านค่ะ


จุดถ่ายรูปอีกแห่ง คือจะมีธงตรามหาลัยอันใหญ่ยักษ์ให้เราถ่ายรูปกันด้วย!
ขอปิดท้ายด้วยรูปครอบครัวค่ะ พี่สาวอุตส่าห์เอาชุดครุยมาจากไทยเลย แม้จะหนาวมากก็ตาม


     หลังจากนี้ชีวิตการทำงานของดิฉันก็จะเริ่มขึ้น ตลอด 4 ปีครึ่ง (รวมเรียนภาษาครึ่งปี) สอนประสบการณ์หลายๆอย่างให้กับดิฉันมากมาย และตอนนี้ดิฉันก็พร้อมที่จะเข้าสู่สังคมของญี่ปุ่นเต็มตัวแล้วค่ะ ถ้ามีเรื่องสนุกๆระหว่างทำงานในบริษัทญี่ปุ่น จะมาเล่าสู่กันฟังอีกนะคะ สำหรับใครที่กำลังศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่นก็ขอให้สู้ๆ อย่ายอมแพ้เด็ดขาด และใครที่อยากมาเรียนที่ญี่ปุ่น หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นอีก 1 แรงบันดาลใจในการมาเรียนต่อนะคะ

ยินดีต้อนรับรุ่นน้องนักศึกษาญี่ปุ่นทุกคนค่ะ!



สามารถอ่านบล็อกเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย และการเรียนที่ญี่ปุ่นได้จากบล็อกเหล่านี้ค่ะ

5 ความแตกต่างของมหาวิทยาลัยไทย และญี่ปุ่น

http://www.ilovejapan.co.th/education/entry/different-thai-japan-university

5 เคล็ดลับ เรียนให้ได้เกรดสวยในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น

http://www.ilovejapan.co.th/education/entry/5-tips-good-score-in-japaneseuniv


------------------------------------------------------------------------

ขอบคุณข้อมูลเกี่ยวกับฮากามะ จาก http://www.kariginu.jp/hakama/history.htm