e เรื่องทั่วไป

มารู้จักบุคคลต่างๆบนธนบัตรญี่ปุ่นกันเถอะ!

มารู้จักบุคคลต่างๆบนธนบัตรญี่ปุ่นกันเถอะ!

By , วันเสาร์, 30 พฤษภาคม 2563

​บล็อกนี้จะไม่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว แต่จะเป็นการให้ความรู้(ที่ไม่ลึก)สำหรับบุคคลทั่วไปทั้งที่อยู่ในญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราๆครับ ก็คือเรื่องนี้ถืงจะเป็นเรื่องเงินๆทองๆแต่ก็ไม่ได้จะกล่าวถึงการใช้เงิน แต่ผมจะมาเล่าเรื่องที่หลายคนน่าจะสงสัยกันบ้าง เพราะผมก็เคยได้ยินเพื่อนๆหลายคนถามผมเหมือนกันว่า "เฮ้ย หน้าคนแต่ละคนบนธนบัตรของญี่ปุ่นนี่มันใครบ้างเนี่ย ตาลุงคนนี้ใครอ่ะ คุณน้าคนนี้คือใครเหรอ?" นี่จึงเป็นที่มาของบล็อกนี้ครับ เอาล่ะ มาเริ่มอ่านกันเลยแบบง่ายๆสบายๆสไตล์โอทารุครับ!

​ก่อนอื่นขอสรุปสั้นๆว่า ปัจจุบัน (ปี 2020) ประเทศญี่ปุ่นมีธนบัตรที่ใช้กันทั่วไปอยู่สี่แบบ ประกอบด้วย ธนบัตรแบบ 1,000 เยน 2,000 เยน 5,000 เยน  และ 10,000 เยน โดยซีรีส์ของธนบัตรที่ผมจะนำมาเขียนบล็อกนี้จะเป็นซีรีส์ปี 2004 ซึ่งยังใช้งานอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบันครับ เอาล่ะ มาไล่กันเลยว่าแต่ละบุคคลที่ปรากฏบนธนบัตรมีใครกันบ้างครับ

​ธนบัตรชนิด 1,000 เยน

Doctor Noguchi Hideyo (野口 英世) อายุ 51 ปี (1876-1928) 

เป็นนักวิทยาแบคทีเรียชาวญี่ปุ่นมีชื่อเสียงโด่งดังมาก เพราะเขาคือผู้ที่สามารถเพาะเชื้อ Spirochete Pallida อันเป็นต้นเหตุของโรคซิฟิลิสได้สำเร็จ และอุทิศตนเพื่อวิจัยโรคร้ายต่าง ๆ จนวาระสุดท้ายของชีวิต 

ประวัติคร่าวๆ : เขาเกิดครอบครัวที่มีฐานะยากจนในจังหวัด Fukushima ตอนอายุหนึ่งขวบครึ่ง เขาได้ตกลงไปในเตาหลุมและโดนไฟลวกที่มือข้างซ้ายจนพุพองและใช้การไม่ได้ ส่งผลให้ถูกเพื่อนๆล้อเลียนเรื่องมือซ้ายตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่ย่อท้อและสอบได้คะแนนสูงสุดของห้องมาอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งเมื่ออายุได้ 15 ปี เพื่อนร่วมชั้นและคุณครูได้ช่วยกันเรี่ยไรเงินค่าผ่าตัดมือซ้ายให้กับเขา โดยคุณหมอที่ทำการรักษามือซ้ายให้กับเขาก็คือคุณหมอ Watanabe Kanae ซึ่งหลังจากการผ่าตัดนั้น ตัวเขาก็ประทับใจในความเป็นหมอและตั้งใจไว้ว่าสักวันหนึ่งจะเป็นหมอเพื่อรักษาคนเจ็บป่วยที่ยากไร้อย่างเขาบ้าง

ไม่นานนัก ตัวเขาได้ติดต่อขอตามคุณหมอ Watanabe และให้รับเข้าทำงานในโรงพยาบาลที่คุณหมอ Watanabe สังกัดในตำแหน่งอะไรก็ได้ ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้เข้าทำงานสมใจในตำแหน่งนักการภารโรง แต่เขาก็ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจและยังคงศึกษาความรู้ด้านการแพทย์รวมทั้งเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมันด้วย จนกระทั่งเขาสอบเป็นทันตแพทย์ได้สำเร็จ แม้ช่วงแรกจะมีคนกังขาว่าจากนักการภารโรงจะมาเป็นทันตแพทย์ได้อย่างไร แต่เขาก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถจริงๆจนเป็นที่ยอมรับแม้จะได้รับการดูถูกเหยียดหยามจากเพื่อนร่วมอาชีพหรือคนทั่วไปก่อนหน้านี้ก็ตาม 

ในเวลาต่อมาคุณหมอ Noguchi มีความสนใจด้านวิชาระบาดวิทยาและศึกษาอย่างจริงจัง ถึงขนาดได้รับคำเชิญจากแพทย์ที่อเมริกาให้มาร่วมวิจัยเรื่องพิษงูจนกระทั่งวิจัยสำเร็จ และส่วนที่ทำให้คุณหมอ Noguchi โด่งดังที่สุดก็คือ เขาเป็นคนแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการเพาะเชื้อ Spirochete Pallida และนำไปสู่การรักษาโรคซิฟิลิสในเวลาต่อมานั่นเอง

คุณหมอ Noguchi ยังไม่หยุดแค่นั้น แต่ยังคงสนใจการช่วยเหลือผู้คนและได้เป็นหนึ่งในทีมผู้พัฒนายารักษาโรคไข้เหลืองด้วย ทว่า มีช่วงหนึ่งที่มีไข้เหลืองระบาดในทวิปแอฟริกา และยารักษาที่คิดค้นกันมาไม่สามารถรักษาผู้ติดเชื้อได้ คุณหมอจึงลงทุนเดินทางไปแอฟริกาด้วยตนเองเพื่อค้นคว้าข้อมูลท่ามกลางเสียงคัดค้านเพราะกลัวว่าคุณหมอจะติดเชื้อเสียเอง แต่คุณหมอก็บุกไปแอฟริกาในที่สุด....สุดท้ายคุณหมอก็ได้รับเชื้อไข้เหลืองและเสียชีวิตที่ประเทศกานาในปี 1927 ท่ามกลางความเศร้าโศกของวงการแพทย์ที่สูญเสียคุณหมอนักสู้มือดีไปอีกหนึ่งชีวิต

ปัจจุบัน บ้านที่คุณหมอเกิดและเตาหลุมที่ตกลงไปตอนเด็กๆนั้นได้รับการอนุรักษ์และอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Hideyo Noguchi Memorial Museum ใกล้กับทะเลสาบ Inawashiro จังหวัด Fukushima และยังมีผู้เข้าชมอยู่สม่ำเสมอ

ด้านหลังของธนบัตร

เป็นรูปภูเขาไฟฟูจิพร้อมด้วยทะเลสาบและดอกซากุระที่กำลังบาน จุดนี้อยู่ที่ทะเลสาบ Motosu (ไม่ไกลจากทะเลสาบ Kawaguchiko ซึ่งปัจจุบันเป็นทะเลสาบยอดฮิตของชาวต่างชาติรวมทั้งชาวไทยด้วย)  

​ธนบัตรชนิด 2,000 เยน

ประตู Shurei-mon จังหวัดโอกินาวะ

ธนบัตรชนิดนี้แม้ไม่รวมอยู่ในซีรีส์ 2004 แต่ก็เป็นธนบัตรที่ยังใช้จ่ายได้ปกติและหายากกว่าบรรดาธนบัตรทั่วไป ว่ากันว่าหากใครได้รับมาต้องเก็บไว้ให้ดีเพราะปัจจุบันหาแทบไม่ได้แล้ว (คนมักจะเก็บกันหมด ไม่เอามาใช้) และผู้ที่ได้รับธนบัตรใบนี้ตอนจ่ายเงินก็ถือว่าโชคดีมากๆ 

ประตูดังกล่าว สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ตั้งอยู่บริเวณชั้นในของปราสาทชูริและถูกทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาได้มีการสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปี 1950s และ 60s จนกระทั่งมีการประชุม G8 Summit ครั้งที่ 26 ซึ่งญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ จึงได้มีการพิมพ์ธนบัตรชุดนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึก

ด้านหลังของธนบัตร

ภาพจากเรื่อง Genji Monogatari และส่วนมุมล่างขวาคือผู้ประพันธ์ นามว่า Murasaki Shikibu มีชีวิตในสมัยเฮอัน (ราวๆ 1,000 ปีก่อน) ปัจจุบันเธอมีชื่อเสียงมาก ถือเป็นหนึ่งในตำนานของกวีญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ และผลงานเรื่อง Genji Monogatari ก็มีนักวิชาการกล่าวไว้ว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมเรื่องแรกของโลกอีกด้วย  

ธนบัตรชนิด 5,000 เยน

Ichiyō  Higuchi (樋口 一葉) อายุ 24 ปี (1872-1896)

คุณ Higuchi เป็นนักเขียนสตรีที่มีชื่อเสียงในวงการวรรณกรมของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เนื่องจากเธอคือ สตรีนักเขียนคนแรกของยุคเมจิซึ่งนับเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของญี่ปุ่น แม้ว่าผลงานเขียนของเธอจะมีไม่มากนัก เนื่องจากเธอมีอายุสั้น แต่ผลงานของเธอกลับมีส่วนสำคัญในการรังสรรค์วรรณกรรมของญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบันนี้

ประวัติคร่าวๆ : เธอเกิดในกรุงโตเกียว และพ่อแม่ตั้งชื่อว่า Natsuko Higuchi ครอบครัวของเธอมีฐานะการเงินที่ไม่สู้ดีนักและประสบปัญหาด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม เธอก็ได้รับการส่งเสียให้เข้าเรียนเกี่ยวกับบทกวียุคเก่าและการเขียนโคลงกลอนที่สถาบัน Haginoya ซึ่งที่นี่เธอก็ได้รับการสอนเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีการประกวดแต่งโคลงกลอนเป็นประจำระหว่างนักเรียนและศิษย์เก่า ต่อมาในช่วงปี 1891 เธอเริ่มเขียนไดอารี่เพื่อแสดงความรู้สึกนึกคิดต่างๆ รวมทั้งความยากจนของเธอด้วยสำนวนการเขียนที่ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเข้าถึงเป็นอย่างดี

น่าเสียดายที่ครอบครัวของเธอประสบปัญหาความยากจนและทุกคนในครอบครัวต้องทำงานรับจ้างทั่วไปเพื่อความอยู่รอด ตัวของ Higuchi เองก็พยายามผันตัวเป็นนักเขียนเพื่อจะใด้ขายผลงานและจุนเจือครอบครัวอีกแรง ระหว่างนั้นเธอได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเธอแต่ผู้ชายคนนั้นก็มิได้มีใจให้เธอในฐานะคนรัก ซึ่งความรู้สึกนั้นก็ส่งผลให้เธอเหมือนคนอกหักและมีอิทธิพลต่อสไตล์การเขียนให้โดดเด่นด้วย ซึ่งความพยายามในการส่งเรื่องเขียนนั้น สุดท้ายก็สัมฤทธิ์ผล เมื่องานเขียนของเธอภายใต้นามปากกา Ichiyo Higuchi ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์รายเล็กฉบับหนึ่ง ซึ่งผลงานในช่วงแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ยังไม่ถูกใจเธอมากนักและเธอก็หมั่นปรับปรุงจนกระทั่งในที่สุด เธอก็สามารถส่งผลงานเรื่องแรกในฐานะนักเขียนหน้าใหม่ไฟแรงได้ จากเรื่อง Umoregi โดยได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร ชื่อ Miyako No Hana ในปี 1892

แม้ว่าชีวิตการเขียนจะรุ่งโรจน์แต่ฐานะการเงินของครอบครัวเธอกลับแย่ลง สุดท้ายจึงต้องขายบ้านที่ตั้งอยู่ในย่านชนชั้นกลางไปสร้างบ้านพักที่ทำเป็นร้านขายเครื่องเขียนในย่านที่แออัดใกล้กับย่านขายบริการชื่อดัง "โยชิวาระ" (ปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากอาซากุสะ) และที่ย่านใหม่ที่ครอบครัวของเธอย้ายมาอยู่นี้ ก็มีบรรยากาศไม่เหมือนกับย่านที่เคยอยู่สมัยเด็ก เธอจึงได้บรรยากาศและแรงบันดาลใจในงานเขียนของเธออีกมุมหนึ่ง พร้อมกับผลักดันให้เธอสามารถออกผลงานเรื่อง Takekurabe ซึ่งปัจจุบันได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย สำหรับงานเขียนในช่วงหลังและมีชื่อเสียงในวงการ ก็คือ Otsugomori, Nigorie, Wakare-Michi และ Jusanya อย่างไรก็ตาม สุขภาพของเธอไม่สู้ดีนักและมีอาการปวดหัวบ่อยๆ ทำให้งานเขียนในช่วงหลังสะดุดบ่อยครั้ง และต่อมาเธอได้ติดเชื้อวัณโรค ไม่นานเธอก็เสียชีวิตเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 1896 ด้วยวัยเพียง 24 ปีเท่านั้น.....

ปัจจุบัน บ้านของคุณ Higuchi ไม่มีให้ชมแล้ว แต่มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ระลึก (memorial museum) ใกล้ๆกับที่ตั้งของบ้านเดิมสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาประวัติและผลงานครับ

​ด้านหลังของธนบัตร

เป็นภาพของดอกไอริส จากแผ่นฉากบังแบบญี่ปุ่น 6 แผ่น ซึ่งวาดโดยช่างวาดภาพชื่อดังของญี่ปุ่น นามว่า Ogata Korin ตัวผลงานดั้งเดิมนั้นคาดว่าวาดขึ้นเมื่อประมาณปี 1701-05 (ประมาณ 320 ปีที่แล้ว) และเคยตั้งอยู่ที่วัดนิชิฮองกันจิในเกียวโตมาประมาณ 200 ปี ก่อนที่จะส่งมอบให้พิพิธภัณฑ์ Nezu ที่โตเกียวเก็บรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ (แผ่นฉากดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติเรียบร้อยแล้ว)  

ธนบัตรชนิด 10,000 เยน

Fukuzawa Yukichi (福澤 諭吉) อายุ 66 ปี (1835-1901)

คุณ Fukuzawa เป็นบุรุษที่มากความสามารถ เขาเป็นนักเขียน อาจารย์ นักแปลภาษา รวมทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย Keio และยังเป็นหนึ่งในชาวญี่ปุ่นที่มีหัวก้าวหน้าทันสมัยและพยายามผลักดันให้ประเทศญี่ปุ่นเร่งพัฒนาชาติให้ทัดเทียมกับอารยธรรมตะวันตกในสมัยเมจิด้วย

ประวัติคร่าวๆ : เขาเกิดในครอบครัวซามูไรระดับล่างของเมือง Nakatsu (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดโออิตะ เกาะคิวชู) ในช่วงวัยเด็กครอบครัวได้ย้ายถิ่นมาอาศัยอยู่ที่โอซาก้าและคุณ Fukuzawa ได้รับการศึกษาวิชาหลายแขนงโดยเฉพาะการศึกษาภาษาจีนรวมทั้งการเขียนอักษร โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจการเรียนการสอนมาจากอาจารย์ของเขาซึ่งเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญเรื่องลัทธิเต๋า ต่อมาเมื่อพลเรือจัตวา Matthew Perry ได้เข้ามามีอิทธิพลและให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ ทางครอบครัวของเขาก็ได้ร้องขอให้ชายหนุ่มวัย 19 เดินทางไปที่เมืองนางาซากิเพื่อเล่าเรียนภาษาดัดช์ (ซึ่งสมัยนั้นเป็นฝรั่งไม่กี่ชาติที่ได้มีสิทธิ์ค้าขายในญี่ปุ่น) สำหรับใช้เป็นใบเบิกทางในการเรียนรู้การใช้ปืนใหญ่และศาสตราวุธต่างๆจากพวกฝรั่ง ตัวของเขาเองได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร แต่ก็มีคนอิจฉาจนต้องวางแผนให้เขาออกไปจากนางาซากิ ซึ่งคุณ Fukuzawa เองก็รู้ทันแต่ก็เต็มใจที่จะเดินทางออกจากที่นี่ (เพราะอยู่ไปก็คงโดนขัดขวางการเรียน) สุดท้ายก็กลับไปที่โอซาก้าและเล่าเรียนใน Tekijuku ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีการสอนแบบตะวันตก (แต่คนญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ) จนเกิดความเชี่ยวชาญและแตกฉานภาษาดัตช์ในที่สุด

ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นเปิดประเทศและเริ่มค้าขายกับชาวตะวันตก คุณ Fukuzawa ก็สนใจที่จะได้พบเจอกับฝรั่งตัวเป็นๆ แต่เขาก็พบว่าฝรั่งที่มาติดต่อค้าขายกลับใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมากกว่าภาษาดัตช์ที่เขาชำนาญ ทำให้เขาต้องเพียรพยายามในการฝึกษาอีกครั้ง หลังจากนั้นไม่นานโชกุนโตกุกาวะได้สั่งการให้มีการตั้งคณะทูตชุดแรกเพื่อเดินทางไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกา พอคุณ Fukuzawa รู้ข่าวก็ขออาสาเดินทางไปกับคณะด้วย โดยการเดินทางในครั้งนี้ คุณ Fukuzawa ได้มีโอกาสใช้ชีวิตในซานฟรานซิสโกถึงหนึ่งเดือน จึงเป็นโอกาสดีที่เขาได้สังเกตบ้านเมือง เรียนรู้วิถีชีวิตและได้หาซื้อพจนานุกรมภาษาอังกฤษติดตัวกลับญี่ปุ่น (เพราะเป็นของที่ยังไม่มีในญี่ปุ่น) และได้ถ่ายรูปกับฝรั่งชาวตะวันตกไว้เป็นที่ระลึกด้วย เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่นแล้ว ด้วยความมานะอุตสาหะด้านภาษา คุณ Fukuzawa ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นล่ามภาษาอังกฤษให้กับรัฐบาลของโชกุนโตกุกาวะ พร้อมกับตีพิมพ์พจนานุกรมภาษาญี่ปุ่น-อังกฤษให้กับผู้ที่สนใจด้วย

ด้วยความสามารถที่เพียบพร้อม คุณ Fukuzawa จึงได้รับการแต่งตั้งให้เดินทางไปต่างประเทศอีกหลายครั้ง คือ การเดินทางไปเจรจาการค้าขายกับฝรั่งเศส อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ปรัสเซีย รวมทั้งการเจรจากับรัสเซียเรื่องดินแดนส่วนทางใต้ของเกาะซาคาลินด้วย และด้วยความที่เขาสามารถเก็บรายละเอียดรวมทั้งได้เปิดประสบการณ์มากกว่าใครในญี่ปุ่น ทำให้เมื่อเขากลับมาก็ได้ทำการเขียนหนังสือชื่อ Seiyō Jijō (西洋事情) แปลแบบง่ายๆก็คือ สิ่งต่างๆของประเทศตะวันตก โดยหนังสือชุดนี้มีทั้งหมด 10 เล่มด้วยกันและผลปรากฏว่า "ขายดีมากกกกก" เพราะสำนวนนั้นเข้าใจง่าย อธิบายเห็นภาพ และวิทยาการตะวันตกในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องแปลกที่คนญี่ปุ่นไม่รู้จัก ทำให้คุณ Fukuzawa ตั้งปณิธานว่าจะเปิดโลกของชาวตะวันตกให้ชาวญี่ปุ่นได้รู้จักและรู้ทันมากที่สุด ชาติญี่ปุ่นจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการล่าอาณานิคมเหมือนที่เกิดขึ้นกับหลายๆดินแดนในเอเชียนั่นเอง!

ในปี 1868 เขาได้เริ่มทำการสร้างโรงเรียนสอนภาษาดัตช์ โดยใช้ชื่อว่า Keio Gijuku และได้อุทิศตนในการผลักดันระบบการศึกษาแบบสมัยใหม่ให้กับประเทศญี่ปุ่นอยู่ แม้กระทั่งเรื่องสิทธิความเท่าเทียมในเรื่องการเรียนการสอนหรือการเลี้ยงดูของเพศหญิงและเพศชายที่เขาเห็นว่าทุกคนจะต้องได้รับความเท่าเทียมกันก็ได้รับการผลักดันอยู่เสมอ จนกระทั่งในปี 1890 โรงเรียนสอนภาษาแห่งนี้ก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นมหาวิทยาลัย Keio-Gijuku และถือเป็นการเริ่มต้นบทบาทของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในฐานะสถาบันสอนวิชาชั้นสูงมาจนถึงปัจจุบัน

คุณ Fukuzawa ยังคงทำงานอยู่ในด้านการศึกษาจนกระทั่งเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบและเสียชีวิตลงในปี 1901 

ปัจจุบันนี้ สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับคุณ Fukuzawa ยังได้รับการอนุรักษ์อยู่หลายแห่ง เช่น บ้านเกิดที่โออิตะ โรงเรียนภาษาที่โอซาก้า รวมทั้งมหาวิทยาลัย Keio ที่ยังคงสร้างชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ และแน่นอนว่าเขาก็ได้รับเกียรติให้มีหน้าตาอยู่บนธนบัตรที่มีค่ามากที่สุดของประเทศญี่ปุ่นในยุคนี้ด้วยครับ

​ด้านหลังของธนบัตร

เป็นภาพของรูปปั้นนกฟีนิกซ์ที่อยู่บนหลังจากของวัดเบียวโดอินในจังหวัดเกียวโต (สถานที่เดียวกับที่ปรากฎบนเหรียญ 10 เยนนั่นแหละครับ) 

และทั้งหมดนี้ก็คือ ข้อมูลของธนบัตรชุดปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ในญี่ปุ่นครับ คิดว่าตอนนี้เพื่อนๆน่าจะทราบแล้วว่าใครเป็นใคร สำคัญยังไงถึงขนาดมาอยู่บนธนบัตรที่เราใช้จ่ายกันนะครับ ครั้งหน้าพอหยิบออกมาดูจะได้ร้องอ๋อกันบ้างว่า เขาคือใคร 555 อย่างไรก็ตามผมขอบอกไว้สักนิดว่า ธนบัตรญี่ปุ่นชุดใหม่น่าจะพิมพ์ออกมาใช้ในช่วงปี 2024 ครับ แน่นอนว่า เดี๋ยวก็ต้องเปลี่ยนหน้าอีก ก็เอาเป็นว่าตอนนี้ใช้ไปก่อนเดี๋ยวพอประกาศใช้จริง ผมค่อยมาเขียนอีกทีละกัน ขอให้สนุกกับเกร็ดความรู้ในบล็อกนี้นะคร้าบบบ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ! 

​ที่มาของเนื้อหาและภาพประกอบจาก tpapress, tohokukanko, wikipedia, currencyguide, calculator