e เรื่องทั่วไป

ประสบการณ์เข้าเอสเต้ในญี่ปุ่น ฟินจนสาวๆต้องปลื้ม!

ประสบการณ์เข้าเอสเต้ในญี่ปุ่น ฟินจนสาวๆต้องปลื้ม!

By , วันพุธ, 20 กุมภาพันธ์ 2562
หากพูดถึงสปาคาดว่าหลายคนน่าจะเคยไปใช้บริการกันบ้าง คุณผู้อ่านทราบมั้ยคะว่าเหล่าสาวๆในญี่ปุ่นเองก็รักสวยรักงามไม่ต่างอะไรกับสาวไทยเลย (เผลอๆมากกว่าด้วย) ด้วยความที่ชนชาติญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับสายตาคนรอบข้าง รูปลักษณ์ภายนอกจึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญของสาวๆ เพราะอย่างนี้ทำให้ที่ญี่ปุ่นมีทั้งสปาและเอสเต้เยอะมาก วันนี้เราจะมาแนะนำเอสเต้ที่เราไปใช้บริการเป็นประจำในญี่ปุ่นนั่นก็คือ "PMK" ค่ะ
เอสเต้คืออะไร? เอสเต้นั้นจริงๆแล้วก็เหมือนสปาดีๆนี่เองค่ะ แต่แตกต่างจากสปาตรงที่กระบวนการทรีตเมนท์ต่างๆมีความแตกต่างกัน และทำไมเราถึงไปใช้บริการเอสเต้? เนื่องจากตั้งแต่เราเริ่มทำงานในญี่ปุ่น วันๆก็นั่งอยู่แต่หน้าคอมตลอดเวลาบวกกับความเครียดด้วย เลยอยากหาอะไรผ่อนคลาย อยู่ไทยไม่เคยเข้าร้านนวด สปาอะไรมาก่อน แต่พอมาลองในญี่ปุ่น บอกเลยติดใจมากกก 5555 

เอาล่ะ บ่นมาเยอะแล้ว เราไปดูบรรยากาศเอสเต้ที่เราพูดถึงกันดีกว่าค่ะ

สำหรับ PMK นั้นถือเป็นเอสเต้ชื่อดังเป็นที่รู้จักกันในหมู่สาวๆ (สาเหตุที่เราเลือกที่นี่เพราะดูรีวิวกับคะแนนจากคนญี่ปุ่นมาล้วนๆเลย) มีหลากหลายสาขามากมายทั่วโตเกียว และสาขาที่เราไปใช้บริการนั้นอยู่ในย่านกินซ่า ซึ่งถือเป็นสาขาหลักค่ะ ที่นี่มีเมนูต่างๆมากมาย อาทิเช่น นวด ลดไขมันส่วนเกิน แว็กซ์ขน โปรแกรมไดเอ็ต และที่เด็ดสุดคือการทำเอสเต้เพิ่มหน้าอก!

หลายคนอาจจะอึ้ง! อะไรคือเอสเต้เพิ่มหน้าอก มันใหญ่ขึ้นจริงเหรอ! ที่นี่ถือว่าดังในเรื่องเมนูนี้มากที่สุดค่ะ แต่เสียใจด้วยนะคะเราไม่ได้ลองเมนูนี้! แหะๆ เมนูที่เราไปลองมาคือบอดี้ทรีตเมนท์ทั่วไปค่ะ

อันดับแรกเลยเราทำการจองคิวจากแอพศูนย์รวมความงาม ทั้งร้านทำผม ทำเล็บ สปา เอสเต้อย่าง Hot Pepper (อ่านบทความย้อนหลังได้ที่ http://www.ilovejapan.co.th/essentials/entry/hot-pepper-beauty-application-review) ตึกอยู่ใกล้กับร้าน Coach และอยู่บนชั้น 6 ค่ะ โดยพอไปถึงปุ๊ปสต๊าฟจะรีบเข้ามาให้บริการเลย โดยให้เราถอดรองเท้าเพื่อเปลี่ยนเป็นสลิปเปอร์ก่อนและจากนั้นก็เชิญเราไปนั่งค่ะ

บรรยากาศร้านค่อนข้างตกแต่งดูดีและหรูหรามาก ออกแนวสไตล์บาหลีหน่อยๆ ส่วนเรื่องการบริการไม่ต้องพูดถึงค่ะ ยกนิ้วให้สมกับเป็นการบริการสไตล์ญี่ปุ่นจริงๆ วันที่เราไปลูกค้าค่อนข้างเยอะเมื่อกรอกข้อมูลเสร็จและนั่งรอซักพัก สต๊าฟก็จะเชิญเราเข้าไปในห้องค่ะ ที่เราชอบอย่างของที่นี่คือเราสามารถเลือกได้ว่าอยากให้สต๊าฟบริการแบบสดใสร่าเริงหรือเงียบไม่ต้องชวนคุยมาก (สำหรับใครที่คุยไม่เก่งหรือขี้อายเลือกอย่างหลังก็ไม่มีปัญหาค่ะ) หากมาครั้งแรกสต๊าฟจะมานั่งพูดคุยให้คำแนะนำกับเราก่อนว่าเรามีปัญหาหรือเจ็บปวดตรงไหนเป็นพิเศษรึเปล่า

ข้อดีของที่นี่เลยคือการทำทรีตเมนท์นั้นแบ่งเป็นห้องๆ ไม่ใช่แค่มีผ้าม่านกั้นทำให้มีความส่วนตัวค่อนข้างมาก แถมการตกแต่งห้องก็ดูดีมีเครื่องอะไรไม่รู้ตั้งเต็มไปหมดเลย ประกอบกับแสงไฟกับกลิ่นอโรม่าอ่อนๆและเสียงเพลงคลอเบาๆ ตอนนั้นคิดในใจงานนี้มีหลับแน่ตรู 5555

เมื่อเข้ามาแล้วสต๊าฟจะให้เราวางของไว้ในตะกร้าและทำการเปลี่ยนเสื้อผ้าค่ะ โดยมีผ้าขนหนูสีม่วงให้หนึ่งผืน สต๊าฟทุกคนเป็นผู้หญิงดังนั้นสบายใจได้เลยค่ะ ช่วงเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ไม่ต้องอายเพราะสต๊าฟจะรออยู่ข้างนอกให้เวลาประมาณ 5-10 นาทีและจะเดินกลับมาหาเราที่ห้องค่ะ พอเราเปลี่ยนเป็นใส่ผ้าขนหนูกระโจมอกเสร็จแล้วก็นอนรอขึ้นเขียงบนเตียงได้เลย

เมื่อสต๊าฟเดินเข้ามาก็จะแนะนำตัวและถอดผ้าขนหนูเราออก ถามว่าตอนนั้นอายมั้ยที่ต้องโป๊ต่อหน้าสต๊าฟ บอกเลยไม่เหลือ!คือฟีลไม่เหมือนกับตอนเข้าออนเซ็น แถมหน่มน้มก็ใช่ว่าจะบิ๊กเบิ้ม ตอนนั้นเหมือนสต๊าฟจะพอดูสีหน้าออกเลยหันมาบอกเราว่า "ไม่ต้องอายนะคะ" อ้าวไม่ทันแล้วจ้ะ 555555

อันดับแรกเลยสต๊าฟจะใช้เครื่องฉายแสงอะไรบางอย่างมาทาบหลังเราค่ะ ทีละจุดจนทั่ว ทุกครั้งที่ทาบก็จะมีเสียงติ๊ดๆ หากร้อนเกินไปเราสามารถบอกสต๊าฟได้เพราะสต๊าฟจะคอยถามเราตลอดค่ะว่าร้อนไปรึเปล่า เจ็บมั้ย บลาๆ ถือเป็นการใส่ใจลูกค้ามาก ประมาณ 10-15 นาที ระหว่างการทำทรีตเมนท์สต๊าฟจะใช้ผ้าขนหนูมาปิดตาเราตลอดทำให้ไม่ได้เห็นกระบวนการเท่าไหร่ (เกือบหลับหลายรอบ 55555)

หลังจากที่ใช้เครื่องที่กล่าวมาข้างต้นเสร็จ สต๊าฟจะใส่ถุงมือซึ่งเชื่อมกับเครื่องอะไรบางอย่างและค่อยๆกดตามจุดต่างๆค้างไว้ที่ร่างกายเราค่ะ โดยระหว่างที่สต๊าฟจับมือค้างไว้นั้นรู้สึกได้เลยว่าเสียงชีพจรที่ข้อมือดังจากปกติมาก ขั้นตอนนี้ใช้เวลาน่าจะประมาณ 10-15 นาทีอีกเช่นเคย จนเครื่องมีเสียงเตือนตี๊ดๆก็เข้าสู่ขั้นตอนถัดไปคือการเอาเครื่องฉายแสงมาทาบบนตัวเราตามแต่ละจุดอีกครั้ง 

เมื่อเสร็จขึ้นตอนก็มาถึงการนวดค่ะ ก่อนนวดสต๊าฟจะทาออยล์บนร่างกายเราก่อนและค่อยๆบรรจงนวดให้ บอกเลยสบายม๊ากกก! เหมือนได้รู้สึกผ่อนคลายสุดๆ การนวดของที่นี่ไม่ใช่การตบๆๆเหมือนบ้านเราบางที่ แต่เป็นการบีบนวดกดจุดเสียมากกว่า 

แถมมีใช้ไม้ยาวๆ (ไม่รู้เรียกว่าอะไร) มาช่วยกดช่วยนวดหลังอีกด้วยโดยที่สต๊าฟบอกว่าการใช้ไม้ช่วยเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาปวดหลังปวดไหล่มาก เพราะการที่เรานั่งท่าเดิมๆตลอดเวลาจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งตึงได้ ดังนั้นจึงควรมีการคลายกล้ามเนื้อบ้าง

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงมาถึงขั้นตอนสุดท้ายหลังนวดเสร็จ สต๊าฟจะนำผ้าขนหนูอุ่นๆมาซับตัวเราค่ะและทาอะไรซักอย่างน่าจะเป็นโลชั่นให้ จากนั้นสต๊าฟจะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับ ตรงนี้หากใครอยากใช้บริการห้องแต่งหน้าอีกห้องหลังใส่เสื้อผ้าเสร็จก็สามารถบอกสต๊าฟได้ เพราะมีทั้งไดร์เป่าผม เครื่องทำผมให้บริการ

เมื่อเราเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จก็ออกมารอตรงที่นั่งโซฟาหน้าเคาน์เตอร์ได้เลยค่ะ สต๊าฟจะยกชาร้อนหรือชาเย็น (เราเลือกได้) มาให้บริการพร้อมกับผ้าร้อนหนึ่งผืนไว้เช็ดมือ บอกเลยว่าชาอร่อยมาก ไม่รู้ว่าชาอะไรแต่หอมกลิ่นดอกไม้สุดๆ 5555

สำหรับเอสเต้ครั้งนี้มีค่าเสียหายประมาณ 5,800 เยนค่ะ ระหว่างที่กำลังทำทรีตเมนท์ สต๊าฟก็ชวนคุยเล่านู่นนี่บอกว่ามีลูกค้าต่างชาติหลายคนที่ไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นเลยแต่เข้ามาใช้บริการ แม้ว่าทางสต๊าฟจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่ระหว่างการสื่อสารก็ใช้ Google Translate เอา ดังนั้นใครที่สนใจก็ไม่ต้องกลัวเลยว่าสต๊าฟจะไม่คุ้นกับคนต่างชาตินะคะ

หากใครที่กำลังมองหาเอสเต้ดีๆในญี่ปุ่นอย่าลืมลองแวะมาดูนะคะ 

สำหรับวันนี้ บล็อกนี้ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเราได้เลย ไว้เจอกันใหม่บล็อกหน้าค่า~ PAGE :https://www.facebook.com/rumraisinblogger/