f ของกิน

รีวิวร้านซูชิสายพานในสถานี Hakata : ราคาไม่แรงแต่ปลาดิบโอเคนะ!

รีวิวร้านซูชิสายพานในสถานี Hakata : ราคาไม่แรงแต่ปลาดิบโอเคนะ!

By , วันพุธ, 24 กรกฎาคม 2562

​สวัสดีครับเพื่อนๆของผมทุกคน สัปดาห์นี้ผมขอพักเรื่องท่องเที่ยวญี่ปุ่นหรือรีวิวโรงแรมไว้สักหน่อยแล้วหันมาจับตะเกียบเพื่อพาไปรีวืวร้านซูชิสายพานร้านหนึ่งที่ผมคิดว่าสายประหยัดน่าจะชอบกันครับ! บล็อกนี้เนื้อหาจะไม่มาก แต่ภาพเยอะหน่อย ยังไงก็ระวังความหิวมาเยือนตอนอ่านจบนะครับ!!!

​ร้านดังกล่าวที่จะมารีวิวในวันนี้ เป็นร้านซูชิสายพานที่มีการเปิดร้านอยู่ในเมืองฟุกุโอกะ เกาะคิวชู โดยร้านซูชิสายพานนี้มีชื่อว่า Hakata Uogashi โดยร้านนี้หาง่ายมากเพราะตั้งอยู่ในสถานีรถไฟ Hakata เลยครับ ว่าแล้วก็เอาข้อมูลเบื้องต้นของร้านไปดูกันนะ 

ชื่อร้านแบบเต็มๆ : まわる寿司 博多魚がし 博多1番街店

เบอร์โทรศัพท์ : 092-413-5223 (ไม่รับจองที่นั่งทางโทรศัพท์) 

ที่ตั้ง : ใกล้กับทางเชื่อมรถใต้ดิน สาย Airport ชั้น B1 อาคาร Hakata City

เวลาเปิด/ปิด : วันจันทร์-อาทิตย์ ระหว่างเวลา 10:30 - 22:00 น. (Last order 21:30 น.) ไม่มีวันหยุด

ที่นั่งในร้าน : 27 ที่นั่ง (ลูกค้าสามารถสั่งแบบเอากลับบ้านก็ได้) 

รับเครดิตการ์ด : VISA, Mastercard, AMEX JCB, Diners Club

ระบบ E-Money ที่รับชำระ : ผู้ที่มีบัตร SUICA PASMO ICOCA SUGOCA TOICA Manaca Kitaca SAPICA Nimoca PiTaPa  และ  Alipay

*เงินสดก็รับนะครับ ไม่ต้องห่วง 

​ขอย้ำอีกทีว่าร้านสายพานที่นี่ก็เหมือนร้านสายพานทั่วไปในญี่ปุ่น คือ "ไม่ใช่สายพานบุฟเฟ่ต์แบบชาบูชิหรือซูกิชิในเมืองไทย แต่จะคิดราคาตามสีจานที่เราหยิบ ดังนั้น ระวังหยิบเพลินนะครับ" ส่วนราคาจานตามสีจะแบ่งได้ดังนี้ครับ 130, 160, 220, 270, 330, 370, 430 และ 490 เยน ราคานี้ยังไม่รวมภาษีนะครับ! (ณ ตอนที่เขียนบล็อกนี้ยังคิด 8%) ส่วนใครอยากสั่งเป็น set เพื่อประหยัดก็มีให้เลือกสามแบบในราคา 1,350, 1420 และ 1,590 เยน (ไม่รวมภาษีเช่นเคย) แต่บางช่วงจะมีโปรโมชั่นลดราคาเหลือ 900 กว่าเยนในชุดเริ่มต้นด้วยนะ!!!

*ทั้งนี้ซูชิในจานสีต่างๆ ส่วนใหญ่มักจะมาเป็นคู่ แต่บางเมนูก็จะมาให้แบบชิ้นเดียวครับ (หน้าซูชิที่คนไทยคุ้นเคย มักจะมาสองคำในหนึ่งจานครับ ไม่ต้องกังวลนะ) ส่วนน้ำดื่ม ถ้าไม่อยากเสียอเพิ่ม --> มีชาร้อนให้กดฟรีครับ

*มีเมนูภาษาอังกฤษให้ด้วย แต่ถ้าใครอยากฝึกภาษาญี่ปุ่น (ผมก็คนนึงล่ะ) ก็อ่านเมนูปกติของร้านเอาได้ ปลาส่วนใหญ่สะกดด้วยตัวอักษรฮิรากานะอยู่แล้วครับ

หมายเหตุ : เมนูในภาพด้านล่างบางรายการยังเป็นเมนูราคาเดิมตอนที่ผมไปกินครับ ปัจจุบันมีการขึ้นราคาแล้ว 10-20 เยนในแต่ละสี อันนี้บอกไว้ก่อนจะได้ไม่งงกันว่าทำไมในภาพของผมถึงยังเป็นราคานี้

คำเตือน : ร้านนี้ไม่ใช่ร้านหรูแบบกินแล้วอร่อยแสงพุ่ง แล้วก็ไม่ใช่ร้าน Michelin อะไรทั้งนั้น แต่ร้านจะออกไปทางแนว "แxกด่วน" และประหยัดด้วยซ้ำ ดังนั้น ถ้าคุณผู้อ่านที่รู้ตัวว่าไปเที่ยวต้องเข้าร้านหรูๆ ต้องเข้าร้านตามรีวิวดังๆ ต้องอร่อยแบบวัวตายควายล้ม...ร้านนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบของลิ้นคุณนะครับ ผมขอบอกไว้ก่อนด้วยความหวังดี!!!

​ร้านนี้ผมไปกินสองรอบติด เชฟเหมือนจะจำผมได้ด้วยล่ะ 555 เพราะปกติร้านนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาถล่มเท่าไหร่ (ตอนไปกินส่วนมากจะเป็นคนญี่ปุ่นแนวซาลารีมังไม่ก็สาวๆญี่ปุ่นครับ คนไทยคนอื่นผมก็ไม่เจอนะ แต่คิดว่าก็ต้องมีคนต่างชาติแวะมาบ้างแหละ ไม่งั้นร้านไม่น่าจะทำภาษาอังกฤษมาให้ เอาเป็นว่า ผมรวบรวมผลงานการเขมือบซูชิของร้านนี้ไว้ให้แล้วอย่างเยอะ และจะขอรีวิวแต่ละจานที่สั่งมาเป็นรายการไปเลยนะครับ หวังว่าเพื่อนๆที่เข้ามาอ่านจะร่วมฟินไปด้วยกันครับ เอ้า! เชิญ!

​1.Salmon (270 เยน) เป็นหนึ่งในเมนูขายดีของทางร้านและเชื่อว่าเป็นเมนูเบสิคที่ชาวไทยน่าจะคุ้นหน้าคุ้นลิ้นกันดีครับ จานนี้มาแบบสองคำ รสชาติถือว่าไม่แย่ ความสดโอเค และไม่คาวครับ

2.Tsubu (270 เยน) มันคือ "หอยสังข์" ครับ เมนูนี้ใครไม่ advance อาจจะยี้ แต่เท่าที่ผมกินดูก็อร่อยอยู่นะครับ กรุบๆและไม่เหม็นคาวเลย มาแบบสองคำเช่นกัน (เมืองไทยแพงนะบอกก่อน)

3.Salmon Aburi+Mayo (330 เยน) เมนูนี้เหมือนบ้านเราเลย คือลนไฟหน่อยๆแล้วก็ราดมายองเนสแล้วก็ลนไฟอีกรอบ ส่วนตัวผมว่าแอบเลี่ยนครับ แต่ทานไปจานเดียว (สองคำ) ก็ถือว่าเรียกน้ำย่อยได้ ตัวแซลมอนก็เหมือนตัวที่เป็นปลาดิบเลย แค่ลนไฟมาเท่านั้นแหละ

4.Shako (270 เยน) สายซีฟู้ดน่าจะอ๋อ! มันก็คือ กั้งตั๊กแตนแบบซูชินั่นแหละครับ คิดว่าเพื่อนๆชาวไทยน่าจะคุ้นเคยกันเพราะบ้านเราก็กินแบบแช่น้ำปลาหรือน้ำจิ้มซีฟู้ดอยู่แล้วด้วย สำหรับที่นี่ มาสองคำ รสชาติก็โอเค แอบเค็มนิดๆ พอได้นะ แต่กินกับน้ำจิ้มบ้านเราอร่อยกว่า เชื่อเหอะ! อิอิ

​5.Grilled Anago (270 เยน) ผมยกให้เมนูนี้คือ The best of the best of the best ของทางร้านเลยแม้จะมาแค่หนึ่งคำก็เหอะ เพราะว่าปลาไหลที่ว่ามานี้ยาวมากกับราคาไม่ถึง 90 บาทไทย (ไปกินตามร้านในห้างหรูของไทยคิดเป็นร้อยนะครับ เคยเจอโหดๆก็คำละ 200++ บาท) เมนูนี้ย่างมาให้แล้วด้วย ใครไม่กินซูชิแบบดิบๆ ก็กินแบบนี้อย่างเดียวสักสี่จานก็อิ่มแล้ว คุณแม่ผมคนนึงล่ะครับไม่ทานปลาดิบแต่ก็มานั่งด้วย ก็ซัดเมนูนี้อย่างเดียว สบายใจดี สำหรับเนื้อปลาก็หอม มีซอสรสหวานทาให้อยู่แล้ว อย่าเผลอไปจิ้มโชยุอีกล่ะครับ เป็นเมนูที่ห้ามพลาดในราคาสบายกระเป๋ามากๆ เมนูนี้ขอเชียร์จากใจผมเลยครับ

6.Iwashi (220 เยน) ปลาอิวาชิ แปลเป็นไทยง่ายๆเลยก็ "ปลาซาร์ดีน" นั่นแหละ นึกถึงปลากระป๋องออกไหมครับ นั่นแหละ ที่นี่ก็มีแบบดิบๆขาย ชิมแล้วก็โอเคนะ เค็มๆดี รสชาติจะไม่เลี่ยนหรือมันๆแบบพวกแซลมอนหรือทูน่าครับ

7.Engawa (330 เยน) แก้มปลาที่ชาวไทยนิยมชมชอบกันอยู่พอสมควร มาแบบสองคำกับรสชาติที่ไม่ได้มันเลี่ยนแบบเคี้ยวแล้วหน้าเอียน เราสามารถขอซอสพอนสึมาจิ้มแทนโชยุได้นะครับ แต่ส่วนตัวผมว่าร้านอื่นในไทยอร่อยกว่าด้วยนะบอกตรงๆ แต่ก็ตามราคาแหละนะ

8.Kawahagi (370 เยน) คิดว่าน่าจะเป็นเมนูแปลกที่ชาวไทยไม่คุ้น กับปลาคาวาฮากิหรือ "ปลาหน้าวัว" รสชาติบอกไม่ถูกเหมือนกัน สีเนื้อปลาจะใสๆเหมือนเนื้อปลาปักเป้า กินไปแล้วรสชาติจะออกไปทางเบาๆหน่อย ไม่เค็ม ไม่ใช่รสแนวแซลมอนหรือทูน่าและไม่เหมือนเนื้อปลาปักเป้าด้วย แปลกๆดีครับ (มาแบบสองคำ)

9.Hotaru Gunkan (270 เยน) เมนูนี้เล่นง่ายๆเลย เขาจับเอาปลาหมึกเรืองแสงมาวางบนข้าวที่เป็นกุนกันโดยมีใบชิโสะวางไว้รองปลาหมึกแค่นั้น รสชาติเหมือนกินปลาหมึกเรืองแสงทั่วไป คือ กรุบๆมาก จิ้มโชยุก็ได้ (แต่ปกติมันเค็มอยู่แล้วนะหมึกเนี้ย) เสียดายไม่มีซอสมัสตาร์ดให้

​10.Hon-Maguro (370 เยน) เป็นอีกหนึ่งเมนู "ยอดฮิต" ของทางร้าน เพราะมันคือทูน่าแบบเกรดดีๆเนื้อแดง แม้รสชาติจะไม่เท่าแบบ Akami แต่ด้วยราคาขนาดนี้แถมมาให้ตั้งสองคำก็น่าจะทำให้ฟินกันได้นะครับ จังหวะที่เอาเข้าปากแล้วเคี้ยว โอ้! สดมากๆครับ แทบไม่ต้องจิ้มโชยุก็ได้รสปลาจริงๆ บอกตรงๆว่านี่เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ต้องลองนะครับ

11.Unagi (370 เยน) เมนูพื้นฐานที่บ้านเรา "แพงเว่อร์ในหลายๆร้าน" แต่ที่นี่ไม่เท่าไหร่ครับ เพราะมันมาสองคำในหนึ่งจาน ตัวปลาไหลหั่นมาไม่ได้บางเฉียบแบบกระดาษ A4 วางซ้อนกันสักห้าแผ่น คือ พอมีชั้นปลาให้เคี้ยวรู้รสครับ ส่วนซอสที่ทามาให้ก็โอเค หวานดี ไม่ต้องจิ้มโชยุอีกแล้ว

12.Awabi (370 เยน) เมนูที่ดูเริ่ดมากๆ เพราะมันคือ "หอยเป๋าฮื้อ" ซึ่งบ้านเราก็แพงบรรลัยอีกนั่นแหละ แต่ราคาร้านนี้เป็นมิตรมาก หอยในเมนูนี้จะมาแค่คำเดียวนะครับ ไม่คาวเท่าไหร่ (มีกลิ่นนิดหน่อยนะ) แต่รสชาตินี่ผมอธิบายไม่ถูก คือกินได้ แค่ผมไม่ว้าวเท่าไหร่ 555 แต่เพื่อนๆที่เป็นนักกินซีฟู้ดอาจจะชอบก็ได้ครับ มีมะนาวหั่นมาให้ด้วยหน่อยนึงครับ

13.Hotate (370 เยน) เมนูฮิตอีกอย่างและน่าจะคุ้นตาชาวไทยสายซูชิกัน หอยเชลล์ของที่นี่ก็ใหญ่ปิดข้าวดีนะครับ มาแบบสองคำ ส่วนความสด เท่าที่สัมผัส ผมบอกเลยว่า "ใช้ได้" แต่อย่าไปเทียบกับทางฮอกไกโดล่ะ ผมว่าทางนั้นโดนใจกว่าครับ (แต่ก็แก้ขัดได้นะ)

14.Kanpachi (330 เยน) ปลาคัมปาจิ ถ้าเรียกแบบไทยๆผมไม่แน่ใจ แต่ปลาคัมปาจิเป็นสายเดียวกับพวกปลาสำลีครับ รสชาตินี่ถ้าใครเคยกินปลาฮามาจิ (ปลาหางเหลือง) บอกเลยว่า "เมนูนี้แทนกันได้" รสชาติใกล้เคียงกันมากจริงๆครับ ส่วนตัวผมชอบเมนูนี้ครับ สองคำคุ้มค่า

15.Akakai (330 เยน) หอยแครงญี่ปุ่น เมืองไทยหากินค่อนข้างยาก (ถึงมีก็แพงแต่ที่นี่ให้สองชิ้นเลยจ้า) เนื้อหอยจะกรุบๆและสดอยู่นะครับ รสมันจะอ่อนๆหน่อย ส่วนใครคิดว่ารสชาติจะเหมือนหอยแครงของไทยแลนด์ ผมบอกเลยว่า "คนละแบบเลย"   

​16.Sasae (490 เยน) มันคือ หอยซาซาเอะ ถ้าเทียบกับไทยที่ใกล้เคียงก็ "หอยตาวัว" ครับ ที่ญี่ปุ่นเค้ากินกันทั่วไปมากๆ (แกล้มเบียร์ก็อร่อยนะบอกให้) ปกติกินทั้งแบบดิบหรือไปเผาก่อนก็ได้ครับ ส่วนกินแบบซูชิก็โอเค กรุบๆดีแต่จะออกไปทางนุ่มมากกว่าไม่ใช่แบบกร้วมๆ ความคาวไม่เท่าไหร่ครับ ส่วนตัวผมพอกินได้แต่ชอบหอยเชลล์มากกว่าแฮะ จานนี้มาแบบสองคำเช่นเคย

17.Ikura (490 เยน) ไข่ปลาแซลมอนเมนูฮิตอีกอย่างของชาวไทยที่บ้านเราหลายร้านขายหลักร้อยบาทต่อหนึ่งคำ แต่ที่ร้านนี้ไม่แพงครับ แม้จะไม่ได้ตักไข่ปลาแซลมอนมาให้ "ทะลักล้น" จนพูดขึ้นมาแบบหลายๆร้านที่เราเห็นตามเพจ แต่ก็ถือว่ากินได้หลายๆจานเลยนะ ส่วนตัวผมว่าอร่อยเลยล่ะครับกับราคาที่ตั้งมา แถมมาตั้งสองคำด้วย ฟินนนนน!

18.Toro-Salmon (430 เยน) อีกหนึ่งเมนูที่ชาวไทยคุ้นเคย นั่นคือ "ปลาแซลมอนส่วนท้อง" รสชาติก็ตามสไตล์เลยคือ จะมันเลี่ยนกว่าเนื้อแซลมอนธรรมดา จานนี้ผมกินไปคู่เดียวเพราะแอบเลี่ยน แต่ปลาสดมากนะครับ ใครเป็น Salmon Lover น่าจะถูกใจเมนูนี้กัน

19.Saba (430 เยน) ฟังดูแปลกๆเพราะปกติเราจะคุ้นกันว่าปลาซาบะเป็นของถูก แต่ที่นี่ซาบะมันมีประเภทแบบสดๆด้วยครับ (ที่บ้านเราฮิตกันจะเป็นซาบะดอง) ตอนแรกสีนี่นึกว่าปลาฮามาจิเลยล่ะ พอเข้าปากแล้ว บอกตรงๆถ้าให้หลับตาทายผมก็นึกว่ากำลังกินปลาฮามาจิมากกว่า รสชาติไม่เหมือนซาบะดองนะครับ ถือว่าโอเคเลยล่ะแม้จะแปลกในความรู้สึกก็ตาม 

และเมนูที่ 20 ที่ผมยกให้เป็นอีกหนึ่งของดีประจำร้านก็คือ!!!

20.Chu-Toro (490 เยน) เมนูเด็ดปิดท้ายแบบสายพาน นั่นคือ ชูโทโร่ซึ่งเป็นเกรดที่ต่ำกว่า "โอโทโร่' อยู่สักหน่อย แต่ความมันของเนื้อปลาที่เชฟแล่มาให้นั้นถือว่า "เริ่ดมากในราคานี้" เมนูนี้ผมสั่งไปสามจานเลย เอาให้หายอยากครับ คือ ความเลี่ยนมันๆอาจไม่เท่าโอโทโร่นะ แต่ก็ทดแทนกันได้จริงๆ เมนูนี้ยกให้เป็นอีกหนึ่ง Best ของที่นี่ครับ

**สำหรับเมนูที่ชาวไทยฮิตๆ แต่ผมไม่ได้สั่งก็มีนะครับ เช่น ข้าวปั้น Uni (ไข่หอยเม่น), Otoro มาแบบคำเดียว แต่ตอนไปกินมันหมด! ข้าวปั้นหน้าไข่หวาน, ข้าวหน้ามันปู, สลัดกุ้ง, ปลากะพง, ไข่ปลาแฮร์ริ่ง มีให้สั่งนะครับ ราคาก็ต่างกันไป มี Uni แพงสุด จานละ 490 เยน ส่วน Otoro จานละ 370 เยน เมนูเบสิคที่เหลือจะถูกหน่อยครับ ยังไงดูเมนูหน้าร้านอีกทีนะครับ เผื่อเขามีปลาอื่นๆเพิ่มเข้ามานะ ^^ 

รีวิวจานบนสายพานจบแล้ว ผมขอแถมให้อีกหน่อย นั่นคือ Set Menu ครับ ตัว Set Menu ที่ผมสั่งมานี้ ก็ถือว่ารวมๆกันมาแบบคละกันสำหรับใครที่ต้องการ "คุมงบ" นะครับ ปลามันก็มาจากตู้เดียวกันนั่นแหละ สำหรับ set ที่ผมสั่งไว้จะเป็น Tokutoku Setto มีซูชิทั้งหมด 9 ชิ้นแล้วก็มากิอีก 3 ชิ้น พร้อมซุปมิโสะครับ เนื้อปลาที่เสิร์ฟมาในชุดประกอบด้วย ปลาไหลทะเล ปลาแซลมอน ปลากะพงแดง ปลาหมึก หนวดปลาหมึกยักษ์ ปลาทูน่า ข้าวหน้ากุ้ง และปลาคัมปาจิ ส่วนมากิเป็น 2 แตงกวา 1 แซลมอน --> ขอเตือนก่อนว่า ปลาบางหน้าอาจะมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือปลาไหนหมด เชฟอาจจะเลือกหน้าอื่นมาทดแทนให้นะครับ แต่ถูกจริงๆ กับราคา 1,350 เยนครับ!!!!!   

​ขอย้ำว่า ร้านนี้ที่นั่งมีจำกัด ถ้านั่งแล้วสั่งกินไปเรื่อยๆไม่มีใครว่าอะไร แต่ถ้ากินจนอิ่มทุกคนแล้วหากมีลูกค้าต่อคิวอยู่ก็อย่านั่งกันเพลินนะครับ ส่วนการชำระเงินนั้น จะเป็นระบบ "นับตามสี" แบบที่เราคุ้นเคยกัน โดยพนักงานจะเดินมานับแล้วจดใส่กระดาษครับ (ใครจะจดไว้เองด้วยก็ดี กันพลาดกันเหนียว) จากนั้นให้เราลุกแล้วตามไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์ครับ ขอย้ำอีกทีว่า "ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงจากสภาพเศรษฐกิจและการขึ้นภาษีของรัฐบาลนะครับ" ดังนั้น กินแล้วอย่าลืม "บวก Tax" เข้าไปด้วยล่ะ!!!

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับบล็อกนี้ อ่านแล้วหิวกันไหม ผมก็หวังว่าทุกคนจะได้อิ่มอร่อยไปกับผมนะครับ หากมีโอกาสบินไปเที่ยวฟุกุโอกะก็ขอแนะนำให้มาลองชิมซูชิประหยัดกันได้ที่สถานี Hakata นะคร้าบบบบ

ภาพปกจาก https://www.thegreatcoursesdaily.com/the-story-of-sushi-and-japanese-cuisine/ 

ภาพที่เหลือเป็นของโอทารุทั้งหมดมีการลงลายน้ำไว้แล้ว ใครจะเอาไปใช้เชิงพาณิชย์ กรุณาแจ้งขออนุญาตก่อนนะครับ