f ของกิน

พาไปชิม "ฮะจิบังราเมง" ที่จังหวัดบ้านเกิดในญี่ปุ่น

พาไปชิม "ฮะจิบังราเมง" ที่จังหวัดบ้านเกิดในญี่ปุ่น

By , วันอาทิตย์, 24 พฤศจิกายน 2562

​สวัสดีครับเพื่อนๆ สัปดาห์นี้โอทารุจะขออาสาพาทุกคนไปชิม "ราเมง" ซึ่งเป็นอาหารพื้นๆของประเทศญี่ปุ่นที่มีรสชาติหลากหลายมากๆ ตั้งแต่แบบดั้งเดิมไปจนถึงรสชาติแปลกทะลุโลกไปเลยอย่างเช่น ราเมงช็อกโกแลต ก็มีขายในญี่ปุ่นกับเขาด้วย แต่ไม่ต้องห่วงครับ วันนี้ผมไม่ได้พาเพื่อนๆไปชิมราเมงนอกตำราแบบนั้น แต่จะพาไปลิ้มรสราเมงที่ผมเชื่อว่าเพื่อนๆชาวไทยต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีเพราะราเมงที่ผมจะพาไปชิมในวันนี้ก็คือ "ฮะจิบังราเมง" หรือร้านราเมงหมายเลข 8 ที่ชาวไทยคุ้นเคยกันมาหลายสิบปีแล้วนั่นเองงงงงงง

ก่อนอื่น ผมขอเล่าจุดกำเนิดของราเมงสุดฮิตในเมืองไทยสักหน่อยว่ามีต้นกำเนิดที่ญี่ปุ่นอะไรยังไงเมื่อไหร่นะครับ คือ ราเมงนี้ก็เป็นแบรนด์ของญี่ปุ่นแท้ๆ ที่เริ่มเปิดกิจการครั้งแรกในปี 1967 โดยคุณโจจิ โกโต้ โดยเปิดร้านแรกที่จังหวัดอิชิกาวะ โดยสาขาแรกที่เปิดนั้น เป็นเพียงร้านราเมงเล็กๆริมถนนหลวงหมายเลข 8 แต่ว่าด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์บวกกับน้ำซุปที่กลกล่อมและเส้นราเมงที่เหนียวนุ่มก็ทำให้มีลูกค้ามาต่อคิวรอเป็นจำนวนมาก ต่อมาบริษัทก็ได้เจริญเติบโตและเริ่มขยายสาขามากมายจนถึงปัจจุบันนี้ โดยสาขาส่วนใหญ่นั้นจะกระจายอยู่แถบจังหวัดอิชิกาวะและจังหวัดใกล้เคียงครับ ส่วนที่มาของสัญลักษณ์เลข 8 ที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น นอกจากการแสดงถึงหมายเลขของถนนหลวงหมายเลขอันเป็นที่ตั้งของสาขาแรกแล้ว ความหมายของเลข 8 เมื่อมองแนวตั้งก็ยังสื่อถึง ตุ๊กตาลุ้มลุก และสัญลักษณ์ของการไม่มีที่สิ้นสุดหรือ infinity เมื่อมองในแนวนอนอีกด้วยครับ

สำหรับประเทศไทยนั้น ทางฝั่งไทยได้เริ่มมีการเข้าไปร่วมลงทุนกับฮะจิบังที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 1991 และต่อมาก็ได้เปิดร้านฮะจิบังราเมงสาขาแรกในประเทศไทยในปี 1992 (พ.ศ. 2535) ณ ศูนย์การค้าสีลมคอมเพล็กซ์ (ปัจจุบันสาขานี้ก็ยังอยู่) โดยราเมงของฮะจิบังถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากชาวไทย ทำให้ปัจจุบันกิจการของฮะจิบังรุ่งเรืองและขยายสาขาในประเทศไทยจนขณะนี้มีมากกว่า 127 สาขาทั่วประเทศแล้ว (ข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2019) ปัจจุบันธุรกิจของฮะจิบังนั้น ไม่ได้มีการขยายสาขาไปที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ฮะจิบังยังได้เปิดสาขาขึ้นในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและเขตปกครองพิเศษฮ่องกงอีกด้วย (ในญี่ปุ่นเอง เชนฮะจิบังก็มีแตกเป็นเชนย่อยอีกหลายเชนเลยครับ แต่ขอไม่กล่าวถึงนะครับไม่งั้นเนื้อหาจะเยอะเกินจำเป็น)

​เอาล่ะครับ เกริ่นมาซะเยอะแล้ว ก็เข้าสู่เนื้อหากันนะครับ คือ ผมได้มีโอกาสเดินทางไปที่เมืองคานาซาว่า จังหวัดอิชิกาวะเมื่อไม่นานมานี้จึงเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ลอง "ของแท้" ซะหน่อยว่ามีรสชาติต่างจากบ้านเรามากน้อยแค่ไหน อย่างไรครับ โดยสาขาที่ผมได้ไปลองชิมนั้น บอกก่อนว่า "ไม่ใช่สาขาแรกที่อยู่ริมถนนนะครับ" อันนั้นต้องเช่ารถขับไปกินสถานเดียว แต่มันมีสาขาที่สะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเราๆเป็นอย่างมาก นั่นคือ ฮะจิบังราเมงสาขาสถานีคานาซาว่าไงครับ! แน่นอนว่า ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่ในสถานีรถไฟ ก็คือหาง่ายสุดๆครับ มันตั้งอยู่ในโซนร้านอาหารของสถานีนั่นแหละ!

ก่อนอื่นเอาหน้าตาหน้าร้านไปดูกันครับ โลโก้ยังมีเลข 8 อยู่ แต่โลโก้ของทางญี่ปุ่นจะไม่ใช้เลข 8 สีแดงบนพื้นสีเหลืองแบบประเทศไทยนะครับ ตอนที่ผมไปเล็งดูครั้งแรกก็สงสัยเหมือนกัน แต่พอไปยืนดูเมนูก็ขอบอกเลยว่า "ร้านเดียวกันนั่นแหละ ไม่ต้องกลัว" เดินเข้าไปโลดจ้าาาาาา

​การแต่งร้านก็จะเป็นสไตล์ญี่ปุ่นครับ มีลายไม้ มีทั้งแบบนั่งเคาน์เตอร์และเก้าอี้สำหรับคนที่มาเป็นกลุ่ม พอเข้ามาก็บอกพนักงานได้เลยว่ามากี่คน ถ้าที่ว่างเราเลือกนั่งเองก็ได้ครับ (พนักงานพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย) ผมเองเลือกนั่งแบบเคาน์เตอร์ครับ เพราะบ้านเราไม่ค่อยเจอแบบนี้สักเท่าไหร่ สิ่งที่สังเกตได้เลยก็คือ "เครื่องปรุงเพียบ" ตามด้วย "น้ำเปล่าฟรี" แถมใส่น้ำแข็งด้วยนะ ถูกใจชาวไทยแน่นอนเพราะบ้านเราถ้าสั่งน้ำเปล่าก็คิดเงินจ้าาาาาาา 

​ทีนี้มาดูหน้าตาของเมนูกันบ้าง คือ มาแบบคล้ายๆของไทยเลยครับ คือ มีภาพประกอบแล้วก็มีให้เลือกไซส์ของเมนูนั้นๆ พร้อมระบุจำนวนแคลอรี่ของแต่ละเมนูพร้อมราคาไว้เสร็จสรรพ ที่สำคัญคือ มีภาษาอังกฤษ เกาหลีและจีนกลาง กำกับด้วย เลิศมากจริงๆ (แต่ดันไม่มีภาษาไทยนะ เสียใจจริงๆ!)

ในวันนี้ผมสั่งอาหารไป 3 อย่างครับ นั่นคือ ทงโคะสึราเมง (ราเมงน้ำซุปกระดูกหมู) ชาฮั่งไซส์กลาง (ข้าวผัดมาพร้อมซุป) และเกี๊ยวซ่าไส้กุ้ง ส่วนภาพด้านล่างสี่ภาพนี้คือหน้าตาของเมนูครับ

เมื่อสั่งกับพนักงานแล้ว รอไม่นานราเมงก็มาก่อนเป็นอันดับแรก ตามด้วยชาฮั่งแล้วก็ปิดท้ายด้วยเกี๊ยวซ่าครับ! และจากนี้ผมก็ขอบรรยายรสชาติราเมงฮะจิบังสาขาจังหวัดบ้านเกิดตามที่เกริ่นบนหัวเรื่องไว้เลยนะครับ บอกก่อนว่า เรื่องรสชาติเป็นเรื่องนานาจิตตัง ลิ้นแต่ละคนชอบรสชาติเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดมันก็ต่างคนชอบ ดังนั้น เพื่อนๆผู้อ่านจะเชื่อลิ้นของผมหรือไม่เชื่อก็ได้ครับ ไม่ว่ากันเลย โอเค รับทราบตามนี้เนอะ มา! ลุย!

ราเมงน้ำซุปกระดูกหมู : ดูผ่านๆจะเหมือนกับราเมงผักซึ่งเป็นเมนูประจำตัวของร้านครับ แต่ต่างกันตรงที่น้ำซุปเนี่ยแหละ ตัวน้ำซุปนั้นค่อนข้างเข้มข้นทีเดียวแต่ก็ไม่ได้เข้มข้นจนถึงขั้นเลี่ยน ถือว่ากลมกล่อมในระดับหนึ่งและไม่ต้องปรุงอะไรเพิ่มครับ ส่วนผักที่ให้มาด้วย สด อร่อยมาก แต่ชิ้นหมูชาชูที่มากับราเมงนั้น ส่วนตัวผมบอกเลยว่า "ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่" คือ เนื้อมันเยอะครับ ไม่ค่อยมันแล้วก็ชิ้นแอบหนา แต่บางคนอาจจะชอบแบบนี้ก็ได้นะ สำหรับเส้นราเมง ถือว่าเหมือนกินที่เมืองไทยครับ ไม่ได้ว้าววววววแล้วก็ไม่ได้ต้องนั่งซดแบบหน้าเจื่อน เอาเป็นว่ามันคือเส้นราเมงแบบหนาและหนึบดีนั่นล่ะครับ 

ราคาชามนี้ 712 เยน รวมภาษีแล้ว  

ชาฮั่ง : ก็คือข้าวผัดนั่นแหละ เมนูนี้โอทารุขอออกตัวว่าชอบกินมากตอนอยู่เมืองไทย มาที่นี่เลยขอสั่งดูซะหน่อยว่าเหมือนเมืองไทยไหม พอมาเสิร์ฟปุ๊บ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือ "เออ กลิ่นหอมวุ้ย" แล้วก็เยอะด้วย โอเค สัมผัสแรกผ่านไป หลังจากเป่าสักพักก็ตักข้าวเข้าปาก...อื้ม..รสชาติใกล้เคียงเมืองไทยเลยล่ะ รสชาติไม่ได้จัดจ้านอะไร เน้นหอมครับ ใครจะใส่โชยุหรือโรยพริกเพิ่มก็ไม่มีปัญหา ส่วนซุปที่แถมมานั้น เอาไว้ซดคล่องคอพอไหวอยู่ ไม่ได้ว้าวอะไร สีเหมือนจะเค็มแต่ก็ไม่ได้เค็มอะไรครับ ออกแนวจืดๆด้วยซ้ำ สรุปว่าเมนูนี้ กินที่ไทยก็ได้ ไม่ต่างกัน!

จานนี้ราคา 626 เยนรวมภาษีแล้ว

เกี๊ยวซ่าไส้กุ้ง : เหมือนจะเป็นเมนูพิเศษ ตอนแรกว่าจะสั่งเกี๊ยวซ่าธรรมดาแต่เห็นว่าเกี๊ยวซ่าแบบปกติไว้ค่อยกินที่อื่นก็ได้ ก็เลยสั่งเกี๊ยวซ่ากุ้งดีกว่า เพราะเมนูนี้บ้านเราไม่มี สัมผัสแรกเลยคือ มันไม่ใช่เกี๋ยวซ่าแบบทอดนะ ออกแนว texture แบบฮะเก๋าด้วยซ้ำ พอกัดไปแล้ว อื้ม...มีกุ้งอยู่ข้างในจริงๆครับ แต่กุ้งก็ไซส์ตามร้านกับข้าวบ้านๆในไทย ไม่ได้ใหญ่แบบคับแป้งที่ห่อมันไว้นะ แถมด้านในยังมีผักหลายชนิด เช่น แครอท ยัดอยู่ในนั้นด้วย ก็จิ้มกับน้ำจิ้มเกี๊ยวซ่าไป สุดท้ายก็หมดครับ รสชาตินั้นถ้าให้ฟันธงคือ ต้องบอกว่า ธรรมดาๆ สมราคาล่ะนะ 

จานนี้ (แบบ 6 ชิ้น) ราคา 324 เยน รวมภาษีแล้ว

หลังจากกินทั้งสามเมนูจนอิ่มแล้ว ขั้นตอนการจ่ายเงินก็เหมือนกับที่ไทยครับ คือ ให้เราถือใบเสร็จไปยื่นที่แคชเชียร์หน้าร้านแล้วเขาก็จะแจ้งจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้เราเท่านั้นเอง จ่ายเสร็จก็เดินออกจากร้านเป็นอันจบการกินครับ ง่ายๆแบบนี้ล่ะ 555

แต่ผมบอกก่อนเลยว่า ปัจจุบันนี้เครือฮะจิบังในประเทศญี่ปุ่น "มีเปิดสาขาในต่างจังหวัดที่ไม่ดังเท่านั้น" ประกอบด้วยจังหวัดอิชิกาวะ ฟุกุอิ โทยาม่า นากาโน่โอคายาม่า และไอจิ แถมที่ตั้งร้านสาขาส่วนใหญ่ยังอยู่ติดถนนหลวงด้วย พูดง่ายๆเลยก็คือ ใครที่หวังจะหาร้านฮะจิบังในเมืองใหญ่ๆเช่น โตเกียว โอซาก้า ฟุกุโอกะ เซนได ซัปโปโร..."หมดสิทธิ์นะครับ" ไม่มีสาขาอยู่ตามเมืองหลักเลย ส่วนตัวผมเห็นว่าที่ใกล้ที่สุดสำหรับเพื่อนๆชาวไทยที่เป็นแฟนตัวยงจะไปลองกินได้ก็เป็นสาขาในจังหวัดไอจิ โดยอยู่ชานเมืองนาโงย่าเท่านั้นเอง โดยสาขานี้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดิน Iwatsuka เปิด 11 โมงยันเที่ยงคืนครับ สนใจก็มาลองกันได้ หรือให้ง่ายก็ลองที่สถานีคานาซาว่านี่แหละครับ ขึ้นชินคันเซนไปกลับโตเกียวก็สะดวก หรือจะไปกินที่สาขาสถานี JR Toyama ก็ได้ครับ ร้านอยู่ในสถานีรถไฟเลย สะดวกเช่นกัน กินก่อนไปดูกำแพงหิมะก็ย่อมได้นะจะบอกให้! ส่วนสาขาอื่นๆ เชิญคลิกตรงนี้ครับ

มีข้อแนะนำอีกสักหน่อยที่ผมขอเตือนเพื่อนๆก่อนที่จะมากินฮะจิบังที่ญี่ปุ่น ดังนี้ครับ

1.บัตรสมาชิกในไทย ใช้ที่นี่ไม่ได้นะ!

2.บางเมนูที่เราชอบกินในไทย เช่น ราเมงต้มยำกุ้ง ซารุราเมง ไม่มีขายนะครับ ระวังความเคยชินจากบ้านเราด้วย! 

3.เมนูบางอย่างจะออกมาเฉพาะฤดูกาล แนะนำให้ตรวจสอบเมนูกับเว็บไซต์ของฮะจิบังที่ญี่ปุ่นก่อน จะได้ไม่ผิดหวัง

4.ราคาที่ผมเขียนไว้ "เป็นราคาที่ยังคิดภาษี 8%" ปัจจุบันภาษีเรื่องกินอาหารในร้านคิดเป็น 10% แล้ว ก่อนสั่งก็ดูราคาที่แน่นอนในเมนูอีกรอบก็ดี เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน!

5.รสชาติราเมงของที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าส่วนใหญ่ก็ต้องทำให้ลูกค้าชาวญี่ปุ่นกินเป็นหลัก ถ้าอยากได้แบบเผ็ดๆ ก็อย่าคาดหวังว่าเมงที่สั่งมันจะเผ็ดตั้งแต่ออกมาจากในครัวนะครับ เพราะคนญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้เป็นชาติที่นิยมกินเผ็ดจัดอยู่แล้ว เราอาจต้องมาปรุงเองทีหลังให้ถูกใจเราที่สุดครับ

สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากว่า ปัจจุบันการแข่งขันเรื่องราเมงสูงมากๆในญี่ปุ่น หลายร้านก็มีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย รวมทั้งมีการปรับสูตรอาหารหรือรสชาติด้วย ดังนั้น ร้านราเมงฮะจิบังอาจไม่ใช่ราเมงในดวงใจของผู้อ่านทุกคน อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบเลย เพราะเอาตรงๆคือ ราเมงที่โตเกียวหรือซาก้า แม้กระทั่งฟุกุโอกะนั้นก็มีร้านราเมงชื่อดังที่ชาวไทยรู้จักและให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเหมือนกัน (แถมดังกว่าร้านนี้เยอะด้วย) ก็เอาเป็นว่าบล็อกนี้ผมมาแชร์ประสบการณ์ร้านอาหารที่มีความผูกพันกับคนไทยมาเกือบ 30 ปีให้อ่านเป็นข้อมูลก็แล้วกันนะครับ บล็อกนี้ขอปิดท้ายเพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่คร้าบบบบ 

ภาพปก/ภาพสมัย 1967/ประวัติของฮะจิบัง จากเว็บไซต์ของญี่ปุ่น

ภาพประกอบสุดท้ายก่อนจบบล็อกจาก foody.VN

ภาพที่เหลือเป็นของโอทารุทั้งหมด มีลงลายน้ำไว้แล้ว ใครจะเอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์กรุณาขออนุญาตก่อนนะครับ!