l ชีวิตในญี่ปุ่น

ประสบการณ์เจอโรคจิต (stalker) ที่ญี่ปุ่น ตอนที่ 2

ประสบการณ์เจอโรคจิต (stalker) ที่ญี่ปุ่น ตอนที่ 2

By , วันอังคาร, 16 มิถุนายน 2563

     สวัสดีค่ะ วันนี้มายจะมาเล่าประสบการณ์การเจอโรคจิตครั้งที่สองค่ะ (สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน ประสบการณ์เจอโรคจิต (stalker) ที่ญี่ปุ่น ตอนที่ 1 นะคะ) หลังจากที่เคยเกิดเรื่องขึ้นครั้งที่แล้ว ผ่านไปเวลาประมาณ 3 ปี มายได้เข้าทำงานบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในโตเกียว เลยได้ย้ายบ้านมาอยู่คนเดียวแถวๆ ย่าน Machiya ซึ่งเป็นย่านที่ค่อนข้างชุมชนนิดหนึ่ง (เพราะถูกและใกล้ที่ทำงาน)  ก่อนย้ายก็ได้ปรึกษากับนักเรียนคนญี่ปุ่นที่มายเคยสอนภาษาไทยให้ เขาก็แนะนำบริษัทจัดหาบ้านแถวนั้นให้ โดยเลือกเช่าห้องชั้นสอง และมีกล้องวงจรปิด (แต่ไม่มี auto-lock ข้างล่าง คือใครก็สามารถขึ้นตึกได้) เนื่องจากตอนนั้นยังเป็นพนักงานเข้าใหม่ เงินเดือนยังไม่เยอะมาก เลยคิดจะประหยัดค่าเช่าบ้าน โดยคิดว่าคราวนี้ไม่มี auto-lock ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร เพราะว่าเป็นประเทศญี่ปุ่น (ซึ่งอันนี้เป็นความคิดที่ผิดพลาดมากๆ) > <!

     ตอนนั้น มายทำงานในบริษัทขายเครื่องจักรผลิตแผงพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นเซลล์ระหว่างประเทศจะต้องบินไปต่างประเทศทุกเดือน เดือนละประมาณ 2-3 ครั้ง เลยทำให้มายกลับบ้านไม่ตรงเวลา บางทีก็กลับเช้าบ้าง (เพราะว่าเที่ยวบินมาถึงเช้า) บางทีก็กลับดึก เพราะเลิกงานไม่ตรงเวลา คิดว่า ถ้ามีใครมา stalk เราจริงๆ คงจะกะเวลาเราลำบาก 

     และวันหนึ่งก็เกิดเรื่องขึ้น วันนั้นมายกลับมาบ้านตอนสายๆ หลังจากที่ไป business trip มา 2-3 วัน (เหนื่อยโฮกกกกกก) ประมาณสัก 10-11 โมงได้ มายเดินหอบร่างอันเหนื่อยล้าแบกกระเป๋าเดินทางจากสถานีกลับบ้าน จากสถานีไปจนถึงบ้านมาย ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที และต้องเข้าซอยเล็กน้อย แต่ซอยที่ญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป็นซอยแบบที่ไทย ตามซอยเป็นบ้านคนและมีเด็กมาวิ่งเล่นบ้าง พร้อมกับว่าเป็นตอนกลางวันแสกๆ ระหว่างเดินก็เล่นมือถือไปเดินไปด้วย (เป็นต้วอย่างที่ไม่ดีนะคะ อย่าลอกเลียนแบบ) เดินไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง จนกระทั่งเดินมาถึงที่พัก มายก็เดินเอื่อยๆ ขึ้นบันได (ที่อพาร์ตเม้นต์ไม่มีลิฟท์) แบบว่าไม่ไหวแล้ว อยากพัก พอมาถึงหน้าประตูห้อง พร้อมกับของพะรุงพะรัง จากนั้นมายก็ไขกุญแจพาตัวเองพร้อมกับขนของเข้ามาบ้าน และกำลังจะปิดประตู

    ทันใดนั้น! ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง เอามือมาง้างประตูเอาไว้ไม่ให้เราปิด พร้อมกับเปิดประตูออก แล้วผลักมายเข้าไปในห้อง พร้อมกับตัวเขาเอง โดยทุกอย่างมันเกิดขึ้นไวมาก! ด้วยความที่มายมีของพะรุงพะรังเลยทำให้มายลัมทับที่วางรองเท้า และด้วยความโชคดีในความโชคร้าย คือของสัมภาระที่แบกมา ก็ล้มลงไปด้วยทำให้ประตูห้องมันปิดไม่ได้ คนร้ายจึงจับข้อมือมายและล้มลงคร่อมบนตัวมายด้วย (สรุปแล้ว มายกับคนร้ายล้มกองกันอยู่แถวประตูห้องที่ปิดไม่ได้) ตอนนั้นตกใจมาก มายร้องกรี๊ดดดดดดดดด !!!! ดังมาก ร้องไม่หยุด (>o<) ประตูห้องยังเปิดอยู่ เหตุการณ์เกิดขึ้นกลางวันแสกๆ คนร้ายตะคอกใส่มายว่า 静かにしろ!(เงียบซะ) มายคิดในใจ ใครจะเงียบ เงียบก็โง่ละ มายก็คงยังตะโกนร้องและดิ้นสู้กับคนร้ายต่อไป (แบบไม่มีสติเลย ตอนนั้นคิด เราจะตายเอาวันนี้เหรอเนี้ย!!)

     คนร้ายใส่หมวกแก๊ป ผ้าปิดปาก แว่นตา และถุงมือผ้า ตอนนั้นมายร้องไม่คิดชีวิต เนื่องจากตอนนั้นเรา(เคย)เป็นคนสายตาสั้นสิ่งที่นึกได้คือ "แว่นตา" คิดว่า ถ้าเราถอดแว่นตาของคนร้ายได้ มันต้องมองไม่เห็นแน่เลยๆ ฮ่าๆๆ (ฝันหวานไป มารู้ทีหลังว่ามันคือแว่นปลอม ไม่ใช่แว่นสายตา) เหมือนอะดีนารีนพุ่ง! ลืมความเหนื่อยไปหมด ทั้งร้อง ทั้งสู้ ทั้งดิ้น ทั้งเตะมัน จนสามารถเอามือที่มันจับข้อแขนเราอยู่ ถอดแว่นของคนร้ายและโยนออกไปทางอื่นได้ และเตะมันแรงๆ (ยังคงกรี๊ดอยู่เรื่อยๆ) 

     ตอนนั้นคิดในใจ นี่เราจะต้องมาตายที่ญี่ปุ่นหรือนี่ นึกถึงข่าวที่เราเห็นบ่อยๆในทีวี สิ่งเหล่านี้จะต้องมาเกิดขึ้นกับเราเหรอนึกถึงหน้าครอบครัว แต่ก็ไม่ยอมแพ้ยังคงดิ้น ถีบๆ ร้องกรี๊ดไม่หยุด จากนั้น คนร้ายคงเห็นท่าไม่ดี (เพราะประตูไม่ได้ปิด เรามายร้องกรี๊ด คงกลัวคนได้ยิน) เลยวิ่งหนีไป !! ตอนนั้นมายตกใจมาก พอมันวิ่งหนีไปก็รีบวิ่งไปปิดประตูและล็อกประตูทันที (กลัวมันจะย้อมกลับมาอีก) ตัวสั่น ห้องกระจุยกระจายด้วยร่องรอยการต่อสู้ 

​     พอตั้งสติได้มายก็รีบโทรแจ้งตำรวจปากสั่น พูดไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ได้ศัพท์ จนตำรวจบอกว่าใจเย็นๆ ให้บอกที่อยู่มา 5 นาทีผ่านไป ตำรวจมาเต็มบ้านเลย (ต้องขอบคุณตำรวจที่นี่มาก มาถึงได้เร็วมาก) มีทั้งตำรวจผู้หญิง และผู้ชาย และนักสืบ 10 กว่านาย มายรีบเอาหลักฐาน คือ แว่น ของคนร้ายให้เจ้าหน้าที่ ด้วยความที่เรามือไม่โปร เราก็เลยใช้มือเราเองจับ ตำรวจก็รีบบอกเลยว่า อย่าจับ ให้ปล่อยของทั้งหมดให้อยู่กับที่เพราะอาจมีลายนิ้วมือคนร้ายติดอยู่ ถ้าเราไปแตะเดี๋ยวไม่รู้ลายนิ้วมือใคร (แต่..ไม่ทันแล้วค่ะ ลายนิ้วมือนีรชากับคนร้ายปนกันเรียบร้อยแล้ว (T=T)

     ตำรวจถามข้อมูลและให้เราอธิบาย และทำการ 再現 หรือ จำลองสถานการณ์ให้ดู จากนั้น ก็พาเรานั่งรถตำรวจไปที่สถานี ตอนลงมาหน้าตึกที่เราอยู่เห็นคนญี่ปุ่นมามุ่งดูเต็มเลย (ญี่ปุ่นมุง) เป็น 10-20 คนได้ (คิดว่าเป็นเพื่อนบ้าน) ป้าบางคนก็เดินเข้ามาถามตำรวจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ตอนนั้น แอบคิดในใจว่า "ทีตอนเราร้องไม่มีใครมาช่วยเราเลย พอเรื่องจบมามุงกันเต็ม"😂 (ตอนหลัง มานั่งคิดๆพวกเขาอาจจะไม่ได้ยินจริงๆก็ได้ ไม่อยากโทษ) 

     ตำรวจพามายขึ้นรถตำรวจมาโรงพัก มีตำรวจผู้หญิงคอยนั่งอยู่ข้างๆ เหตุการณ์มันระทึกขวัญมาก ไม่เคยคิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ในชีวิต โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ตอนไปถึงโรงพัก ตำรวจก็ให้เราลงบันทึกไว้ และให้เราตรวจ DNA เผื่อว่าจะมี DNA ตกอยู่ที่แว่นของคนร้าย จะได้แยกออกว่า อันไหน DNA เรา DNA คนร้าย ตำรวจถามเราว่า มีใครที่ติดต่อได้ อยู่ญี่ปุ่นไหม ตอนนี้อันตราย ถ้าเป็นไปได้ ควรย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนหรือคนรู้จักซักพัก แต่เราคิดว่า มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ตราบใดที่ยังจับคนร้ายไม่ได้ และถ้าเรายังต้องอยู่ที่เดิม มันจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แถมเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว(><)อย่างนี้เราต้องอยู่อย่างระหวาดระแวงที่ตลอดไปเหรอ นี่ขนาดกลางวันแสกๆ นะต่อไปจะทำยังไง

     เลยนึกถึงโอก้าซัง Host Family ที่เราเคยอยู่ด้วยสมัยตอนมาญี่ปุ่นครั้งแรก พอโทรบอกเขา เขาตกใจมาก รีบมาที่โรงพักเลย บอกให้เราไปอยู่บ้านเขาตลอด ไม่ต้องเกรงใจมายซาบซึ้งในใจเขามากๆเขาต้อนรับมายโดยที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆเขาเข้ามากอด และร้องไห้ (แอบซึ้งมากๆ) จากนั้น มายก็ได้ย้ายไปอยู่บ้านเขา (ตอนนั้น พอที่บ้านมายรู้คุณพ่อสั่งมาเด็ดขาดเลยค่ะว่าให้กลับไทยด่วนซื้อตั๋วรอบที่เร็วที่สุด แต่ด้วยความที่มายดื้อห่วงงานด้วย ก็ยังไม่ยอม สุดท้าย บอกว่าย้ายไปอยู่บ้านโอก้าซังและคุณแม่ช่วยพูดให้ คุณพ่อถึงยอม) หลังจากนั้น มายก็โทรบอกอเล็กซ์อเล็กซ์ก็ตกใจมาก รีบมาหาทันที

     ตอนแรก มายคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้คนร้ายอาจจะไม่ได้เจาะจงที่มายเพราะว่ามายกลับบ้านไม่ตรงเวลาแต่มานั่งคิดดูอีกทีเพื่อนๆ บอกว่ามันน่าจะจงใจเล็งมาย เพราะมันเตรียมการมาอย่างดีทั้งใส่ถุงมือ ที่ปิดปาก หมวก แว่นตาแถมมั้นต้องรู้ด้วยว่ามายอยู่คนเดียวเพราะว่า มันผลักมายเข้ามาในห้อง(แสดงว่ามันต้องมั่นใจมากๆว่าในห้องมายไม่มีใคร)โชคดีที่เป็นโรคจิตที่ไม่โปรเท่าไหร่เพราะถ้าโปร มันคงชกท้องมาย หรือป้ายยาสลบละ และระหว่างที่รอย้ายบ้านใหม่ ต้องจัดของแพคของอยู่ 2-3 วัน หลอนมาก ทุกครั้งที่ต้องเปิดประตูบ้านออกไปทำธุระ กลัวมาก

     เวลาผ่านไปแล้ว 3 ปีกว่า ตอนนี้ มันอาจดูเหมือนเรื่องไม่ซีเรียสอะไรบางที มายยังมานั่งยิ้ม หัวเราะ คุยเล่นเรื่องนี้กับเพื่อนเป็นเรื่องตลกแต่ตอนนั้น บอกเลยว่า หัวเราะไม่ออกจริงๆ มายโชคดี(ในความโชคร้ายมากๆ)ที่คนร้ายไม่เป็นมืออาชีพคิดดูดีๆถ้าคนร้าย ต่อยท้องมาย หรือ วางยาสลบปิดปาก ตอนนั้นมายคงไม่เหลือแล้วล่ะ คงจะเป็นข่าวหน้าหนึ่งข้ามประเทศและคงจะไม่ได้มานั่งสอนภาษาอยู่ทุกวันนี้ และถ้าวันนั้น สัมภาระมายไม่ติดค้างอยู่ที่ประตูและทำให้ประตูปิดไม่ได้คงจะเสร็จคนร้ายแล้ว เพราะว่า ต่อให้มายตะโกนคงไม่มีใครได้ยิน

     มีเพื่อนๆ ญี่ปุ่นบอกว่า ที่มายรอดมาได้เพราะว่า มายร้องกรี๊ด ฮ่าๆๆ เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ เวลาเกิดเหตุการ์ณแบบนี้ จะไม่กล้ากรี๊ดกัน เขาจะเงียบ เขาบอกว่า คนร้ายอาจมีของมีคม และอาจโดยแทงได้ เพราะงั้น เวลาคนร้ายมาทำร้ายจะไม่กล้าตะโกน (แต่ของมายตอนนั้น ไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นแล้ว มันร้องโดยสัญชาติญาณเลย จะแทงรึเปล่าไม่รู้ ขอร้องไว้ก่อน) คิดว่าคนร้ายคงตกใจและไม่คิดว่าจะเจอคนที่กรี๊ด ฮ่าๆๆ (หารู้ไม่ หญิงไทยถูกสอนมาให้กรี๊ดไว้ก่อน ฮ่าๆๆ )

     สุดท้ายนี้ก็อยากจะฝากไว้ว่า อย่าประมาท ไม่ว่าเราจะอยู่ประเทศไหน หากเราไม่ระวังตัวเอง มีคนไม่ดี จ้องทำร้ายเราอยู่เสมอ เหตุการณ์ครั้งนี้สอนอะไรหลายๆอย่าง ทำให้มายมีสติ ระมัดระวังอะไรมากขึ้น บทเรียนครั้งนี้ มันเกือบแลกด้วยชีวิตของมาย โชคดีที่มายยังรอดปลอดภัยจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ มายก็หวังว่าเรื่องราวของมาย จะเป็นประโยชน์และเป็นอุธาหรณ์ให้กับหลายๆ คนที่ได้อ่านค่ะ

     สำหรับคนที่อยู่ญี่ปุ่นแล้วกลัวเจอโรคจิตหรือสตอล์กเกอร์ อ่านรวมวิธีรับมือและป้องกันตัวจากคนโรคจิตในญี่ปุ่น​นะคะ คิดว่าน่าจะเบาใจได้นิดหน่อย