l ชีวิตในญี่ปุ่น

แชร์ประสบการณ์ชมรม Volunteer ในญี่ปุ่น...ไม่ง่ายอย่างที่คิด

แชร์ประสบการณ์ชมรม Volunteer ในญี่ปุ่น...ไม่ง่ายอย่างที่คิด

By , วันศุกร์, 18 สิงหาคม 2560

ย้อนกลับไปเมื่อสมัยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเมื่อสองปีก่อน เราอยากลองทำอะไรใหม่ๆที่ไม่มีโอกาสได้ทำในไทย เคยได้ยินมาว่าคนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับชมรมมาก และที่ญี่ปุ่นมีชมรมแปลกๆน่าสนใจหลายอย่าง แต่มีเพียงบางชมรมเท่านั้นที่รับนักเรียนต่างชาติ ตอนนั้นเลยตัดสินใจลองไปเข้าชมรมยิงธนูบ้าง ชมรมดนตรีบ้าง

แต่อย่างที่บอกว่าการเข้าชมรมมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคุณต้องได้รับการยอมรับจากเพื่อนๆในชมรมด้วย ไม่งั้นก็คงได้แต่เป็นเงาไม่มีเพื่อนอยู่ในชมรม เพราะการเข้าชมรมนั้นถือเป็นการเข้าสังคมอย่างหนึ่ง แต่ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างหลังจากที่ลองเข้าชมรมทำให้รู้สึกไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ เรากับเพื่อนจึงตัดสินใจออกจากชมรมไป

ปัจจุบันมีนักเรียนญี่ปุ่นจำนวนมาก นิยมเข้าชมรม Volunteer มากขึ้น เพราะสามารถเป็นตัวเสริมให้ Profile ในการสมัครงานของตัวเองดูดีขึ้น​ ท้ายที่สุดเรากับเพื่อนๆคนไทยก็มีความคิดว่าอยากลองทำงานจิตอาสาดู ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าชมรม Volunteer หรือชมรมอาสาสมัคร

แต่การจะเข้าไปชมรม Volunteer นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะชมรมนี้ไม่เคยรับนักเรียนต่างชาติมาก่อน! แต่ด้วยบุญบารมีของอาจารย์ที่คอยดูแล ทำให้ทีมต่างด้าวชาวไทยได้เข้าไปชมรมนี้แบบงงๆ จึงทำให้คนในชมรมค่อนข้างฮือฮากันมาก บางคนยังแอบนินทาเลยว่ารับต่างชาติมาจะไหวเหรอ (ได้ยินนะยะ!)

ชมรม Volunteer ที่พวกเราเคยอยู่นั้นเป็นเครือ Ivusa ย่อมาจาก International Volunteer University Student Association โอ้โห…แค่ชื่อก็โคตรอลังการ แล้วมันก็อลังกว่าที่พวกเราคิดจริงๆ! เรียกง่ายๆก็คือ เป็นองค์กรจิตอาสาไม่แสวงหาผลกำไรที่รวมมหาวิทยาลัยจากทั่วทุกภาคในญี่ปุ่น ซึ่งนักเรียนที่อยู่ในชมรมนี้จะมีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน โดยเสียค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไปตามแต่ละกิจกรรมและสถานที่ นอกจากจะได้มาบำเพ็ญประโยชน์แล้ว ยังเป็นโอกาสดีให้ได้เจอสังคมใหม่ๆจากนักเรียนต่างมหาวิทยาลัยต่างภาคอีกด้วย…มีคู่รักหลายคู่ปิ๊งรักกันจากการไปทำกิจกรรมแบบนี้ด้วยนะคะ ไม่ธรรมดาา~

อย่างที่บอกว่าทุกอย่างต้องมีการเสียค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้เด็กที่เข้ามาอยู่ชมรมนี้ส่วนใหญ่ต้องพอมีฐานะระดับหนึ่ง เพราะบางที่ต้องบินไปถึงโอกินาว่า ไปฮอกไกโด และใช้เวลาหลายวัน (อารมณ์เหมือนไปเข้าค่าย) โดยแต่ละกิจกรรมนั้นก็แล้วแต่ความสมัครใจของแต่ละคน 

เอาเป็นว่าทุกอย่างแตกต่างจากที่พวกเราคนไทยคิดกันอย่างสิ้นเชิง อย่างตอนแรกงานจิตอาสาเราคิดว่าคงแค่อารมณ์ไปออกค่าย เลี้ยงเด็กอะไรพวกดูแล้วจบ 

แต่สำหรับญี่ปุ่นไม่ใช่จ้าาา…ตามสไตล์ญี่ปุ่นทุกอย่างจะต้องมีหลักการเป็นลำดับและเป็นขั้นตอนทางการมาก

ยกตัวอย่างเช่น พอเราเข้าชมรมนี้ปุ๊ป ก็จะมีนักเรียนญี่ปุ่นที่เป็นตัวแทนมาคอยอธิบายรายละเอียดต่างๆให้ฟัง แล้วก็ต้องไปสมัครสมาชิกในเว็บไซต์ Volunteer และชำระเงินค่าสมัคร การสมัครก็ผ่านไปอย่างทุลักทุเลเพราะปัญหาชื่อของพวกเราเป็นอักษรคาตาคานะ (-_-;) 

และใน 1 เดือนต้องเข้าร่วมการประชุมอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งการประชุมนั้นเค้าไม่ได้ประชุมกันตามห้องเรียนนะคะ เค้าไปจองห้องประชุมใหญ่จากนอกสถานที่เลยค่ะ! รู้ตัวอีกทีก็ต้องเสียค่าเข้าร่วมประชุมคนละ 2,000 เยน แล้วก็ไปนั่งมึนๆฟังคนญี่ปุ่นประชุมกันเฉย ในใจก็ได้แต่กรีดร้อง โอ้แม่เจ้า…นี่ตรูมาทำอะไรที่นี่ 600 บาทตรูวววว (TOT)

แต่ต้องนับถือในความเอาจริงเอาจังของเด็กญี่ปุ่นจริงๆค่ะ เพราะเฉลี่ยเด็กที่เข้าร่วมประชุมต่างเป็นนักเรียนน่าจะประมาณปี 1-2 ทั้งนั้น (เด็กกว่าเราอีก) แต่พอถึงเวลาเปิดประชุม ทุกคนจริงจังมากถึงมากที่สุด รายละเอียดคร่าวๆก็คือจะมีประธานที่ประชุมพูดเปิดหัวเรื่องว่าทำอย่างไรถึงจะพัฒนาที่นี่ แล้วก็จะมีผู้ฟังคอยยกมือแสดงความคิดเห็น แล้วก็มีเล่นเกมเกี่ยวกับจิตวิทยาบ้าง

ณ จุดๆนั้นเหล่าคนไทยเกือบสิบชีวิตคือมึนงงไปหมดเพราะไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน และด้วยความที่พวกเราเป็นคนต่างชาติ ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป๊ะ 100 % บางครั้งก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เค้าต้องการสื่อ ทำให้บางเรื่องต้องมีการอธิบายซ้ำ เลยแอบเห็นว่าสมาชิกบางคนถึงกับกรอกตาบนกันเลยทีเดียว (T^T)

หลังจากที่มีการประชุมกันเสร็จ ก็จะมีธรรมเนียมที่เรียกว่า "โนมิไค" (飲み会) คือเป็นการดื่มสังสรรค์ปิดท้าย ก็แห่เดินกันไปร้านปิ้งย่างแถวนั้นนั่นล่ะค่ะ พอมาถึงร้านพวกเราคนไทยเองก็โดนจับให้นั่งแยกกัน เพราะคนในชมรมอยากให้เราได้พูดคุยกับสมาชิกคนญี่ปุ่นในชมรม ถือว่าเป็นเรื่องดีมากๆ พอทานเสร็จต่างคนต่างก็แยกย้ายกลับบ้าน การประชุมครั้งถัดไปก็จะมาในแนวลักษณะนี้ แต่สถานที่ก็จะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ครั้ง

แต่การที่เราเข้าร่วมประชุมไม่ได้หมายความว่าเราสามารถไปเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาได้เลยนะคะ เพราะเรายังขาดสิ่งสำคัญนั่นก็คือบัตรประจำตัว Ivusa โดยการจะได้มันมาเราต้องสอบ ขอย้ำว่าต้องสอบ! ตอนได้ยินครั้งแรกนี่แบบเอ๋อไปแป๊ปนึง...สอบทำไม? สอบเพื่อ!? และไม่ได้สอบที่มหาวิทยาลัยตัวเองด้วย เราต้องนั่งรถไฟไปสอบยังสถานที่จัดสอบที่จะแบ่งเป็นรอบค่ะ จริงจังแค่ไหนถามใจดูววว (=O=)

พอถึงจุดๆนั้นเริ่มมีเพื่อนหลายคนเริ่มถอนตัวแล้วค่ะ แต่ก็ยังมีบางคนที่อุตส่าห์แหกขี้ตาตื่นแต่เช้านั่งรถไฟไปเกือบชั่วโมงมายังสถานที่สอบ โดยก่อนเริ่มการสอบจะมีการอบรมเนื้อหาก่อน เช่น วิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิธีการทำ AED เรียนอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย อารมณ์คล้ายๆเรียนชีวะสมัย ม.ปลาย ซึ่งมันยากมากๆสำหรับคนต่างชาติเพราะมีแต่ศัพท์เฉพาะทางทั้งนั้น

พอถึงช่วงบรรยายเสร็จก็จะเป็นการสาธิตการทำ AED และการสอบค่ะ ทุกอย่างต้องเป๊ะมาก ทั้งการใช้อุปกรณ์ จังหวะการจำนวนครั้งในการปั๊มหัวใจ การนับตัวเลข แถมต้องทำต่อหน้าคนเยอะๆ เป็นอะไรที่กดดันสุดๆ ลืมเฉยว่าเลขนี้ภาษาญี่ปุ่นนับยังไง 5555

แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ผ่านมันมาได้ด้วยดีและได้บัตร Ivusa มาครอง เย้! พอได้บัตรนี้มาเราก็กลายเป็นสมาชิกในชมรมอย่างเต็มตัว โดยเราสามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่ใดก็ได้แล้วแต่ทุนทรัพย์ของเรา เรียกได้ว่ากว่าจะผ่านขั้นตอนแต่ละขั้น วุ่นวายและเหนื่อยกันจนเลือดตาแทบกระเด็นเลยทีเดียว

ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่และสนุกดีค่ะ ถ้าอยู่เมืองไทยเราคงไม่มีโอกาสได้ลองทำอะไรแบบนี้แน่ๆ ต้องขอบคุณเพื่อนๆนักเรียนญี่ปุ่นบางคนที่เป็นมิตรด้วยที่คอยช่วยเหลือพวกเรามาตลอด ครั้งหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังว่า พวกเราได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรม Volunteer ถึงเกาะโอกินาว่า!! ภารกิจแรกของสาวๆชาวไทยจะโหดมันฮาขนาดไหน อย่าลืมติดตาม!

และสุดท้ายนี้ หากใครมีคำถามข้อสงสัย หรืออยากอ่านบล็อกเก่าๆที่เราเคยเขียน สามารถแวะเข้าไปดูได้ที่เพจของเรานะคะ สวัสดีค่ะ (^^)

PAGE :https://www.facebook.com/rumraisinblogger/

ขอขอบคุณรูปภาพประกอบเนื้อหาจาก

  • http://www.ivusa.com/?p=9107 
  • http://www.ivusa.com/?p=9517 
  • http://gakusei-kichi.com/?p=12816 
  • http://readyfor.jp/projects/ai-tsunagu-project 
  • http://ameblo.jp/yuri-calm/entry-12293510653.html 
  • http://twitter.com/i/web/status/844869149239099393