t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

10 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองซัปโปโรที่ไม่ควรพลาด

10 สถานที่ท่องเที่ยวในเมืองซัปโปโรที่ไม่ควรพลาด

By , วันศุกร์, 06 ธันวาคม 2562

​สวัสดีครับเพื่อนๆชาว I Love Japanese วันนี้โอทารุจะขอแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของภูมิภาคฮอกไกโดที่น่าสนใจและไม่ควรพลาดเมื่อเรามาเยือนให้ทุกคนได้ทราบเป็นข้อมูลกันนะครับ รับรองว่าแต่ละที่ไปไม่ยากและต้องถูกใจอย่างแน่นอน!

​1.หอนาฬิกาเมืองซัปโปโร (Sapporo Clock Tower) : หอนาฬิกาแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในสถานที่เก่าแก่ประจำเมืองที่ใครเดินผ่านมาก็ต้องแวะทุกครั้ง เพราะหอนาฬิกาแห่งนี้อยู่คู่กับเมืองซัปโปโรมาตั้งแต่ยุคสร้างเมืองสมัยปี ค.ศ. 1878 โดยตัวนาฬิกานั้นสั่งตรงมาจากเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกาด้วยครับ! ตัวอาคารมีสองชั้น โดยชั้นแรกเป็นสถานที่จัดแสดงภาพถ่ายเก่าของซัปโปโรในสมัยก่อน ส่วนชั้นสองใช้เป็นที่เก็บนาฬิการวมทั้งใช้เป็นพื้นที่ในการจัดกิจกรรม event ต่างๆตามที่ชาวเมืองต้องการด้วย

ค่าเข้าชมอาคาร :  200 เยน

เวลาเปิดปิด : 08:45 - 17:00 น. (ปิดช่วงปีใหม่ 1-3 มกราคมและบางวันที่มีกิจกรรมพิเศษ)

การเดินทาง : เดินจากสถานีรถไฟ JR Sapporo มาทางทิศใต้ประมาณ 10 นาที

​2.ตลาดสดนิโจ (Nijo Market) : ตลาดแห่งนี้นอกจากปลาสดๆที่วางจำหน่ายแล้ว ยังมีอาหารนานาชนิดอีกมากสำหรับชาวเมืองซัปโปโรได้มาซื้อหาไว้บริโภค อย่างไรก็ตามสำหรับนักท่องเที่ยวไทยอย่างเรานั้น ตลาดแห่งนี้ถือเป็นสวรรค์ของคนรักซูชิหรืออาหารทะเลกันเลยล่ะ เพราะตลาดแห่งนี้มีขายปูสดๆตัวเป็นๆให้ได้นั่งรับประทานกันตรงนั้นได้เลย (ซื้อกลับบ้านก็ได้) หรือจะเลือกสั่งข้าวหน้าปลาดิบรวมที่มีวัตถุดิบสุดหรู เช่น ไข่หอยเม่น ไข่ปลาแซลมอน หรือก้ามปูจริงๆ (ที่ไม่ผสมแป้ง) ก็สั่งได้ที่ตลาดแห่งนี้เช่นกันครับ สรุปคือ สายกินต้องไม่พลาด!!!

ค่าเข้าชม : FREE!

เวลาเปิดปิด : แต่ละร้านมีเวลาไม่แน่นอน ส่วนเวลาทั่วไปของตลาดคือ 07:00-18:00 น,

การเดินทาง : เดินจากสวนสาธารณะโอโดริ ประมาณ 5 นาที 

​3.สวนสาธารณะโอโดริ (Odori Park) : เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองซัปโปโรที่มีผู้คนมาเยี่ยมเยือนมากที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง เนื่องจากมีทำเลอยู่กลางเมืองพอดีและยังใช้เป็นสถานที่จัด event ของเมืองด้วย โดยมีเทศกาลสำคัญที่ทุกคนรู้จักกันดีนั่นคือ Hokkaido Snow Festival ที่มีการประกวดการจัดตกแต่งหิมะเป็นรูปต่างๆมากมายซึ่งประเทศไทยก็ส่งคนไปแข่งทุกปี (และหลายปีก็มักจะคว้าที่หนึ่งด้วย) สถานที่แห่งนี้เหมาะมากสำหรับการเดินชมหิมะหรือพักผ่อนหย่อนใจหลังจากเดินมาจนเหนื่อยล้า รวมทั้งยังเป็นสถานที่ที่เราจะได้สัมผัสกับวิถีของชาวเมืองซัปโปโรอีกด้วยครับ 

ค่าเข้าชม : FREE!

เวลาเปิดปิด : 24 ชั่วโมง

การเดินทาง : เดินจากสถานี JR Sapporo ราวๆ 10 นาที และจุดนี้เป็นจุดตัดของรถไฟใต้ดินทั้งสามสายของซัปโปโร  

​4.หอโทรทัศน์ซัปโปโร (Sapporo TV Tower) : โปรดอย่าจำสับสนกับ Clock Tower เพราะเป็นคนละที่กันครับ ตัวหอคอยนี้เป็นหอคอยส่งสัญญาณโทรทัศน์ประจำเมืองแต่เปิดให้คนทั่วไปได้ขึ้นไปชมวิวมุมสูงด้วยนะครับ! อารมณ์เหมือนโตเกียวก็มี Tokyo Tower เลยล่ะ แนะนำให้ขึ้นในช่วงเย็นๆก่อนพระอาทิตย์ตกและคอยจนตึกต่างๆเปิดไฟ จะได้คุ้มค่าขึ้นครับ

ค่าเข้าชม : 720 เยน

เวลาเปิดปิด : 09:00-22:00 น, เปิดทุกวัน แต่อาจจะมีบางวันที่หยุดซ่อมแซมซึ่งไม่มีกำหนดแน่นอน

การเดินทาง : อยู่ในสวนสาธารณะโอโดริ

​5.พิพิธภัณฑ์เบียร์เมืองซัปโปโร (Sapporo Beer Museum) : เป็นอาคารเก่าแก่ที่ตั้งมาคู่กับเมืองซัปโปโรตั้งแต่สมัยบุกเบิกในช่วงปี ค.ศ. 1877 เป็นต้นมา ตัวอาคารเป็นอิฐสีเข้มที่เรามักคุ้นเคยกันดีเพราะมีสีตัดกับหิมะยามขาวโพลนได้อย่างลงตัว ด้านในนอกจากจัดแสดงประวัติความเป็นมาของการผลิตเบียร์ตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมเมจิเพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ตลอดจนมีการให้ชิมเบียร์ชนิดต่างๆด้วย สำหรับใครที่ไม่ได้สนใจวิชาการมากนักก็สามารถมานั่งจิบเบียร์อร่อยๆได้ที่โซน Sapporo Beer Garden ซึ่งด้านในมีขายอาหารเลิศรสหลากชนิดรวมทั้งบุฟเฟ่ต์เนื้อ BBQ อันลือชื่อของซัปโปโรด้วย สายบุฟเฟ่ต์ต้องจดร้านนี้ไว้ใน list กันด้วยนะ!

ค่าเข้าชม : ฟรี แต่ส่วนทดลองดื่มเบียร์เก็บค่าชิมเล็กน้อย ส่วนไกด์ทัวร์ (ภาษาญีุ่่ปุ่น) คิดหัวละ 500 เยน

เวลาเปิดปิด : ส่วนของพิพิธภัณฑ์ 11:30 - 20:00 น. ปิดทุกวันจันทร์, วันสิ้นปี และวันหยุดประจำปีของพิพิธภัณฑ์ซึ่งไม่กำหนดแน่นอน, โซนอาหาร 11:30 - 22:00 น.ปิดเฉพาะวันสิ้นปี

การเดินทาง : นั่งรถบัสสาย Loop 88 Factory Line จากสวนสาธารณะโอโดริ ค่ารถ 210 เยน ลงหน้าตึกได้เลย หรือเดินจากสถานีรถไฟ JR Sapporo ราวครึ่งชั่วโมง หรือเดิน 15 นาทีจากสถานีรถไฟใต้ดิน Higashi-kuyakusho-mae

​6.โรงงานช็อกโกแลต (Shiroi Koibito Park) : สุดยอดโรงงานช็อกโกแลตชื่อดังที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี โรงงานแห่งนี้เป็นเหมือน Theme park เล็กๆที่ตกแต่งอย่างสวยงามราวกับโลกแห่งแฟนตาซี (แต่ไม่มีเครื่องเล่นแบบสวนสนุกนะครับ) ด้านในนั้นจะแบ่งเป็นสองโซนคือ โซนขายผลิตภัณฑ์ ซึ่งก็มีช็อกโกแลตให้เราเลือกซื้อมากมายรวมทั้ง Softcream ชื่อดังอันเป็น signature ของที่นี่ด้วย ส่วนอีกโซนจะเป็น paid area ซึ่งผู้เข้าชมสามารถจ่ายเงินเเพื่อเข้าไปดูกรรมวิธีการผลิตช็อกโกแลตภายในโรงงานแห่งนี้ได้รวมทั้งเรายังได้สิทธิ์ทำคุกกี้ในแบบที่เราต้องการเองได้อีกด้วย

ค่าเข้าชม : ฟรี แต่ส่วนโรงงานด้านใน คิดหัวละ 600 เยน

เวลาเปิดปิด : 09:00-19:00 น. ทุกวัน (โซนโรงงานปิด 18:00 น. โดยให้เข้ารอบสุดท้าย 17:00 น.)

การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงที่สถานี Miyanosawa แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็จะเจอประตูทางเข้า

​7.ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine) : เป็นศาลเจ้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะฮอกไกโด สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1869 เพื่อเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธาของผู้นับถือศาสนาชินโต โดยมีเทพเจ้าหลักที่สถิตย์อยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ด้วยกันถึง 3 องค์ รอบๆศาลเจ้าเป็นป่าโปร่งที่สามารถเดินชมธรรมชาติได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะฤดูหนาวที่ทางเข้าศาลเจ้าจะมีความสวยงามเป็นอย่างมาก

ค่าเข้าชม : ฟรี 

เวลาเปิดปิด : ฤดูร้อนเปิด 06:00 - 17:00 น. ส่วนฤดูหนาว เปิด 07:00 - 16:00 น. ไม่มีวันหยุด

การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสาย Tozai ลงที่สถานี Maruyama Koen แล้วเดินต่ออีกประมาณ 15 นาทีก็จะเจอประตูทางเข้า

8. ย่านบันเทิงซุซุกิโนะ (Susukino) : ย่านซุซุกิโนะถือเป็นย่านหนึ่งที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดของเมืองซัปโปโร โดยเฉพาะรูปพระราชาถือวิสกี้ยี่ห้อ Nikka ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ย่านนี้ถือเป็นอีกหนึ่งย่านที่ไม่เคยหลับไหลเพราะมีร้านอาหารและคลับเป็นจำนวนมาก รวมทั้งห้างสรรพสินค้า 24 ชั่วโมงอย่างร้านดองกิโฆเต้ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน เท่านั้นยังไม่พอแถวนี้ยังมีตรอกราเมงที่ล้วนแต่มีร้านราเมงเด็ดๆซ่อนอยู่ไว้ให้นักท่องเที่ยวอย่างพวกเราเข้าไปลิ้มลองกันอีกด้วย เรียกว่าใครชอบแสงสีหรือต้องหาของฝาก ยังไงก็ต้องมาย่านนี้อย่างแน่นอนครับ!

การเดินทาง : นั่งรถไฟใต้ดินสาย Namboku ลงสถานี Susukino 

9.ภูเขาโมอิวะ (Mount Moiwa) : เรียกว่าเป็นหลังคาเมืองซัปโปโรก็ว่าได้ ภูเขาแห่งนี้ถือว่าเดินทางสะดวกและอยู่ใจกลางเมืองซัปโปโร แถมยังไม่ต้องออกแรงเดินเองด้วยเพราะมี ropeway ให้บริการ (แต่ใครอยากออกกำลังก็มีทางเดินป่าให้ลองกำลังขาด้วยเหมือนกัน) สำหรับด้านบน ถือว่าเป็นจุดชมวิวเมืองที่ไม่ควรพลาด นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่อยู่ด้านบนอันแสนโรแมนติกอีกด้วย มาด้านบนนี้ได้ทั้งวิวได้ทั้งความอิ่ม แล้วจะพลาดกันได้อย่างไรล่ะเยอะ ^^

ค่าเข้าชม : แบ่งเป็นสองโซนคือ Ropeway กับ Mini cable car ไป/กลับแบบครบชุด ราคา 1,700 เยน ถ้าไป/กลับแค่ ropeway ราคา 1,100 เยน ส่วน Mini cable car อย่างเดียว 600 เยน

เวลาเปิดปิด : 10:30 - 22:00 น. ช่วงฤดูหนาวเดือนธันวาคม-มีนาคมของปีถัดไป เปิด 11:00 - 22:00 น. มีวันหยุดสำหรับซ่อมบำรุงที่ไม่แน่นอน

การเดินทาง : นั่งรถรางจากสถานี Susukino มาลงที่สถานี Ropeway Iriguchi จากนั้นเดินต่ออีก 5 นาทีจะถึงสถานี Ropeway ตรงเชิงเขา

10.โจซันเคย์ออนเซน (Jozankei Onsen) : เป็นออนเซนที่อยู่ห่างจากตัวเมืองซัปโปโรแค่นั่งรถเพียงชั่วโมงนิดๆท่านั้น ซึ่งออนเซนแห่งนี้นับว่าเป็นออนเซนที่ได้รับความนิยมจากชาวซัปโปโรในการหนีหนาวมาพักผ่อนแช่น้ำร้อนกันที่นี่ แน่นอนว่าขึ้นขื่อว่าเป็นออนเซนก็ต้องมีเรียวกังหรือห้องพักแบบสไตล์ญี่ปุ่นที่นอนบนฟูกไว้คอยต้อนรับผู้มาเยือน นอกจากนี้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่นี่ยังเป็นจุดหนึ่งที่สามารถชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสะดวกด้วยนะครับ เรียกว่ามาทีเดียว คุ้มแน่นอน!

การเดินทาง : จากท่ารถบัสของเมืองซัปโปโร นั่งรถบัสสาย 7 หรือ 8 ใช้เวลาประมารณ 70 นาที ค่ารถ 770 เยนต่อเที่ยว มีรถบัสออกชั่วโมงละ 2-3 คัน

 และทั้งหมดนี้ก็คือที่เที่ยวเด็ดๆที่ผมเห็นว่าใครไปเยือนเมืองซัปโปโรไม่ค่อยพลาดครับ ทีสำคัญคือ ทุกที่ที่เขียนมานั้นสามารถไปเยี่ยมชมได้ทุกฤดูกาล ดังนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าช่วงนั้นช่วงนี้จะเข้ามาดูได้ไหม ก็หวังว่าจะได้ข้อมูลกันไปพอสมควรนะครับ แล้วพบกันใหม่กับบล็อกถัดไปคร้าบบบบ

​ภาพปกจาก japanmeetings

ภาพประกอบจาก japan-guide, flickr, savorjapan, zekkeijapan, travel.gaijinpot, planetware, aspirantsg, rakuten, sapporo.travel ส่วนภาพที่มีลายน้ำเป็นภาพจากกล้องของผู้เขียนครับ

บทความล่าสุด