t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

เตรียมตัวไปญี่ปุ่นอย่างไรให้ราบรื่น

เตรียมตัวไปญี่ปุ่นอย่างไรให้ราบรื่น

By , วันพฤหัสบดี, 26 มีนาคม 2558

--สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันในบล็อกที่ 5 ของ Otaru Taichou กันอีกครั้งนึงแล้ว เป็นอย่างไรกันบ้างครับอากาศเมืองไทยร้อนมากๆเลยเนอะ แถมเมืองหลวงมีน้ำท่วมแบบ surprise ด้วย! เปียกปอนกันไปทั่วกรุงเลยทีเดียวครับ สำหรับบล็อกนี้ ผมก็ยังวนๆอยู่ในเรื่องการเข้าประเทศญี่ปุ่นครับ ยังไม่พาไปเที่ยวในเมืองหรอก! อิอิ

--ที่ผมเขียนเรื่องนี้เพราะเห็นว่ายังไม่มีใครเขียนจริงจังมากนัก ก็เลยเห็นว่าควรจะแชร์ประสบการณ์ตลอดจนอธิบายขั้นตอนต่างๆให้ท่านผู้อ่านได้เห็นภาพก็น่าจะเป็นการดีครับ ก็ขอเริ่มกันแบบง่ายๆเลยละกัน

 --ก่อนอื่น ผมขอบอกเลยว่าสิ่งที่ผมจะเขียน เป็นประสบการณ์แบบ "ไปเที่ยวเอง" และ "ไม่ผ่านบริษัททัวร์" ในขั้นตอนใดๆทั้งสิ้น และไม่เกี่ยวกับการไปเรีียนต่อหรือไปตั้งรกรากอยู่ที่ญี่ปุ่น ส่วนท่านใดที่ไปกับบริษัททัวร์อาจจะได้รับความสะดวกกว่านี้ หรือไม่ต้องเตรียมการอะไรมากเมื่อเทียบกับการไปเที่ยวด้วยตัวเองนะครับ 

--ขอเริ่มกันที่ขั้นตอน basic ต่างๆ แบ่งเป็นสองชุดใหญ่คือ เตรียมตัวเมื่ออยู่ในประเทศไทยกับเมื่อไปถึงที่ญี่ปุ่น

เมื่ออยู่ในประเทศไทย

1. คุณมี Passport แล้วหรือยัง!? ถ้าไม่มีก็รีบไปทำซะนะครับ แม้เดี๋ยวนี้จะใช้เวลาทำไม่นาน แต่ปัจจุบันคนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศเป็นจำนวนมากขึ้นแต่ก่อน ทำให้ "คิวยาว" กว่าเดิมนะครับ (ที่จอดรถก็หายากขึ้นด้วย) สำหรับตัวผมๆสะดวกไปทำที่กรมการกงศุล ถนนแจ้งวัฒนะครับ พยายามไปให้ถึงก่อน 9 โมงจะดีมาก เพราะหลังจากนั้นคิวจะยาวเฟื้อย แม้จะมีช่องให้เข้าเยอะ แต่ก็ต้องเสียเวลารอครับ (ตอนผมไปทำนี่ไม่มีคิวเลย สบายแฮ)

b2ap3_thumbnail_539606-01.jpg

กรมการกงศุล หาไม่ยากครับ อยู่ติดถนนใหญ่เลย

ภาพจาก http://pe2.isanook.com/ns/0/ud/319/1597493/539606-01.jpg

1.1 กรุณาเช็คข้อมูลให้เรียบร้อย ชื่อ-นามสกุล สะกดให้ถูกต้อง 

1.2 ในกรณีที่ให้จัดส่งที่บ้าน ระบุที่อยู่ให้ละเอียด

1.3 อย่าลืม ถ่ายสำเนา(หน้าแรก)เก็บไว้และนำติดตัวไปด้วย

2. ข้อนี้หลายคนตกม้าตายมาแล้วครับ ด้วยความชะล่าใจ คือ Passport มีอายุ "ต่ำกว่าหกเดือน" หลายๆประเทศเขาเข้มงวดมาก หาก Passport ของท่านมีอายุไม่ถึงหกเดือน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอาจไม่อนุญาตให้ท่านเข้าประเทศนั้นๆได้นะครับ!! และแน่นอน หากท่านรู้ตัวว่าเป็นเช่นนั้นก็นิมนต์รีบไปทำเล่มใหม่ซะนะครับ

3. ข้อนี้สืบเนื่องมาจากข้อสอง ก็คือ หากใครเพิ่งทำเล่มใหม่มาหมาดๆแล้วไม่มั่นใจ แนะนำให้ "พกเล่มเก่าไปด้วย" มีหลายกรณีที่เจ้าหน้าที่ขอดูครับ เชื่อผมเถอะมันช่วยท่านได้มาก เพราะคำพูดอย่างเดียวมันไม่น่าเชื่อถือสำหรับเจ้าหน้าที่ในบางประเทศนะครับ

4. ไปกันกี่คน จองที่พักแล้วหรือยัง ตั๋วเครื่องบินเตรียมหรือยัง ไปกับใคร ไปกี่วัน จะเอาเงินไปเท่าไหร่? เตรียมข้อมูลตรงนี้ให้พร้อมครับ

4.1 ใบ confirmation ที่พัก เตรียม print เก็บไว้เลย แนะนำให้ทำอย่างต่ำสองชุด ชุดนึงเก็บไว้ในกระเป๋าใหญ่ อีกชุดเก็บไว้กับตัวพร้อมขึ้นเครื่องไปด้วย "โดนมาหลายคนละครับ ประเภท print แล้วเผลอยัดกระเป๋าใหญ่ ไม่มีสำรอง" เจ้าหน้าที่ขอดู ก็เอ๋อรับประทาน ถ้าทำตัวมึนๆ เหวอๆ ก็ทำใจไว้เลยครับ ห้องเย็นอาจต้องเปิดประตูทักทายท่าน

4.2 บุคคลที่ไปด้วย ข้อนี้สำคัญนะ เพราะท่านไปกับใคร เพื่อน? กิ๊ก? ชู้? ภรรยา/สามี? ครอบครัว? เที่ยวเองคนเดียว? 

--ถ้าไปกับเพื่อนๆ กรุณาอัญเชิญเพื่อนมารวมกันแล้ว brief แบบจริงจังสักครั้งสองครั้ง ว่าจะไปเที่ยวไหนกันบ้าง นอนที่ไหน ช้อปปิ้งย่านไหน ฯลฯ เวลาเจอเจ้าหน้าที่ ตม. จะได้ตอบคำถามให้ตรงกัน-->เคยมีนะครับ ประเภทไม่คุยกันล่วงหน้าว่าไปไหน เอาแบบให้เพื่อนที่รู้เรื่องคนเดียวจัดการ ฉันมีหน้าที่จ่ายเงินเพียวๆ พอถึง ตม. ไม่รู้อะไรเลย...คิดว่าจะรอดทุกรายเหรอครับ??? เอาตรงๆนะครับ เพื่อนแบบนี้มีจริงนะ เกิดรอดกันหมด คุณไม่ผ่านอยู่คนเดียว โชคดีก็โดนกักตัวนานหน่อย ถ้าโชคร้ายโดนส่งกลับจะหาว่าผมไม่เตือนไม่ได้นะ แล้วมันใช่เรื่องรึ เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง แถมอาจทำให้ตกรถไฟ ตกเรือ ตกเครื่องบินในประเทศ..อุตส่าห์จ่ายเงินล่วงหน้าทั้งค่าที่พัก ค่าตั๋วมาเพื่อนั่งเครื่องบินไป-กลับ คุ้มไหมครับ? ดังนั้น จง brief แบบจริงจังกันบ้างนะครับ 

b2ap3_thumbnail_20150331-095855.jpg

ภาพจาก http://news.siamphone.com/upload/news/nw09797/1.jpg

--ถ้าไปกับแฟน ก็คุยกันให้ดีๆ ปกติถ้าท่านผู้อ่านเป็นผู้ชาย ผมแนะนำให้แฟนของคุณเดินเข้าไปก่อน เกิดกรณีเจ้าหน้าที่ ตม. ถามว่ามากับใคร แล้วบอกมากับแฟนจะได้ชี้ตัวถูก...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบ่อยๆคือ เข้าช่องแยกกัน สปีดแต่ละช่องไม่เท่ากัน แล้วปรากฎฝ่ายชายได้ผ่าน ตม. ไปก่อน ฝ่ายหญิงบอก ตม. ว่ามากับแฟน แต่ชี้แล้วไม่เจอใคร --> มี % โดนเชิญเข้าห้องเย็นจ้ะ...

--มากับครอบครัว/ภรรยา/สามี อันนี้ง่ายหน่อย คุยกันในบ้านให้เรียบร้อยครับ ให้ทุกคนรับรู้ว่าจะไปไหน นอนที่ไหน ไปกี่คืน ถ้ามีเด็กมาด้วยก็เอาให้ชัวร์ว่านามสกุลเดียวกัน ภรรยาด้วย จริงๆ เคยมีเคส (ที่ไม่น่าเป็นเรื่อง) คือ มีสาวไทยท่านหนึ่งแต่งงานแล้ว แต่ไม่ได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุลสามี ปรากฏว่า ตม.สงสัยว่า แต่งงานกันทำไมนามสกุลไม่เปลี่ยนไปใช้ตามสามี...เป็นเรื่องเลยครับ โดนเชิญเข้าห้องเย็น เจ้าตัวก็บอกว่า กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้หญิงสาวที่แต่งงานแล้วต้องเปลี่ยนนามสกุลตลอด เชื่อไหม! เจ้าหน้าที่ถึงขนาดเรียกล่ามภาษาไทยเปิดหากฎหมายข้อนี้ดูกันเลย แถมมาการพูดประมาณว่าแต่งงานแล้วไม่ใช่นามสกุลสามี จะแต่งทำไม (เอ้อ ดีเนอะ...)!!! แม้จะเสียเวลาไปมาก แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่คนนี้ก็ยอมปล่อยเข้าเมืองไปเที่ยวกับครอบครัวต่อ ทว่าเป็นผมๆก็หัวเสียนะ ไม่น่าเป็นเรื่องเลยอ่ะ...กลัวเป็นมาม่าซังลักลอบเข้าเมืองสินะ!!!

--เที่ยวเองคนเดียว ถ้าเป็นผู้ชายก็ง่ายหน่อย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเดินทางคนเดียวและ "passport สะอาด" คือ ไม่มีรอยประทับอะไรเลย เจ้าหน้าที่อาจเพ่งเล็งได้ ขอให้ชี้แจงเขาพร้อมยื่นใบจองที่พักให้ดู พร้อมโชว์ตั๋วเครื่องบินขากลับ พร้อมเงิน+บัตรเครดิตไปเลยว่า ฉันมาเที่ยว ไม่ได้มา "หางาน" ที่เจแปน!

4.3 เรื่องเงินทอง ไม่มีอะไรมาก เข้า internet กะงบประมาณที่ตัวเองคุมได้และหาได้ก่อนไปเที่ยว วันไหนเงินเยนน่าแลกก็จัดการซะ ช่วงนี้เงินเยนอ่อนลงมาก นักท่องเที่ยวไทยก็สบายหน่อยครับ อ้อ! ยังไงก็อย่าประมาท ที่ญี่ปุ่นแม้อัตราอาชญากรรมต่ำ แต่การล้วงกระเป๋าหรือจิ๊กของที่วางไว้โล่งๆ ก็มีอยู่เรื่อยๆ อย่าประมาทครับ

b2ap3_thumbnail_239165126.jpg

ภาพจาก http://www.acnews.net/userfiles/239165126.jpg

5. อย่าลืม "ลางาน" และพยายามเคลียร์วันเดินทางให้เรียบร้อย ใครออกไฟลท์ดึกก็เผื่อเวลากลับบ้านด้วย อย่ามัวแต่ทำ OT กลับบ้านมาอาบน้ำ เตรียมกระเป๋าดีกว่าครับ 

6. เผื่อเวลาเดินทางในการไปสนามบินด้วย โดยเฉพาะคืนวันศุกร์หรือวันหยุดเทศกาลต่างๆ รถจะติดเป็นพิเศษ ยิ่งเกิดฝนตกน้ำท่วมนี่คุณเผื่อเวลาไว้เยอะๆเลยนะครับ เดี๋ยวนี้ 2 ชั่วโมงแทบไม่ทันแล้ว แนะนำอย่างต่ำ 3 ชั่วโมงไว้กันเหนียวครับถ้าต้องเดินทางไปสนามบินช่วงพีค...ก็รู้อยู่ว่าช่วงนี้ ตม. คิวเยอะแค่ไหนเนอะ!

7. ข้อนี้ไม่ได้สำคัญมาก แต่ถ้าลืมแล้วชีวิตบางคนมันเหมือนตายทั้งเป็นครับ...คือ ลืมเอา smartphone ไปด้วย...ผมเห็นหงุดหงิดมาหลายรายละกับการรีบๆๆ ไปสนามบินแล้วดันลืมหยิบมือถือ สุดท้ายไปเหวี่ยงวีนลงแดงกับคนที่ไปด้วย กับอีกอย่างคือ ลืมเอากล้องถ่ายรูปไป บอกเลย อันนี้พลาดมาก พลาดสุดๆ อย่างไรก็ตามถ้าลืมจริงๆ ผมบอกเลยว่า วิ่งเข้าร้านขายกล้องไปซื่้อพวก compact ได้ครับ ราคาไม่แพงมากแล้วเดี๋ยวนี้ มาเที่ยวญี่ปุ่นทั้งที ไม่มีรูปเก็บไว้ท่านจะเสียดายสุดๆ

-->เอาล่ะ ทีนี้ก็ข้ามเวลาไปตอนแลนดิ้งที่สนามบินในญี่ปุ่นเลยนะครับ

เมื่อถึงสนามบินที่ญี่ปุ่น

1. กรอกข้อมูลของท่านลงในใบตรวจคนเข้าเมือง และใบของศุลการกร

--ถ้านอนหลายโรงแรม ให้กรอกชื่อโรงแรมแห่งแรกที่เราจะไปนอน ส่วนใครที่ชอบนอน Toyoko Inn, Super Hotel, APA หรือโรงแรมที่มีสาขาเยอะๆ กรุณา "กรอกสาขา/เมือง ที่จะไปนอนด้วย" คือคนไทยโดนท้วงบ่อยครับ ประเภทกรอก Toyoko Inn แต่ไม่บอกว่า สาขาไหน เจ้าหน้าที่ก็เม้งดิครับ ถามว่าทำไม ก็เขาเอาไว้เป็นข้อมูลเผื่อมีเหตุฉุกเฉินต่างๆ จะได้มีที่ตามตัวถูกไง

--ในใบ ตม. จะต้องแจ้งจำนวนเงินด้วยว่าพกมาเท่าไหร่ ตรงนี้แล้วแต่ท่านผู้อ่านครับ แต่โดยปกติ ผมใช้หลัก "วันละหมื่นเยน" ครับ คือสมมุติว่ามาเที่ยว 10 วัน แนะนำให้เขียน "แสนเยน" ครับ เอาให้ชัวร์ก็โชว์บัตรเครดิตให้ดูเลยถ้าเจ้าหน้าที่ทำท่าสงสัย

-->เคยเห็นในเว็บบอร์ดชื่อดัง มีคนจะไปเที่ยว 5 วัน แต่แจ้งว่ามีงบแค่ 3 หมื่นเยน ก็มาถามว่าจะผ่านไหม...เสียงส่วนใหญ่แนะนำทำนองว่า "ควรหาเงินเพิ่มนะครับ" เพราะมันเสี่ยงมากที่เจ้าหน้าที่จะเพ่งเล็งได้   

2. เช็คสัมภาระก่อนลงจากเครื่องบินให้เรียบร้อย กระเป๋า เงิน กล้อง Passport และทุกสิ่ง "อย่าลืม"

b2ap3_thumbnail_img_1875.jpg

ภาพจาก https://adventuretoanywhere.files.wordpress.com/2014/04/img_1875.jpg

3. หามุมยืนรอเพื่อนๆ/คนที่มาด้วยกัน แล้วค่อยเดินไปพร้อมกัน จะเข้าห้องน้ำก็เข้าเลยครับ หน้า ตม. บางทีห้องน้ำมันเดินไกล แถมเสียเวลา

4. เมื่อเห็นคิวเข้าด่าน ตม. แล้ว ตกลงกับคนที่มาให้เรียบร้อยอีกครั้ง  brief ในแถวอีกทีเพื่อกันข้อมูลผิดพลาดและเตรียมกำหนดการเดินทาง พร้อมตั๋วเครื่องบิน เผื่อโชว์ให้เจ้าหน้าที่ดู -->หากต้องแยกแถวกัน ถ้ามาหลายคนโอเค ถ้ามาสองคนแล้วเจ้าหน้าที่ดูแถวให้แยกกัน ก็ขอให้ใจกล้าบอกเขาว่า มาด้วยกัน ใช้ภาษาใบ้ก็ได้ครับ โดยปกติเจ้าหน้าที่จะปล่อยให้ไปด้วยกันแหละ

5. เมื่อถึงคิวของท่านก็ค่อยๆเดินไปหาเจ้าหน้าที่ ยิ้มไว้ ตรงนี้ "ดวงล้วนๆ" ว่าจะเจอเจ้าหน้าที่แบบไหน หล่อแต่ใจโหด สวยแต่ดุ หน้าเนือยๆเบื่อโลก ขยันเวอ่ร์ ไร้สาระสุดขั้ว ฯลฯ เอาเป็นว่า ใจเย็นๆ ทำตัวเฉยๆ ถ้าเขาถามอะไรมา

5.1 "ตอบให้ฉะฉาน ไม่ต้องกลัว grammar ผิด-->ด่าน ตม. ไม่ใช่ห้องสอบภาษาอังกฤษ อย่ากลัว" 

5.2 ถ้าพูดอังกฤษไม่แข็งแรง ยื่นกำหนดการเที่ยวของคุุณ (ที่เป็นภาษาอังกฤษนะ!!)

5.3 คนที่มาครั้งแรก หรือ Passport ว่าง จะมี % โดนถามว่า มากี่วัน มากับใคร มีเงินมาเท่าไหร่ นอนที่ไหน มีเพื่อนที่นี่ไหม ตอบไปตามจริง (แต่เรื่องเพื่อน ผมตอบว่า "ไม่มี" --> ถ้าตอบมี เดี๋ยวจะโดนถามยาวว่า รู้จักกันได้ยังไง คนไทยด้วยกันเหรอ ไปนอนบ้านเขาเหรอ หรือรู้จักกันมากี่ปี บลาๆๆ)

5.4 ข้อนี้เคยอ่านเจอในเว็บบอร์ด ไม่เคยเจอกับตัว คือ เจ้าของกระทู้พูดภาษาญี่ปุ่นได้ ตั้งใจมาดูคอนเสิร์ต ปรากฏพูดคล่องและตอบ ตม. ไปตามจริง..เจ้าหน้าที่เลยเชิญเข้าห้องเย็น เพราะสงสัยว่าจะลักลอบมาแอบทำงาน O_O สุดท้าย จกขท. รอดนะครับ แต่เถียงกันอยู่พักใหญ่เลย ผมก็เลยคิดว่า บางทีการทำเป็นไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น อาจจะดีก็ได้นะ

5.5 ถ้าทุกอย่างราบรื่น เจ้าหน้าที่จะให้เราสแกนนิ้วทั้งสองข้าง แล้วเราก็จะได้รับตราประทับจากเจ้าหน้าที่ ปัจจุบัน (ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2017) คนไทยสามารถอยู่ในญี่ปุ่นได้ 15 วัน ครับ แต่ถ้าจะอยู่เกินกว่านั้นต้องขอวีซ่าจากสถานทูตฯครับ!

b2ap3_thumbnail_immigration_Japan_Narita_fingerprint_2_fingers.jpg

ภาพจาก http://fingerchip.pagesperso-orange.fr/biometrics/applications/immigration_Japan_Narita_fingerprint_2_fingers.jpg

6. เมื่อผ่านด่าน ตม. มาได้ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ ก็ขอเชิญท่านไปรับกระเป๋าที่สายพานและก็เตรียมใบศุลกากรให้เจ้าหน้าที่เก็บ

6.1 ถ้าไม่มีของต้องสำแดง เข้าช่องเขียวไป ส่วนใหญ่จะโดนสุ่มเรียกถี่เหมือนกันครับ ก็เปิดกระเป๋าให้เขาดู เจ้าหน้าที่อาจจะค้นละเอียดนิดนึง เสื้อผ้า ของใช้ สำหรับสาวๆที่ใส่ของเซ็กซี่มาแล้วเกิดเจ้าหน้าที่เป็นผู้ชายขอตรวจก็อาจเขินอาย ผมแนะนำให้ใส่ถุงให้เป็นระเบียบสักหน่อย ตัวผมเองเจอเจ้าหน้าที่สาวค้นละเอียดอยู่ ทั้งลูบกระเป๋า คลำช่องเก็บ ฯลฯ แต่ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ หุหุหุ

6.2 ถ้ามีของต้องสำแดง เดินไปช่องแดงนะครับ ถ้าจะวัดดวงช่องเขียว ผมดูแล้วว่า "อย่าเสี่ยงเลย" ไม่คุ้ม

7. โดยปกติเมื่อออกมาด้านนอกก็ถือว่า Yokoso Japan! แล้วครับ ถ้าเอาจากประสบการณ์ผมว่าผู้อ่านส่วนมากคงออกมาจากสนามบินนาริตะเป็นส่วนใหญ่ ก็เดินมาตรงใกล้ประตูทางออกได้เลย มีเคาน์เตอร์ขายตั๋วรถลีมูซีนบัสอยู่ ส่วนรถไฟก็ลงบันไดเลื่อนไปอีกชั้นครับ เท่านี้แหละ!

ในกรณีที่โดนเข้าห้องเย็น

--ออกตัวก่อนว่าผมไม่เคยโดนหรอกครับ แค่อ่านจากประสบการณ์ของคนอื่นๆที่เขามาแชร์ให้ฟัง (จริงๆแล้วไม่มีใครอยากเข้าหรอก!) สำหรับหลักพื้นฐานที่เราควรทำก็คือ

1. อย่าตกใจ

2. ตั้งสติดีๆ ถ้าคุณมาเที่ยวจริงๆ ไม่ได้มาแอบแฝง "จงมั่นใจว่าฉันต้องผ่าน"

3. ลองมองดูสภาพรอบๆ มีเนตให้ใช้ไหม หรือมีใครที่พอจะให้เรายืมโทรศัพท์ติดต่อเพื่อนหรือใครได้หรือเปล่า

4. หลักฐานอะไรที่ยืนยันว่าเรามาเที่ยวจริงๆ งัดออกมาเตรียมไว้

5. แสดงความจริงใจกับเจ้าหน้าที่ และแสดงออกไปเลยว่า "เราไม่มีอะไรปิดบัง เรามาเที่ยวจริงๆนะ" ทั้งนี้อย่าใช้ความรุนแรงหรือแสดงความไม่พอใจด้วยกำลังครับ 

6. ถ้ารอดจากห้องเย็นแล้ว กระเป๋าเดินทางจะถูกเก็บไว้กับเจ้าหน้าที่สายการบิน ก็ติดต่อเจ้าหน้าที่เขาล่ะครับ เขาเข้าใจสถานการณ์อยู่แล้ว

คำเตือน 

ข้อนี้ เอามาจากเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง จขกท. มากับแก๊งค์เพื่อนๆ เล่าว่าโดนเข้าห้องเย็น(แต่ไม่ใช่ที่ญี่ปุ่น) บังเอิญเจอคนไทยที่มีโทรศัพท์ที่ใช้เนตได้เลยไลน์ไปบอกเพื่อนที่รอข้างนอกว่าเกิดอะไรขึ้น สักพัก เจ้าหน้าที่จะเรียกตัวไปสัมภาษณ์ ถ้ารอดก็ผ่านเข้าเมือง ปรากฎว่า คนไทยที่ให้ยืมโทรศํพท์ถูกเรียกก่อนแล้วผ่านเข้าเมืองไป ส่วน จขกท. นั่งอยู่ก็เจอสาวไทยอีกคนเข้ามาทักเพราะ อ่านอังกฤษในเอกสารไม่ออกเลย ก็เลยขอให้ช่วยแปลให้หน่อย เขาบอกทัก จขกท. เพราะจำได้ว่ามาไฟลท์เดียวกันก็เลยขอความช่วยเหลือ...สักครู่ จขกท. เข้าไปสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่และยืนยันว่ามาเที่ยวจริงๆ แถมโชคดีมากที่มาช่วงวันเกิดตัวเองพอดี ก็เลยบอกเจ้าหน้าที่ไปด้วยว่า ฉันมาฉลองวันเกิดที่ประเทศยูแล้วมันผิดตรงไหน บลาๆๆ สุดท้าย จขกท. ก็ถุกเชิญกลับมานั่งที่เดิมแต่รอแป้บนึงเจ้าหน้าที่ก็ออกมาเรียกตัวให้ลุก ฉับพลันนั้นสาวไทยที่เพิ่งขอความช่วยเหลือก็มาเกาะแขนแล้วบอกว่าอย่าทิ้งเขาไว้...จขกท. ตกใจแถมเจ้าหน้าที่เห็นก็ถามว่า พวกยูรู้จักกันเหรอ? จขกท. รีบออกตัวเลยว่า "โนววว just only Thai people on the same flight!" แล้วก็สะบัดแขนเดินออกไปพร้อมกับเจอเพื่อนๆที่รออยู่ข้างนอก

--คำเตือนนี้ท่านผู้อ่านกรุณาใช้วิจารณญาณเองว่าเรื่องจริงหรือเปล่า ควรเชื่อแค่ไหน แต่ถ้าถามผมๆบอกได้เลยว่า รู้ไว้ไม่เสียหายและผมเชื่อว่าจริงครับ

b2ap3_thumbnail_Asa.jpg

ถ้าผ่านฉลุยแล้วก็เตรียมตัวเข้าประเทศญี่ปุ่นกันได้แล้วครับ! ป้ายนี้เป็นป้ายรถใต้ดินของสถานี Asakusa ครับ

-->เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเกร็ดความรู้ที่แนะนำไป หวังว่าจะมีประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุกท่านนะครับ หลังจากบล็อกนี้ผมจะเดินทางไปหาประสบการณ์เพิ่มเติมที่ประเทศญี่ปุ่นครับ อาจจะหายไปนานหน่อย แต่หากท่านผู้อ่านจะทักทายก็ติดต่อทาง Facebook ได้เลยครับ บล็อกนี้จบแต่เพียงเท่านี้ สวัสดีครับบบบบ

 

 

 

 

บทความล่าสุด