t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

Noboribetsu Bear Park (สวนหมี โนโบริเบ็ทสึ)

Noboribetsu Bear Park (สวนหมี โนโบริเบ็ทสึ)

By , วันอังคาร, 31 มกราคม 2560

ฮอกไกโด นอกจากจะเป็นแหล่งรวมทัศนียภาพของธรรมชาติอันตระการตา ไม่ว่าจะเป็นทุ่งดอกไม้กว้างไกลสุดลูกหาลูกตา ทุ่งนาที่ถูกรังสรรค์เป็นลวดลายสุดแสนน่ารักด้วยข้าวนานาพันธุ์ในฤดูใบไม้ผลิ (ช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม) หรือว่าจะเป็นหิมะหนานุ่มในฤดูหนาว (ช่วงเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธ์) ที่ชวนให้ใครหลายๆ คนอยากที่จะกระโดดลงไปดำผุดดำว่าย และลึกเข้าไปในป่าฤดูหนาวอันยิ่งใหญ่ของฮอกไกโด ที่นี่เป็นแหล่งรวมของสัตว์ป่าเมืองหนาวมากมายหลายชนิด

เป็นที่มาของ "เรื่องหมีๆ ที่โนโบริเบ็ทสึ" กันใน Blog นี้!! สวัสดีเพื่อนๆ ชาว ilovejapan.co.th ครับ Yuri JT ไปเที่ยวฮอกไกโด "ขับตะลุยตะกุยหิมะฮอกไกโด" มาเมื่อ Blog ที่แล้ว(สามารถย้อนอ่านกันได้นะครับ) ก็ไม่ลืมที่จะเก็บเรื่องราวของสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจมาฝากเพื่อนๆ กันครับ สำหรับ Blog นี้จะมาชวนเพื่อนๆ ที่มีแผนจะไปเที่ยว Noboribetsu (โนโบริเบ็ทสึ) นั้น "เข้าป่า" ไปเยี่ยมเยียน "น้องหมีสีน้ำตาล" กันที่ Noboribetsu Bear Park (สวนหมี โนโบริเบ็ทสึ) นั่นเองครับผม ( "เข้าป่า" ในที่นี่คือไม่ใช่เดินลุยเข้าป่าหรือไปตั้งแคมป์อ้างแรมกันกลางป่านะครับ ^0^ )


โนโบริเบ็ทสึ เมืองแห่งขุนเขาอันเป็นแหล่งกำเนิดของน้ำแร่ และลำธารออนเซ็นที่ได้รับความนิยมมากจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นเอง ในฤดูหนาวที่กินเวลายาวนานกว่าครึ่งปีนั้นทำให้พื้นที่ป่าส่วนใหญ่กลายเป็นป่าหิมะ ซึ่งแน่นอนว่าธรรมชาติและสัตว์ป่านั้นอุดมสมบูรณ์ เพราะโนโบริเบ็ทสึเป็นเมืองที่อยู่ใกล้กับเขตอุทยานแห่งชาติชิโคะสึ-โทยะ จึงไม่มีการขยายตัวของเมืองเข้าไปรบกวนพื้นที่ป่ามากนัก ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งอนุบาลของสัตว์ป่าหลายชนิดและหนึ่งในนั้นก็คือ "หมีสีน้ำตาล" หรือ "ฮิคุมะ" เป็นน้องหมีสายพันธุ์เดียวกันกับหมีกริซลี่ (Grizzly Bear) ของทางฝั่งอเมริกาเหนือ มีขนสีน้ำตาลเข้มและหนา สามารถอาศัยอยู่ได้ในสภาพอากาศหนาวเยือกตามภูมิประเทศที่เป็นป่าหิมะอย่างฮอกไกโด และบนเกาะฮอกไกโดก็มีเจ้าหมีสีน้ำตาลนี้อาศัยอยู่ตามธรรมชาติประมาณ 2,000 กว่าตัวด้วยกัน ซึ่งแต่เดิมนั้นพวกมันถูกยกให้เป็นสัตว์ชั้นสูงโดยชาวไอนุ (ชนพื้นเมืองดั้งเดิมของฮอกไกโด) ผู้ซึ่งให้ความเคารพ และสักการะบูชาหมีสีน้ำตาลประหนึ่งว่าเป็นพวกมันสัตว์ของเทพเจ้า ปัจจุบันประชากรหมีสีน้ำตาลบนเกาะฮอกไกโดนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง และเริ่มพบเห็นได้ยากเต็มทีด้วยเหตุผลจากการขยายอาณาจักรของมนุษย์นั่นเอง

ที่มาของภาพ : https://c1.staticflickr.com/2/1128/5107211512_47d751f0a0_b.jpg


​นับเป็นเรื่องดีที่ฟาร์มหมีแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ก่อตั้งขึ้นบน "ยอดเขาหมี" แห่งโนโบริเบ็ทสึ ชื่อฟาร์มคือ のぼリベつ クマ牧場 (Noboribetsu Kuma Bokujo / โนโบริเบ็ทสึ คุมะโบคุโจ) ซึ่งในสมัยก่อนเป็นเพียงแค่พื้นที่ป่าทึบอยู่บนยอดเขาสูงขึ้นไป 500 เมตร และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหมีสีน้ำตาลเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น ฟาร์มได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1958 ก็เปิดดำเนินกิจการเป็นสวนและพิพิธภัณฑ์หมีอยู่บนยอดเขาแห่งนี้ เพื่อเลี้ยงและขยายพันธุ์หมีสีน้ำตาลและหมีสายพันธุ์อื่นๆ โดยเริ่มจาก 8 ตัว จนเพิ่มเป็นกว่า 200 ตัวในปัจจุบัน เพื่อให้คนที่สนใจได้ศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของพวกมัน ได้มาเยี่ยมชมความน่ารักของพวกมัน และเพื่อเป็นการอนุรักษ์พวกมันให้ยังอยู่คู่ชุมชนเมืองออนเซ็นแสนสงบแห่งนี้สืบต่อไป (คนญี่ปุ่นเค้าชอบการอนุรักษ์วิถีดั้งเดิม, สิ่งของประจำท้องถิ่น และรวมถึงสิงสาราสัตว์ด้วยครับ ^^)

​ก็อย่างที่บอกไปแหละครับว่าที่ตั้งของสวนหมีแห่งโนโบริเบ็ทสึนั้น อยู่บนยอดเขาริมทะเลสาบคุตตะระ(Lake Kuttara) ทะเลสาบที่ได้ชื่อว่ามีน้ำใสที่สุดและอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น เป็นทะเลสาบที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก จึงสามารถมองเห็นได้เกือบทั่วทั้งทะเลสาบจากบนยอดเขาหมี ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดที่ผู้มาเยือนจะได้เห็นวิวทะเลสาบคุตตะระกันได้แบบพาโนรามาเลยทีเดียวล่ะครับ

การเดินทางมาที่นี่จัดว่าสะดวกสบายเลยทีเดียว หากตั้งต้นจาก Sapporo (ซัปโปโร) สามารถนั่ง JR Hokuto มาที่สถานี Noboribetsu ได้ โดยใช้เวลาแค่เพียง 1 ชั่วโมงเศษ แล้วนั่งรถบัสต่อจากที่สถานีมาอีกประมาณ 10 กิโลเมตร มาลงที่ Noboribetsu Onsen Bus terminal หรือป้ายรถบัสโนโบริเบ็ทสึออนเซ็นนั่นเอง จากนั้นก็เดินเท้าต่ออีกประมาณ 5 นาทีจากป้ายรถ (ทริปนี้ผมและภรรยาขับรถขึ้นไปจากฮาโกดาเตะ ซึ่งก็สะดวกดีแต่ติดตรงที่ใช้เวลากับการขับรถนานไปนิดนึงครับ ^^")

ปล.ใน google map จะไม่แสดงเที่ยวรถโดยสารสาธารณะอย่างเช่นรถประจำทาง จากสถานี Noboribetsu ไปยังสวนหมีนะครับ ก็อาจจะต้องไปเพิ่มอรรถรสการผจญภัย ด้วยการวิ่งหารถโดยสารไปสวนหมีกันนิดนึงนะครับ หุหุ ^^"


บรรยากาศที่สวนหมีในวันนี้ไม่ค่อยคึกคักด้วยผู้คน เพราะวันที่เราไปเที่ยวกันนี้ตรงกับวันพุธครับ ที่เราจอดรถที่ด้านหน้าแล้วเดินจากลานจอดรถมาเพียงนิดเดียว และเข้าสู่อาคารซึ่งเป็นสถานี Ropeway หรือกระเช้าลอยฟ้าที่จะพาเราขึ้นสู่ยอดเขาหมี ภายในมีเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วเข้าชมสวนและพิพิธภัณฑ์หมีราคา 2,592 เยน (ราคารวมค่าโดยสารกระเช้า Ropeway และภาษีแล้ว)

ได้บัตรมาแล้วก็ไปขึ้นกระเช้ากันเลย... โอ้วว!! 

ด้วยเหตุผลที่สวนและพิพิธภัณฑ์หมีนั้นอยู่บนยอดเขาซึ่งสูงขึ้นไป 500 เมตร จึงทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพที่แสนจะตื่นตาไปกับการนั่งกระเช้าที่แสนจะตื่นเต้น เพราะว่ามันสูงชันมากจนสามารถมองข้ามเขาไปได้ 3 ลูกเลยทีเดียวล่ะครับ (ใครที่กลัวความสูงแนะนำว่าอย่ามองลงไปด้านล่างมากนะครับ ^^") ให้มองขึ้นไปด้านบนและมองออกไปไกลๆ จะช่วยให้หายกลัวความสูงได้ (จริงเหรอ ^^")

มองข้ามภูเขาไปได้ 3 ลูกจริงๆ นะ ไม่เชื่อลองนับดู อิอิ ^^
เวลานั่งกระเช้าแล้วกลัวความสูงให้หันมาโฟกัสที่มุมนี้ครับ คือการมองไปด้านบนนั้นจะช่วยให้คลายความกังวลกับความสูงที่เรากำลังเผชิญอยู่และหายกลัวได้ในที่สุดครับ (ลองมาแล้ว แฮะๆ กลัวเหมือนกัน ^^")

​หลังจากนั่งกระเช้า Ropeway อันแสนจะตื่นเต้นมาประมาณ 10 นาที เราก็ขึ้นมาถึงยอดเขาหมีกันจนได้... เย้!! มีน้องหมี(ตุ๊กตาหมี) ใส่ชุดซานต้าคลอสมานั่งต้อนรับด้วย ตอนที่เราไปเที่ยวกันนั้นเค้ากำลังเตรียมตัวสำหรับคริสมาสต์กันพอดีครับ อิอิ ^^

เดินออกมาจากสถานี Ropeway ก็พบกับลานกว้างที่มีหิมะปกคลุมซึ่งให้ความรู้สึกที่วิเศษมากๆ ครับ สำหรับการเลือกที่จะมาเที่ยวฤดูหนาวแบบนี้ (เย้!! มีหิมะให้เล่นแล้ว ฮ่าฮ่า) และถัดจากลานกว้างมาก่อนที่จะเดินเข้าไปที่กรงน้องหมี มีรูปปั้นพ่อแม่และลูกๆ หมีขนาดเท่าของจริงให้เราขึ้นไปนั่งบนหลังถ่ายรูปเป็นที่ระลึกได้ด้วย สังเกตรูปปั้นหมีใหญ่ตัวที่ยืนน่าเกรงขามอยู่นั้น(มีหิมะค้างอยู่บนหัวด้วย น่ารักเชียว อิอิ) เขาจะมีป้ายปฎิทิน "ปีเฮเซ" แขวนอยู่ที่คอด้วยครับ มีไว้เพื่อให้คนที่มาถ่ายรูปที่จุดนี้ได้มีวันเดือนปีที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ติดอยู่ในรูปด้วย 

ปล.ปีเฮเซที่ 28 ในรูปนั้น ตรงกับปี ค.ศ. 2016 ลงวันที่ 7 เดือน 12 หรือธันวาคม นั่นเองครับ อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับปีเฮเซ เรียนเชิญที่ลิงค์นี้ครับ > https://th.wikipedia.org/wiki/ยุคเฮเซ

ที่ลานมีหิมะปกคลุมค่อนข้างหนาและวันนี้ที่นี่ค่อนข้างจะปลอดซึ่งผู้คน เราก็ขอใช้เวลากับของหายากอย่าง "หิมะ" กันสักเล็กน้อยครับ ก็ที่บ้านเราไม่มีนี่นา เชื่อว่าหลายๆ คนคงอดที่จะแวะเล่นกับมันไม่ได้เป็นแน่แท้ อิอิ ไหนๆ ก็เจอกันแล้ว... ขอถ่ายรูปด้วยแบบถึงเนื้อถึงตัวกันสักหน่อยก็แล้วกันน่า (วันนี้ไม่ค่อยมีคน เล่นเข้าไป ไม่ต้องอายใคร ^^")

หมดเวลาโอ้เอ้... กับน้องหิมะแล้ว!! ไปที่กรงน้องหมีกันดีกว่าครับ กรงน้องหมีสีน้ำตาลนั้นถูกแยกไว้เป็น ตัวผู้ 1 กรง และตัวเมีย 1 กรง เราไปเยี่ยมน้องหมีที่กรงของตัวผู้กันก่อน จากนั้นค่อยเดินออกมาแวะไปกรงตัวเมียครับ

​ที่กรงตัวผู้ มีตู้ขายขนมของน้องหมีราคา 200 เยน เป็นตู้ล็อคเกอร์แบบหยอดเหรียญ 100 เยน หยอดเข้าไป 2 เหรียญแล้วหมุน ก๊ะช๊ะ...ป๊อง!! (เฮ้ย... ไม่ใช่ตู้กาชาป็อง ^^) เราจะได้ขนมในตู้มา 2 ห่อ มีจำนวนห่อละประมาณ 10 ลูก เป็นลูกบอลขนมขนาดประมาณลูกปิงปอง (เท่าที่ลองดมกลิ่นดู มีความเหมือนปลาป่นอัดเม็ดมากๆ ครับ ^^)

ความสนุกจะเริ่มต้นขึ้นจากตรงนี้ครับ!! เดี๋ยวมาดูกันครับว่า... บรรดาน้องหมีเค้าชอบลูกบอลขนมนี้กันขนาดไหน อิอิ

​คลิปนี้รวบรวมเอาน้องหมีจากทั้งกรงตัวผู้และตัวเมีย ประมวลกันมาให้ดูบรรยากาศและความน่ารักของเหล่าบรรดาน้องหมีสีน้ำตาลแห่งโนโบริเบ็ทสึ เชิญรับชมความน่ารักของพวกเค้ากันได้เลยครับ ^^ 

ลองสังเกตกันดูดีๆ นะครับ ในคลิปจะมี "ผู้ร้าย" คอยแอบแฝงและจ้องขโมยซีนอยู่ตลอดเวลาภายในกรงของน้องหมีด้วยครับ T-T


​นี่ไงล่ะครับ โฉมหน้าของเจ้า "ผู้ร้าย" ที่คอยจ้องและโฉบ!! ลงมาขโมยขนมที่เราโยนลงไปให้น้องหมี ด้วยความแม่นยำที่หาตัวจับยากของเจ้าอีกา งานนี้น้องหมีของเราต้องชวดขนมกันไปหลายชิ้นเลยทีเดียวล่ะครับ ^^"

ผู้ร้ายตัวดำปี๋ผู้มีสายตาและจงอยปากที่แม่นยำ ซ้ำยังมีความว่องไวเป็นพิเศษ พวกมันเกาะอยู่ตามขอบรั้วกรงกันนับสิบตัว พร้อมจะโฉบลงมาขโมยขนมกลางอากาศกันได้ทุกเมื่อเลยทีเดียว!!

กลับมาที่น้องหมีของเรากันต่อครับ... ที่กรงตัวผู้จะมี Human cage เป็นห้องกระจกที่อยู่ด้านล่างของจุดให้อาหาร ซึ่งจะทำให้เราได้ใกล้ชิดกับน้องหมีมากยิ่งขึ้นด้วยการให้ลูกบอลขนมผ่านทางท่อให้อาหารซึ่งมีทั้งท่อด้านล่างและด้านบน โดยการให้ผ่านท่อด้านล่างจะทำให้น้องหมีเข้ามานั่งเขี่ยกรงแบบน่ารักๆ แต่ถ้าเราส่งให้เค้าทางท่อด้านบนก็จะได้ถ่ายรูปเค้าท่ายืนในระยะประชิด 

ห้องกระจกใสนี้จะทำให้น้องหมีจะสามารถมองเห็นเราได้จากข้างนอก พอเค้าเห็นเราเค้าก็จะเข้ามาสะกิดเรียกที่บานกระจก ทำให้เราสามารถถ่ายรูปกับเค้าได้ในระยะใกล้ชิดโดยมีกระจกนิรภัยกั้นระหว่างเรากับเค้าครับ แต่... บางทีเค้าก็สะกิดเรียกให้เราสนใจด้วยความรุนแรงจนน่าตกใจเหมือนกันครับ ^^" 

ปล. มั่นใจในความปลอดภัยได้ 100% นะครับ ทั้งบานกระจกและตัวกรง Human cage นี้แน่นหนามาก แม้ว่าน้องหมีตัวผู้ที่ใหญ่ที่สุดจะโถมตัวเข้ามาที่บานกระจก บานกระจกและกรงก็รับน้ำหนักไว้ได้อย่างสบายๆ ครับ

​และเท่าที่สังเกตมาเกี่ยวกับขนาดของน้องหมี ทั้งตัวผู้และตัวเมียนั้นมีขนาดที่แทบจะไม่ต่างกันเลยครับ จะต่างกันก็ตรงนิสัยการเข้ากลุ่มซึ่งตัวผู้นั้นอยู่รวมๆ กันเป็นกลุ่มใหญ่มากกว่า ในขนาดที่กรงตัวเมียนั้นมีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยหลายๆ กลุ่มจากที่สังเกตมา ซึ่งลักษณะนี้ทำให้มีการแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าฝูงกันในกรงตัวเมียอีกด้วยครับ เพราะฉะนั้นการให้อาหารหรือขนมที่กรงตัวเมีย เราอาจต้องระวังอย่าให้เค้าเข้ามาใกล้กันจากคนละกลุ่ม พยายามโยนเข้าไปที่กลุ่มเดียวกันจะดีที่สุดครับ (ป้องกันไม่ให้เค้าทะเลาะกัน) ส่วนกรงตัวผู้นั้นก็มีการแย่งชิงตำแหน่งหัวหน้าฝูงเช่นกันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ แต่เท่าที่ทราบมาจะไม่ดุเดือดเลือดพล่านเท่าที่กรงตัวเมียซึ่งเกิดการปะทะขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าครับ (เห็นน่ารักๆ แบบนี้น้องๆ เขาก็มีมุมโหดเหมือนกันนะ ^^")


เอาล่ะครับ...

กลับออกมาที่ด้านหน้าสถานี Ropeway กันดีกว่า นอกจากกรงน้องหมีตัวผู้, ตัวเมีย และ Human cage แล้ว เรายังมีพิพิธภัณฑ์หมีสีน้ำตาล ตัวพิพิธภัณฑ์เป็นอาคาร 3 ชั้น ที่ชั้นล่างจะเป็นร้านอาหารและทางเข้าพิพิธภัณฑ์ ชั้น 2 และ 3 เป็นพิพิธภัณฑ์ครับ ที่นี่เป็นอีกจุดนึงที่เราไปเยี่ยมชมกันมาด้วยเวลาที่จำกัดเพราะต้องออกเดินทางต่อไปยังซัปโปโรครับ แต่ก็ขอแนะนำเพื่อนๆ ว่าเป็นจุดที่ควรเข้าไปดูกันครับ เพราะเป็นแหล่งรวมข้อมูลของหมีสีน้ำตาลอย่างครบถ้วน แต่ว่าเนื้อหาใน infographic เป็นภาษาญี่ปุ่น ซึ่งผมว่า...ถ้าดูจากภาพและรูปสตาฟของหมีที่ทางพิพิธภัณฑ์เขาจัดเป็น display ไว้ ก็จะสามารถเข้าใจได้ไม่ยากครับ 

อย่างเช่น... บ้านและที่นอนของน้องหมีนั้น หน้าตาเป็นอย่างไร? ก็สามารถมาดูได้ที่นี่ครับ มีทั้ง infographic รูปภาพแถมยังมี display ถ้ำที่มีน้องหมีนอนอยู่บนที่นอนใบไม้แห้ง (คิดว่าตัวหมีที่อยู่ด้านในเป็นรูปสตาฟนะครับ ดูเหมือนนอนหลับอยู่จริงๆ นิ่งเชียว ^^")

​หรือไม่ว่าจะเป็น... เรื่องราวความผูกพันกันในอดีตของชาวไอนุกับหมีสีน้ำตาล ก็มีการจัด display ไว้อย่างสวยงามเลยทีเดียวครับ

​ออกมาจากพิพิธภัณฑ์ ก่อนจะนั่ง Ropeway กลับลงไปที่พื้นล่าง มีความบันเทิงเล็กๆ ให้แวะไปชม แต่ด้วยเวลาอันน้อยนิด เราไม่สามารถไปร่วมสนุกกับเขาเหล่านี้ได้ครับ ที่นี่ "สนามแข่งเป็ด" ครับ อยู่ข้างๆ สถานี Ropeway ยอดเขา การร่วมสนุกนั้นก็ง่ายๆ แค่ให้เราลงเงินเสี่ยงโชคกับน้องเป็ดเบอร์ใดเบอร์หนึ่ง หากน้องเป็ดเบอร์นั้นวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่งก็จะได้เงินรางวัลไปครับ ^^"

ปล.ไม่ใช่การพนันขันต่อแต่อย่างใดครับ เป็นเกมที่ทางสวนเค้าจัดไว้เพื่อเพิ่มความบันเทิงและความเพลิดเพลินให้แก่แขกผู้มาเยือน ซึ่งคาดว่าคงจะมีกฏข้อบังคับเกี่ยวกับการลงเงินอยู่บ้าง อันนี้ต้องลองสอบถามกับเจ้าหน้าที่ประจำสนามดูครับ

​หาคลิปมาให้ดูครับ ลองรับชมกันนะครับ น่ารักๆ ฮาๆ ดีครับ ^^


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับการมาเยี่ยมชมสัตว์ที่นับว่าหาดูได้ยากในแบบที่ใกล้ชิดขนาดนี้ จริงๆ แล้วยังมีบ้านกระรอกและทานูกิหรือตัวแรคคูนด้วยนะครับ ต้องเดินเลยพิพิธภัณฑ์เข้าไปอีกนิดนึง แต่เนื่องจากเราไม่มีเวลามากพอ จึงไม่ได้แวะไปเยี่ยมเยียนเพื่อนชิพมังค์และแรคคูนตัวน้อยๆ กันที่นั่น ยังไงก็คงต้องขอฝากเพื่อนๆ ที่กำลังจะเดินทางไปเยี่ยมน้องหมีที่ Noboribetsu Bear Park ไปแทนกันแล้วล่ะครับ 

สำหรับ Blog นี้ ก็ต้องขอกล่าวอำลากันอีกแล้วล่ะครับ ทิ้งท้ายกันด้วยรวมภาพน่ารักๆ จากกรงน้องหมีทั้งตัวผู้และตัวเมียครับ ขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงโนโบริเบ็ทสึ เมืองสวรรค์ของนักแช่ออนเซ็นและผู้รักในธรรมชาติและสัตว์ป่านะคร้าบ พบกันใหม่ใน Blog หน้า กับเรื่องหมีๆ ที่แตกต่างออกไป สวัสดีครับ ^^

นำมาฝากส่งท้ายกันอีกนิดครับ...​ ระหว่างนั่ง Ropeway ขากลับลงจากยอดเขาหมี ผมและภรรยาได้สังเกตเห็นกระเช้าหน้าตาแปลกประหลาดอันนี้เข้าครับ!!

​เมื่อลงมาถึงด้านล่างจึงเดินหาดูว่ามีกระเช้าแบบนี้กำลังจะถูกส่งขึ้นไปอีกหรือไม่ แล้วก็ได้เห็นครับว่ามันคือ... กระเช้าอาหารของเหล่าบรรดาน้องหมี เป็นกระเช้าขนปลาอาหารโปรดและเป็นอาหารหลักของน้องหมีนั่นเองครับ จัดได้อย่างน่ารัก แลดูน่าสนใจ สมกับเป็นฟาร์มหมีชื่อดังแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นจริงๆ ครับ ^^