t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

Pause the time at Sado - หยุดเวลาไว้ที่ซาโดะ ตอนที่ 2

Pause the time at Sado - หยุดเวลาไว้ที่ซาโดะ ตอนที่ 2

By , วันจันทร์, 22 สิงหาคม 2559
     แรงบันดาลใจได้วิ่งเข้ามา และผลักดันให้คนเราก้าวออกไปในที่ที่ไม่เคยไป บรรยากาศที่ไม่เคยสัมผัส การเดินทางที่มากด้วยอรรถรสตั้งแต่ความกลัว ความกล้าๆ เกรงๆ ความเหนื่อยเมื่อยล้า ความสนุกเพลิดเพลิน ไปจนถึงความอิ่มเอมใจ ซึ่งผมอยากจะเรียกมันว่า "อาการหัวใจเบ่งบาน" คืออาการทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวมันดีงามพระรามสาม สี่ ห้า ถึง เก้า ไปซะหมด... ไม่รู้ว่าเพื่อนๆ เคยเป็นกันบ้างหรือเปล่า? แต่ผมเชื่อว่าครั้งหนึ่งที่เราทุกคนนั้น เคยกล้าเดินออกไปเผชิญสิ่งแปลกใหม่ด้วยตัวเอง จะเคยมีอาการ "หัวใจเบ่งบาน" กันมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่บางทีเราอาจจะไม่ทันสังเกตอาการตัวเองก็เป็นได้ ^^ 
     สวัสดีเพื่อนผู้รักการอ่าน และชาว ilovejapan.co.th ทุกท่านครับ Yuri JT กลับมาสัปดาห์นี้ พร้อมเนื้อหาเกี่ยวกับทริปซาโดะชิมะ (เกาะซาโดะ) ในตอนที่ 2 ครับ หวังว่าตอนที่แล้วจะเป็นที่ถูกใจและทำให้เพื่อนๆ อยากจะลองไปสัมผัสกับทาไรบุเนะถึงถิ่นกำเนิดสักครั้งนะครับ แต่สำหรับใครที่พลาดตอนแรกไปก็ไม่ต้องห่วงครับ "หยุดเวลาไว้ที่ซาโดะ ตอนที่ 1" ผมได้เตรียมลิงค์ด้านล่างนี้มาให้แล้ว เพื่อนๆ สามารถเข้าไปย้อนอ่านกันได้นะครับ ไหนๆ จะไปลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก็ขอฝากผลงานกันไว้สักนิดนึงนะครับ ^^ http://www.ilovejapan.co.th/travel/entry/pause-the-time-at-sado

​     เอาล่ะครับมาต่อกันครับ คราวที่แล้วผมและท่านผู้ภรรฯ (คุณภรรยา) ได้เดินทางมาถึงจังหวัดนีงาตะ และพักค้างคืนเพื่อรอออกเดินทางสู่เกาะซาโดะในรุ่งเช้า(เช้ามืด ^^") ซึ่งก็ต้องขอบอกกันเลยว่าต้องตื่นกันเช้ามากๆ เช้ามากกว่าตื่นไปทำงานซะอีก ^^" แต่ถ้าหากเพื่อนๆ บางคนที่อยากจะตามรอยทริปซาโดะนี้ และไม่ต้องการตื่นเช้า(แบบแหกขี้ตา)กันมาก ก็สามารถเลือกรอบเรือเฟอรี่อื่นและจัดโปรแกรมเที่ยวให้สอดคล้องกับเวลาเรือ จะจัดเวลาเที่ยวนีงาตะหรือจะพักแรมบนเกาะซาโดะกันก็ได้ตามสไตล์ใครสไตล์มันครับ

     ตัวเมืองนีงาตะนั้นเป็นเมืองที่เรียบๆ เงียบสงบอยู่ริมชายฝั่งค่อนไปทางตอนเหนือ ห่างจากโตเกียวประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร นีงาตะเป็นเมืองที่ไม่เน้นเรื่องแสงสีมากเท่าไหร่นัก วิถีชีวิตผู้คนที่นี่ค่อนข้างไปทางเรียบง่าย ไม่รีบเร่งเหมือนโตเกียว/โอซาก้า สักเท่าไหร่ ที่นี่มีบริษัทเดินเรือพาณิชย์อยู่หลายบริษัทด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ Sadokisen (ซาโดะคิเซ็น) บริษัทเดินเรือพาณิชย์ขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัด ซึ่งมีบริการเรือเฟอร์รี่โดยสารไปกลับเกาะซาโดะ ใหญ่ไม่ใหญ่ดูได้จากเส้นทางการเดินเรือในรูปด้านล่างนี้กันครับ คือ...พี่เค้าไม่ได้มีแค่เส้นทางเดินเรือไปแค่เกาะซาโดะและในญี่ปุ่น แต่ไปไกลถึงจีน,เกาหลี,รัสเซีย ฯลฯ

ที่มา http://www.sadokisen.co.jp/language/en/

     ต่อไปคือ การจองตั๋วโดยสารเรือเฟอร์รี่กับบริษัทเดินเรือที่ใหญ่ที่สุดในนีงาตะอย่าง Sadokisen นั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรมากมายครับ แต่มันติดตรงที่ผมไม่สามารถทำการซื้อตั๋วของเค้าผ่านทางหน้าเว็บ sadokisen.co.jp ได้เพราะในตอนนั้น เขากำลังปิดปรับปรุงฟังค์ชั่นการจองตั๋วสำหรับนักท่องเที่ยวอยู่นั่นเอง ทำให้ในตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันช่าง... "มืดบอด" เอาซะเหลือเกิน ขอสารภาพกันตามตรงเลยครับ แต่ด้วย "แรงบันดาลใจ" ตัวใหญ่เบิ้มอย่างเรือทาไรบุเนะ ที่มันวิ่งเข้ามาชนผมและภรรยาอย่างจังไปแล้วก่อนหน้านี้ ความพยายามไม่ย่นย่อท้อจึงได้บังเกิดขึ้นในใจ ผมคิดอะไรไม่ออกเลย นอกจากการส่งอีเมล์ไปหาเจ้าหน้าที่ของซาโดะคิเซ็นโดยตรง เพื่อแจ้งว่าเราต้องการจะซื้อตั๋วโดยสารเรือเฟอร์รี่ของเขา พร้อมด้วยรายละเอียดการเดินทางว่า ขาไปจะไปกับเรือเที่ยวไหน-กลับเรือเที่ยวไหน, เรือลำไหน, ชั้น(Class)อะไร ก็เรียบเรียงเป็นภาษาอังกฤษอยู่ยาวนานแล้วจึงได้ส่งไป แต่ก็รออยู่แค่เพียง 1 วันเท่านั้น เจ้าหน้าที่ก็ตอบอีเมล์กลับมาพร้อมเปิดใบ Voucher มาให้เสร็จสรรพ ซึ่งถ้าเป็น ณ ตอนปัจจุบันนี้ เพื่อนๆ น่าจะเข้าไปทำการจองตั๋วเรือเฟอร์รี่เองผ่านหน้าเว็บ sadokisen.co.jp กันได้แล้วล่ะครับ

     ผมเลือกตั๋วเรือแบบ 2nd Class พร้อมที่นั่งพรม...?? (Car ferry/2nd Class/Cabin with Carpeted floor space)  เรือเฟอร์รี่แบบขนรถยนต์ได้/ชั้น2/ที่นั่งพื้นพรม!! มันเป็นยังไงหว่าา? เดี๋ยวไปชมกันครับ ส่วนเส้นทางเดินเรือของที่นี่เค้ามีทั้งหมด 3 เส้นทาง คือ 



  • Niigata - Ryotsu เป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด ผมจึงเลือกเส้นทางนี้เพราะท่าเรืออยู่ใกล้ที่พักและสถานี JR  
  • Naoetsu - Ogi เป็นเส้นทางที่จะพาเราดิ่งตรงไปยัง หมู่บ้านเป้าหมาย Ogi town แต่ทว่า...ท่าเรือนั้นอยู่อีกฟากของเมือง นีงาตะ เดินทางไปด้วย JR ไม่ถึง ต้องต่อรถประจำทางหรือแท็กซี่ ประกอบกับว่าหาอ่านรีวิวเกี่ยวกับท่าเรือนี้ ก็ไม่เคยมีใครทำเอาไว้ เส้นทางนี้จึงตกไป 
  • Teradomari - Akadomari ท่าเรืออยู่กลางตัวจังหวัดใกล้สนามบิน Niigata airport Nagaoka (นางาโอกะ) แต่ต้องตกไปเพราะว่าไกลสถานีจาก JR มากกว่า Niigata port
แผนที่เมืองนีงาตะ และเกาะซาโดะ (Niigata - Sado) ที่มา http://www.sadokisen.co.jp/language/en/guide/boarding.html
รูปแบบใบ voucher มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับค่าโดยสารไว้ 2,250 เยน ต่อคน ต่อเที่ยว วันที่เดินทาง 11 เม.ย. 59 เที่ยวเรือขาไป Niigata - Ryotsu 6:00 - 8.30 ขากลับ Ryotsu - Niigata 16:05 - 18:35

ก่อนจะไปเตรียมตัวเข้านอน เพื่อตื่นเช้ามืดไปลงเรือเฟอร์รี่ตอนเช้ารุ่งขึ้น... มีเก็บมาฝากกันสักเล็กน้อยครับ เผื่อเพื่อนๆ จะสงสัยว่า เอ๊ะ... ท่าเรือนั้นไกลจากโรงแรม Niigata Daiichi แค่ไหน และถ้านั่งแท็กซี่จะแพงมากมั้ย เพราะว่ามันเกิดคำถามเหล่านี้กับผมนั่นแหละครับ รวมกับว่าเป็นคนชอบวิ่งออกกำลังกาย ก็เลยออกไปวิ่งเพลินๆ ท่ามกลางอากาศที่เย็นลงเรื่อยๆ ถึง 8 องศา เดินไปวิ่งไปตาม Google map เพื่อสำรวจเส้นทางไปด้วย เผื่อว่าตอนเช้าจะมีเวลาและเรี่ยวแรงพอให้ฮึดเดินกันจากโรงแรมไปท่าเรือ (มีความงก..ที่อยากจะประหยัดค่าแท็กซี่ ฮ่าฮ่า) จากแผนที่เดินเท้า 2.3 กิโล ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง สภาพอากาศ และความที่คุณภรรยาเป็นคนชอบการเดินมาาากกก(ประชด) เพราะฉะนั้นเรื่องที่จะเดินไปท่าเรือตอนเช้ามืดนั้น เป็นอันตกไปครับ ^^"

มาดูภาพแผนที่การเดินทางด้วยรถยนต์กันบ้าง ระยะทางนั้นไม่ต่างกับเดินเท้าเท่าไหร่นัก เพราะฉะนั้นนั่งแท็กซี่จากโรงแรมไปก็จะใช้เวลาไม่มาก และค่าโดยสารก็คงจะไม่แพงซักเท่าไหร่ด้วย
ก็เดินๆ วิ่งๆ ตาม map มาเรื่อยๆ จนเจอกับโกดังบริเวณท่าเรือ เห็นภาพกราฟฟิตี้ดูน่าสนใจดี เลยเอามาฝากกันครับ
งานเค้ามีความ unique & concrete คือดูแล้วโดดเด่นไม่ซ้ำใคร รวมถึงบ่งบอกความเป็นเมืองนีงาตะมากๆ ทีเดียว
ที่สุดคือภาพนี้!! พระเอกของเมืองก็มาครับ งานกราฟฟิตี้สร้างสรรค์แบบนี้หาดูยากครับ แต่ที่บ้านเราก็พอมีให้เห็นบ้างแล้วครับ
เดินผ่านโบสถ์คริสต์ที่เปิดไฟยามค่ำคืนสวยงาม ท่ามกลางความเงียบสงบของเมืองนีงาตะ
เดินกลับมาถึงโรงแรม เจอร้านราเม็งห่างจากโรงแรมไปเพียง 1 บล็อค บรรยากาศน่านั่งซดร้อนๆ พร้อมกับจิบเครื่องดื่มเย็นๆเป็นที่สุด แต่ทว่า...ต้องรีบกลับขึ้นไปอาบน้ำนอนแล้ว เดี๋ยวเช้าตื่นไม่ไหว ^^"


     และแล้ววันแห่งการออกนอกชายฝั่งในต่างแดน เป็นครั้งแรกในชีวิตก็ได้มาถึงในเช้าของวันที่ 11 เม.ย.59 เราตื่นกันแต่เช้ามืด ผมตื่นตี 3 ครึ่ง ส่วนคุณภรรยาของผมนั้นต้องตื่นตี 3 ก็อย่างว่าล่ะครับ ภารกิจคุณผู้หญิง... แต่งหน้า แต่งตัว ฯลฯ เอย ก็เลยต้องเผื่อเวลาเยอะหน่อย ถึงเวลาตี 4 ครึ่ง มีโทรศัพท์จากฟร้อนท์ของโรงแรมมาแจ้งว่ารถแท็กซี่ที่นัดไว้มาถึงแล้ว (อันนี้แจ้งฟรอนท์ของทางโรงแรมไว้ตั้งแต่ตอนเช็คอิน ซึ่งทางโรงแรมบริการให้เราอย่างดีมาก) ก็ลงมาเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม แล้วกระโดดขึ้นแท็กซี่มุ่งหน้าสู่ Niigata port ท่าเรือของ Sadokisen กัน บรรยากาศตอนนั้นฝนตกและอากาศเย็นมากถึง 0 องศา เสื้อผ้าไม่ค่อยพร้อม (แอบทรมาน ใครจะนึกว่ามาเที่ยวญี่ปุ่นหน้าซากุระจะหนาวได้ขนาดนี้) ที่อากาศเป็นแบบนี้เนื่องจากพายุฝนพัดเข้าชายฝั่งตอนกลางดึก (ผมถามสตีฟ จ๊อบส์ ไว้ตั้งแต่ก่อนเข้านอน และท่านเทวดาจ๊อบส์ ไม่ค่อยจะพลาดซะด้วย ตรงเด๊ะ!!) ตอนนั้นมีความหวาดวิตก กังวล เครียด มโน ฟุ้งไปไกลว่าตารางเดินเรือจะเลื่อน เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนในเช้านี้ > <"

ปล. ที่ผมบอกว่า "ถามสตีฟ จ๊อบส์" นั้นผมหมายถึง ผมเปิดดูพยากรณ์อากาศจาก app.Weather ใครที่จะเดินทางแบบมีสภาพอากาศเป็นตัวแปร ควรเช็คไว้ล่วงหน้าก่อนจะได้เตรียมตัวเผื่อเอาไว้ครับ "เทคโนโลยีมีอยู่ในอุ้งมือ จะถือเล่นเฉยๆ ก็น่าเสียดายครับ ^^"

ถึงท่าเรือตอน 4:45 น. ไม่มีวี่แววของผู้คน (คือ เค้าเปิดทำการ 5:00 น. ^^”) ก็นั่งรอกันสิครัชช
เจ้านกโตกิเป็นพระเอกตัวจริงของที่นี่ มีทั้งแขวนอยู่บนเพดาน มีทั้งรูปหล่อทองเหลือง อื้มม ชักอยากรู้เกี่ยวกับเจ้านกโตกิเพิ่มขึ้นซะแล้วสิ
พอถึงเวลาตีห้าตรง ห้องตั๋วเปิดทำการ ก็นำใบ Voucher ที่ได้รับอีเมลล์มา (ต้องไม่ลืมปรินท์ไปนะครัชช) เอาไปยื่นที่ห้องตั๋ว เจ้าหน้าที่จะออกตั๋วโดยสารเรือให้เฉพาะขาไป ส่วนขากลับก็ต้องเอา Voucher ไปแลกอีกทีที่ท่าเรือ Ryotsu (เรียวสึ) ทีนี้ก็ต้องเก็บรักษา Voucher ใบนี้กันยิ่งชีพล่ะครับ!!

​     ประมาณเวลาตีห้าสิบห้านาที ที่ประตูผู้โดยสารเริ่มมีผู้คน ส่วนมากเป็นคนญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะไปทำงาน หรือกลับบ้านบนเกาะมากกว่าไปท่องเที่ยว มาถึงจุดนี้ได้ก็แสดงว่าตารางเดินเรือยังคงเดิมสินะ ไม่โดนเลื่อนเพราะสภาพอากาศ เย้!!

     ขอสารภาพเลยครับว่ามีความวิตกกังวลมาก ด้วยความที่ไม่เคยเดินทางด้วยเรือเฟอร์รี่มาก่อน พอเจอสภาพอากาศแปรปรวนแบบวันนี้เข้าไปก็แอบเครียด แอบลุ้นครับ แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดีและยังคงเป็นไปตามแผนการเที่ยวที่วางไว้ได้อยู่  อันนี้บอกไว้เป็นข้อมูลเผื่อเพื่อนๆ เดินทางไปแบบผมแล้วเจอสภาพอากาศแปรปรวนแบบนี้เหมือนกัน จะได้คลายความวิตกกังวลครับ เพราะว่าเรือเฟอร์รี่จะไม่หยุดหรือเลื่อนเวลาเดินเรือเพียงเพราะติดฝนลม(ระดับปกติ) ครับ 

ปล. แต่ถ้าเป็นเมื่อคืนสิไม่แน่นะ เพราะฝนลมนี่อู้เลยครับ นอนสะดุ้งกับเสียงลมพัดวูบๆๆ ตลอดเวลา

ถึงเวลาประมาณตีห้าสี่สิบนาที ประตูผู้โดยสารเปิด ก็ไม่รอช้าครับ รีบเดินจ้ำกันไปตามทางเดินเพื่อเข้าสู่ตัวเรือให้เร็วที่สุด เพราะข้างนอกนั้นอากาศเย็นและมีลมแรง บวกกับการแต่งกายที่ไม่ค่อยจะพร้อมกันทั้งคู่ด้วย ^^"
เดินเข้ามาในเรือ... อื้มหืมมม โอ่อ่าหรูหราเหมือนโรงแรม 4 ดาวเลยครัชช ด้านขวามือคือเคาน์เตอร์reception และเป็นจุดบริการผ้าห่มครับ(ที่กองพะเนินสีเขียวๆ นั่นแหละครับ) ใครอยากได้ผ้าห่มไปนอนอุ่นๆ ในห้องโดยสารให้ไปซื้อตั๋วจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติข้างๆเคาน์เตอร์ครับ ราคาผืนละ 100 เยน เท่านั้น (ห้ามนำผ้าห่มออกจากเรือนะครับ)


และนี่ก็คือ...


ที่นั่งพรมนั่นเอง เอง เอง เอง เอง เอง!! (เอ้ยย..echo เยอะไป!!) คืออย่างนี้ครัช... ด้วยความที่ระยะเวลาในการเดินทางนั้นยาวนานถึง 2 ชม.ครึ่ง แถมยังออกเดินทางเช้ามากๆ ทาง Sadokisen คงจะเล็งเห็นว่ามีผู้โดยสารที่ต้องการพักผ่อนนอนหลับจึงได้มีคลาสนี้ให้บริการ ฮ่าฮ่า นอนกันยาวๆ ปายยย :D

First class cabin with carpeted floor ไปแอบส่องมา ราคา 3,000 กว่าเยน ต่อคน ต่อเที่ยว ดูจะเหมาะกับการไปเป็นกลุ่มมากกว่า
เคาน์เตอร์receptionบนเรือ เรือลำนี้มีชื่ออันไพเราะเสนาะหูว่า "Tokiwamaru" (โทกิวามารุ)

​บนเรือมีร้านอาหารและเครื่องขายสินค้าอัตโนมัติให้เลือกซื้อมากมาย รวมถึงห้องเกมและคาราโอเกะด้วย (เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา) หิวๆครับ ก็เลยไปซื้อนมจากเครื่องขายของอัตโนมัติมากิน ดูสิ..ขนาดกล่องนมยังเป็นนกโตกิเลยอ่าา (น่ารักจุง) ^^


เรือออกแล้ว 6 โมงตรงเวลาเป๊ะๆ เลยย บรรยากาศข้างนอกดูไม่สดใส ฝนพรำและมีลมพัดให้หนาวสั่นได้ตลอดเวลา แต่ในห้องโดยสารเรือนี่อุ่นดี คือนอกจากพื้นพรมและผ้าห่มแล้ว ยังมีเก้าอี้ให้นั่งริมหน้าต่างด้วย นั่งไปได้เรื่อยๆ ชมวิวเพลินๆ (เห็นแต่ทะเล ฮ่าฮ่า)
ออกจากฝั่งมาได้ซักพักนึง ฟ้าก็เริ่มสดใสขึ้น แดดออกแล้ววว... เย้!! (ปกติเคยจะต้องการมั้ย?? แสงแดดเนี่ย :P )
และแล้วเวลาแห่งการรอคอยก็ได้สิ้นสุดลง หลังจากที่หลับบนพรมไปหลายตื่น ก็ได้ตื่นขึ้นมาพับกบ... พบกับ!! ภาพนี้


ถึงเกาะซาโดะแล้ว!!

ระหว่างรอเรือเทียบฝั่ง ยังมีเวลาพอให้ขึ้นไปเก็บภาพกันบนดาดฟ้าเรือ เธอบอกว่า “ได้เห็นวิวแบบนี้ พร้อมๆ มีสายลมเย็นยะเยือกมาปะทะหน้าแบบนี้... นึกว่าเรากำลังอยู่ยุโรปกันนะนี่” ^^

เรือเทียบท่าตรงเวลา 8:30 น. แบบญี่ปุ่นๆ (เป๊ะๆ นั่นเอง) ตามที่คาดไว้ อิอิ 

เอาล่ะครับ แรงบันดาลใจได้พัดพาผมและคุณภรรยามาไกลจากบ้านถึงสี่พันกว่ากิโลเมตร จากโตเกียวมาไกลถึงนีงาตะอีกสามร้อยกว่ากิโลเมตร แถมยังพัดออกจากชายฝั่งนีงาตะมาอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง มาถึงตรงนี้.. ก็ยังไม่จบนะครับ เรายังต้องเดินทางต่อบนเกาะซาโดะเพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเป้าหมาย Ogi town ที่มีเรือทาไรบุเนะรอเราอยู่ 

จะไปกันต่อยังไง จะเจออะไรบ้าง และเราทั้งสองคนจะได้ไปลงเรือทาไรบุเนะตามที่ได้วาดหวังตั้งใจกันไว้หรือไม่ ? ? ?

ติดตามชมกันได้ในตอนต่อไป เร็วๆ นี้ พลาดไม่ได้นะคร้าบบ  ; )

​หมายเหตุ : ภาพปก จาก http://www.sadokisen.co.jp/language/en/img/home/img_main.jpg

ผู้อ่านท่านใดสนใจทัวร์ส่วนตัวเที่ยวประเทศญี่ปุ่น สามารถคลิกมาชมได้ที่ www.ilovejapantours.com/th นะครับ มีไกด์คนไทยพร้อมรถตู้ให้บริการครับ!