t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

Pause the time at Sado - หยุดเวลาไว้ที่ซาโดะ ตอนจบ

Pause the time at Sado - หยุดเวลาไว้ที่ซาโดะ ตอนจบ

By , วันอังคาร, 06 กันยายน 2559

เวลาหมุนเวียนมาถึงจุดที่ทำให้คนเรารู้สึกว่าระยะทางที่เดินทางออกมานั้นมันช่างสั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราเพลิดเพลินอิ่มเอมหัวใจอยู่นั้นช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน ย้ำเตือนความเข้าใจที่ว่า "การมาถึง" เป็นสัญญาณแรกของ "การจากลา" อยู่เสมอ แต่ไม่ต้องกังวลใจไปครับ... ยังมีเป้าหมายสำคัญรออยู่ ณ ที่แห่งนี้!! สวัสดีจากซาโดะชิมะ(เกาะซาโดะ) ครับ เพื่อนๆ นักอ่านและชาว ilovejapan.co.th ที่รักทุกท่าน Yuri JT อยู่ที่เกาะซาโดะแล้วครับ โดยความเดิมตอนที่แล้วผมและภรรยาถูกลมแห่งแรงบันดาลใจหอบมาไกลจากบ้านถึง 4,000 กว่ากิโลเมตรมาถึงประเทศญี่ปุ่น หอบต่อมาไกลอีก 300 กว่ากิโลเมตรจากโตเกียวมาถึงนีงาตะ และสุดท้ายก็พัดออกจากชายฝั่งมาอีก 2 ชั่วโมงครึ่ง... มาเกยตื้น เอ้ย! เกยฝั่งที่ท่าเรือ Ryotsu(เรียวสึ) แห่งเกาะซาโดะอยู่ในตอนนี้


ในขณะที่มัวแต่ดีอกดีใจกับการมาถึงเกาะซาโดะอยู่ พอกลับมาเปิดดู Google map (รูปข้างล่างนี้) ก็พบว่า Ogi town นั้นอยู่ห่างออกไปอีกคนละฟากนึงของเกาะ ต้องเดินทางกันต่ออีกกว่า 40 กิโลเมตร!! จะไป Ogi town หมู่บ้านเป้าหมายกันอย่างไรดีล่ะครับทีนี้???


ต้องไปกันต่ออีกไกลขนาดนี้ เราเลยจำเป็นต้องมีตัวช่วยตัวนี้ครับ แท่ม แท้มมมม เจ้า Mazda Coral คันจิ๋วสุดแสนจะน่ารัก ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 650 cc คันนี้นี่แหล่ะครับ ที่จะพาเราไปลงอ่าง...?? เฮ้ยย ลงเรืออ่างทาไรบุเนะ!!

หลังจากที่เรือเฟอร์รี่เทียบท่าเมื่อตอน 8:30 น. เราก็ไม่รอช้าครับ พากันเดินออกจากท่าเรือข้ามถนนไปยังร้านรถเช่า Times car-rental เพื่อรับเจ้า Mazda Coral ที่ได้จองไว้ผ่านเว็บของ Times car เขานั่นแหละครับ (ต้องไม่ลืมพิมพ์ใบ voucher มานะครับ พนักงานที่ร้านสาขานี้ใช้ภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ แต่มีคู่มือภาษาอังกฤษเตรียมไว้ให้เราพร้อมครับ หมดกังวลได้เลย)


ระยะทางก็จะอยู่ที่ประมาณ 42 กม.ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.เศษๆ ก็ขับไปแวะถ่ายรูปซากุระไป เก็บบรรยากาศที่ไม่อาจหาดูและสัมผัสกันได้ง่ายๆ และบ่อยๆ ตามรายทางกันไปเรื่อยๆ ครับ

ถึงจะผ่านช่วง Full bloom ไปแล้ว แต่ยังมีซากุระให้เห็นอยู่เกือบตลอดทางครับ ซึ่งช่วงที่เราเดินทางกันนี้ตรงกับสงกรานต์ที่บ้านเราครับ คือตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ผมคิดว่าบนเกาะซาโดะจะยังมีซากุระบานสะพรั่งให้เห็นแบบนี้ไปจนถึงกลางเดือนเมษายนกันเลยแทบทุกปีครับ
ขับผ่านมาได้เกือบครึ่งทางก็พบกับซากุระที่ยืนต้นอยู่ลึกลงจากไหล่ทางที่เป็นเนินชัน ยอดของซากุระที่ยืนต้นเรียงรายอยู่ด้านล่างนั้นชูขึ้นมาอยู่ในระดับที่สามารถถ่ายรูปคู่ด้วยได้พอดี เป็นอะไรที่ "ดีงามพระราม สาม สี่ ห้า" จริงๆ ครับ ^^


ถึงจุดหมายปลายทาง ณ หมู่บ้าน Ogi town กันที่เวลา 11:00 น.โดยประมาณครับ บรรยากาศที่หมู่บ้านเงียบสงบ เงียบสงัด เงียบมาก เงียบจนวังเวงเลยทีเดียวครับ ^^" แต่จริงๆ แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าวันนี้เป็นวันจันทร์ คนในหมู่บ้านเขาไปทำงานในเมืองกันหมดก็ได้นะครับ เลยเงียบได้ขนาดนี้

ขับตาม Google map มาเรื่อยๆ พอถึงหน้าหมู่บ้านจะเจอลานจอดรถ ก็จอดแล้วเดินเข้าซอยกันไปครับ
ระหว่างทางเดินในซอยที่ไร้ซึ่งผู้คน เราได้เดินผ่านบ้านเก่าๆ หลายหลัง บรรยากาศนั้นไม่หลอนเลย กลับทำให้รู้สึกดีเสียอีก เพราะว่าบ้านเก่าเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามที่จะอนุรักษ์ไว้ซึ่งของดั้งเดิมของคนที่นี่อย่างจริงจัง น่านับถือครับ
ระหว่างทางเดินในซอยที่ไร้ซึ่งผู้คน (เค้าไปไหนกันหมดนะ) ก็เจอกับบ้านเก่าหลายหลังเลยครับ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะอนุรักษ์ไว้ซึ่งของดั้งเดิมจริงๆ


เดินกันเข้ามาเรื่อยๆ ประมาณ 200 เมตร ก็พบกับลานกว้างติดกับชายทะเล มีอาคารสองชั้นคล้ายโรงแรมเก่าๆ ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้างนั้น (อ้าว... มันสามารถขับรถเข้ามาจอดได้นี่นา มีลานจอดรถ - -" ) และในอาคารหลังนี้แหละครับ คือออฟฟิศของคนแจวเรือทาไรบุเนะเค้าล่ะ... จริงง่ะ??!!

ใช่แล้วครับ!! เราต้องเข้าไปซื้อตั๋วนั่งเรือทาไรบุเนะกันในอาคารหลังนี้แหละครับ คนละ 500 เยน เท่านั้น ^^ เข้าไปก็จะพบกับสุภาพสตรีมีอายุรอเราอยู่ที่เคาน์เตอร์ (ดูแล้วน่าจะมีอายุกันไม่ต่ำกว่า 50 ปี) ในวันที่เรามากันนี้เขาอยู่กันแค่สองท่านครับ พูดอังกฤษไม่ได้เลยทั้งสองท่าน ^^" เราก็จะต้องพูดกันจนเมื่อยมือหน่อยครับ ฮ่าฮ่า ล้อเล่นครับ คุณสุภาพสตรีทั้งสองท่านบริการเราด้วยภาษาญี่ปุ่นเป็นอย่างดี (แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่รับรู้ได้ถึงความใส่ใจครับ) 

และแล้วก้อได้ลงอ่าง... เฮ้ยย!! เรืออ่างทาไรบุเนะกันซะที!! คุณป้าคนแจวเรือนั้นคล่องแคล่วเอามากๆ ครับ (ขออนุญาตเรียกแกแบบง่ายๆ กันเองๆ นะครับ ^^" ) ทั้งๆ พูดกันไม่รู้เรื่อง แกพูดอังกฤษไม่ได้ เราก็พูดญี่ปุ่นไม่เป็น เลยกลายเป็นว่านอกจากที่แกจะต้องเมื่อยมือกับการแจวเรือแล้ว ยังต้องมาเมื่อยมือกับการสื่อสารกับเราอีกด้วยล่ะครับ ฮ่าฮ่า


กฎระเบียบในการนั่งทาไรบุเนะนั้นไม่มีอะไรยากมากครับ แค่ทำตัวสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่หลุกหลิก​ก็พอครับ และที่สำคัญคือ ไม่ลุกขึ้นยืนในเรือครับ ส่วนในด้านความปลอดภัยนั้น เขามีเสื้อชูชีพให้บริการนะครับ แต่ผมและภรรยาขอไม่ใส่เสื้อชูชีพเพราะมันจะทำให้ถ่ายรูปไม่สวย ^^" ประกอบกับในบริเวณที่เขาแจวเรือพาเราออกไปนั้น มีระดับน้ำที่ตื้นเพียง 1-2 เมตรเท่านั้น(กะด้วยสายตา) และเราสองคนว่ายน้ำกันแข็งครับ แค่ไม่ลุกขึ้นยืน เรือก็ไม่คว่ำครับ เพราะท้องเรือนั้นแบนและมีช่องกระจกให้ส่องดูใต้น้ำได้ด้วยครับ

เก็บบรรยากาศด้วยภาพทุกมุมเท่าที่สามารถจะถ่ายได้ ยกเว้นมุมยืน ที่อาจทำให้เรือนั้นคว่ำได้ครับ ^^"
ผมตั้งข้อสังเกตว่าคนญี่ปุ่นนั้นสุขภาพดี แข็งแรง และมีพาวเวอร์มหาศาลมากแค่ไหน ผมเลยดูจากคุณป้าคนที่แจวเรือให้เรานั่งเป็นตัวอย่างครับ ทั้งหนักเรือแจว ทั้งร้อนแดด(แม้จะมีสายลมเย็นพัดมาเรื่อยๆ แต่ก็รู้สึกร้อนเพราะแดดได้ตลอด) แถมระยะทางที่แจวเรือวนไปรอบๆ อ่าวๆ หน้าหมู่บ้านนั้นก็ไม่ใช่สั้นๆ ประมาณอายุคุณป้าแกก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 50 ปี แต่น่าแปลกที่แกไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยแสดงออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อยครับ สุขภาพแข็งแรงมากจริงๆ
เป็นความทรงจำที่ดีที่ครั้งหนึ่งเราเคยได้มากันถึงบ้านเกิดของ "ทาไรบุเนะ" คุณป้าคนแจวเรือแกอาสาถ่ายให้อีกรูป ก่อนที่เราจะกลับขึ้นมาจากเรือ ประทับใจมากครับ แกทั้งใจดี เฟรนด์ลี่ ไม่ขี้หงุดหงิด นี่ถ้าคุยกันรู้เรื่องป่านนี้ชวนกันรินสาเกแล้วนะ อิอิ
แฟนคลับมาขอถ่ายรูปคู่ทาไรบุเนะในห้องพักเบรค (อู่ซ่อมบำรุงเรือ) :P


ขึ้นจากเรือมาก็ยังมีเส้นทางชมธรรมชาติในบริเวณหมู่บ้านที่ดูเหมือนว่าจะอนุรักษ์ไว้มานานมาก รวมทั้งสะพานสีส้มแดง มุมถ่ายรูปยอดฮิตของที่นี่ด้วย ก็เดินเล่นเก็บภาพมุมที่หาดูได้ยากเหล่านี้กันมาครับ เป็นบรรยากาศชายทะเลที่แปลกตาดี โขดหินสีดำๆ คล้ายหินลาวา(หินที่เกิดจากภูเขาไฟ) ทอดตัวยาวออกไปในทะเลจนสามารถทำทางเดินเข้าไปได้ถึงเกาะเล็กๆ อีกเกาะหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานสีส้มแดงนั่นเอง และบนเกาะเล็กนั้นมีไม้ยืนต้นเหมือนบนฝั่ง รวมถึงมีต้นสนญี่ปุ่นหลายขนาดด้วยกัน

เป็นริมชายฝั่งที่ผมคิดว่าหาบรรยากาศแบบนี้ในบ้านเราหรือในอีกหลายๆ ประเทศคงจะไม่มีให้เห็นครับ
เดินลึกเข้าไปสุดทางก็พบกับบ้านเก่าหลังนี้ ที่ดูเหมือนว่าจะเก่ามากๆ แล้ว แต่น่าจะยังมีคนใช้อาศัยอยู่


โต๋เต๋ โอ้เอ้ สโลว์ไลฟ์ กันจนเกือบจะบ่ายโมง จึงออกรถเพื่อกลับสู่เรียวสึ(Ryotsu)


ขับตาม Google map มาเรื่อยๆ ซึ่งก็พามาผ่านตัวชุมชน Ogi Town ที่นี่มีร้านค้าร้านอาหารให้เลือกแวะหลายร้านอยู่ครับ และตอนนี้ก็เลยเที่ยงวันมาชั่วโมงกว่าๆ แล้วด้วย เลยตัดสินใจแวะฝากท้องกับร้านซูชิแถวๆ นั้นกันครับ (ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 3-4 กม.)

ร้านซูชินี้น่าจะเป็นบ้านที่อยู่อาศัยของโอจิซัง(คุณลุง)ท่านนี้กับภรรยาครับ บรรยากาศร้านนั้นเหมือนห้องรับแขกในบ้านของคนญี่ปุ่นที่ดูเรียบง่ายและสะอาดสะอ้านเอามากๆ มองไปด้านในถัดจากเคาน์เตอร์มีห้องพักส่วนตัวอยู่ ส่วนวัตถุดิบสำหรับทำซูชินั้นก็ดูสดใหม่น่ารับประทานมาก โอจิซังเป็นเชฟปั้นซูชิเองกับมือ ไม่มีลูกจ้างร้าน ไม่มีพนักงานเสิร์ฟ และก็ตามเคยครับ... โอจิซังพูดอังกฤษไม่ได้ ส่วนผมก็พูดญี่ปุ่นไม่เป็น แน่นอนครับ จิ้มๆ เอาจากตู้เครื่องซูชินั่นล่ะครับ ฮ่าฮ่า จากนั้นก็นั่งดูโอจิซังปั้นซูชิให้เราไปเพลินๆ (คล่องแคล่ว รวดเร็ว และปั้นออกมาได้แน่นมาก บอกเลย อิอิ)
เป็นซูชิเซ็ทที่ดูเรียบๆ ง่ายๆ แต่วัตถุดิบนั้นสดใหม่มาก ทำให้รสชาติดี ประกอบกับเครื่องเคียงที่ไม่ธรรมดาในถ้วยเล็กๆ ถ้วยนี้ (ข้างๆ ถ้วยซุปมิโซะ) เป็นสาหร่ายหางกระรอกดองกับแตงกวาครับ รสชาติเปรี้ยวอมหวานน้อยๆ เนื้อสาหร่ายนุ่มๆ เพลินลิ้น กินแกล้มกับซูชิแล้วลงตัวมากๆ ปล. ถ้าไม่ติดว่าต้องขับรถกลับไปเรียวสึ ผมสั่งเบียร์มาแกล้มอีกอย่างนึงแล้ว ^^"

​มาถึงตรงนี้ต้องขอเบรคเรื่องกินไว้ก่อนครับ...เอี๊ยดดด!! ขณะที่คีบสาหร่ายดองเข้าปากไปนั้น จู่ๆ เหมือนมีหลอดไฟสปอร์ตไลท์เจิดจ้าสว่างปิ๊ง! ขึ้นมาในหัวผม..?? 

เพื่อนๆ จำที่ผมได้เกริ่นนำในตอนแรกได้หรือไม่ว่า สตรีคุณแม่บ้านชาว Ogi town นั้นใช้เรือทาไรบุเนะ เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเก็บสาหร่ายและหอยทะเลตามซอกหินริมชายฝั่ง? ใช่แล้วครับ "เจ้าสาหร่ายหางกระรอก" ที่อยู่ในถ้วยเครื่องเคียงซูชิถ้วยนี้นี่แหล่ะครับ ที่ผมเพิ่งเห็นในน้ำทะเลเมื่อตอนนั่งเรือทาไรบุเนะเมื่อประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าๆ ที่ผ่านมานี่เอง ซึ่งในตอนที่ผมนั่งอยู่ในเรือนั้นผมเกิดความอยากรู้และอยากจะถามคุณป้าคนแจวเรือเสียเหลือเกินว่าเจ้าสาหร่ายพวกนี้เขาเก็บไปทำอะไรกันได้บ้าง แต่มันติดที่พูดกับแกไม่รู้เรื่องนั่นแหล่ะ (ฮ่าฮ่า) จึงไม่ได้ถามไปในตอนนั้น 

มาถึงตอนนี้ก็ได้พบว่าคำตอบนั้นมารออยู่ในจานมื้อกลางวันของผมแล้วครับ แหม... มันช่างลงตัว โป๊ะเชะอะไรกันขนาดนี้ ได้ความรู้ใหม่มาประดับหัวตั้งแต่คีบมื้อกลางวันเข้าปากไปคำแรกเลยแฮะ อิอิ ^^

นี่ไงครับ สาหร่ายหางกระรอกลอยเป็นแพเลย แต่ตอนที่มองจากในเรือดูเหมือนจะสีเข้มกว่านี้ครับ ไม่แน่ใจว่าที่เขาเก็บไปดองเป็นเครื่องเคียงซูชิกันคือมันอันนี้หรือเปล่า แต่หน้าตามันดูคล้ายกันมากๆ ครับ และจากมุมนี้จะเห็นบริเวณเกือบทั้งหมดที่ใช้ในการแจวเรือทาไรบุเนะให้นักท่องเที่ยวได้นั่งกันครับ ดูจากสีของน้ำแล้ว ลีกไม่เกิน 1.5 - 2 เมตรครับ


อิ่มหนำฉ่ำหัวใจได้ความรู้ใหม่กับซูชิคนละเซ็ทกันไป สนนราคาที่ 2,000 เยน!! ฮะ!! โอจิซังคิดเงินผิดหรือเปล่า??

ไม่ผิดหรอกครับ ราคานี้เลยครับคือราคามาตรฐานร้านซูชิบ้านๆ ที่รสชาติและวัตถุดิบไม่บ้าน(รสชาติระดับภัตตาคารด้วยซ้ำไป) กับราคาผมและภรรยาต้องแปลกใจ แต่ก็ประทับใจนะครับโอจิซัง ไว้จะมาใหม่นะครับ ^^


เอาล่ะครับ...​มาเดินทางกันต่อดีกว่า เรามุ่งหน้ากันไป โต๋เต๋ เถลไถล ถ่ายรูปกับซากุระตามรายทางกันต่อดีกว่า จากตรงนี้ไป 1 ชั่วโมงกว่าก็ถึงท่าเรือแล้ว ยังมีเวลามากพอให้แวะได้เรื่อยๆ

เรดาร์ซากุระเริ่มทำงานกันทั้งคู่สามีภรรยา เจอตรงไหนสวย จอดตรงนั้น แต่จอดแบบดีๆ นะครับ ไม่กีดขวางการจราจร ไม่ให้ลำบากหรือเดือดร้อนคนอื่น ถึงการจราจรบนเกาะจะไม่คับคั่ง มีปริมาณรถไม่แน่นหนา แต่คนที่นี่ก็มีระเบียบวินัยในการขับขี่ที่ชวนให้เราต้องอาย และต้องขออภัยในบางลีลาการขับขี่ครับ ^^"

ระหว่างทางเจอจุดรอรถประจำทางพร้อมด้วยซากุระเรียงรายเป็นทิวแถว เลยต้องขอแวะเก็บภาพแห่งความทรงจำกันซะหน่อย อิอิ
ซากุระต้นน้อยๆ ยังบานสะพรั่งได้ขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าทั้งดินและอากาศที่นี่สมบูรณ์แบบจริงๆ ... แฟนคลับซากุระไม่รอช้า ต้องรีบหยุดรถลงไปถ่ายรูปคู่ด้วย :D

หมดเวลาโต๋เต๋ เถลไถล เรากลับมาถึงท่าเรือ Ryotsu บ่ายสามโมงครึ่ง ก็จัดแจงคืนรถเช่าให้เรียบร้อย โดยก่อนที่จะคืนรถก็ต้องแวะเติมน้ำมันที่ปั๊มระหว่างทางก่อน (ตามที่มีชี้แจงไว้ในคู่มือรถเช่าว่าต้องเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนคืนรถ และรถต้องเติมน้ำมันชนิดใด รวมถึงมีแผนที่บอกที่ตั้งของปั๊มน้ำมันที่สามารถไปเติมได้ในเส้นทางด้วยครับ) จากนั้นก็ข้ามมาขึ้นเรือเพื่อกลับสู่ Niigata กัน

เรือมารอแล้ว แต่ก็ยังพอมีเวลาโอ้เอ้ เก็บความทรงจำและกลิ่นอายแห่งซาโดะ ด้วยภาพถ่ายกันอีกสักเล็กน้อย


เมื่อเข้าสู่ท่าเรือก็นำ voucher ที่เก็บรักษากันมายิ่งชีพไปแลกตั๋วเรือเที่ยวขากลับ แล้วนั่งรอประตูผู้โดยสารเปิดเหมือนตอนขามาครับ

เรือออกตามเวลา 16:05 น. จากมุมนี้ที่ท้ายเรือ ได้เห็นแสงยามเย็นแบบนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าเกาะซาโดะนั้นวานให้ดวงอาทิตย์ช่วยส่องแสงยามเย็นมาบอกลา
และใครบางคนก็บินมาบอกลาเราด้วยเช่นกัน "แกว๊ก แกว๊ก แล้วกลับมาเที่ยวกันอีกน้าาา" (เสียงนกนางนวล เอาฮา ฮ่าฮ่า)


หวังว่าเรื่องราวทริปซาโดะชิมะของเราทั้งสองคนจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความอยากออกไปสัมผัสธรรมชาติอันห่างไกลให้กับเพื่อนๆ ที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่นกันได้บ้างนะครับ สำหรับผมและคนข้างๆ เราต่างรู้ดีแล้วว่าสถานที่ในฝันยังมีมากกว่าที่เราเห็นจากโซเชียลในทุกวันนี้ และมันทำให้เราหลงรักในมนต์เสน่ห์แห่งการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมากยิ่งขึ้น "แรงบันดาลใจได้พัดเข้ามาดั่งสายลมเย็นฉ่ำ นำพาให้เราออกมาพบกับสถานที่แห่งความฝันและความทรงจำที่ดีบนหนทางข้างหน้า อย่าหยุดที่จะใฝ่ฝัน อย่ากลัวที่จะก้าวออกมา" สำหรับ Blog นี้คงต้องขอกล่าวอำลากันแล้ว และผมก็ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ที่คนที่ติดตามอ่านกันมาจนถึงตอนนี้ด้วยครับ


สวัสดีและพบกันใหม่ใน Blog หน้า กับ Yuri JT ครับ

เวลาหมุนเวียนผ่านเลยไปดูช่างเนิ่นนาน นับจากวันที่ก้าวเดินจากมา แต่...

เวลาของเรายังหยุดอยู่ที่ซาโดะ Pause the time at Sado


สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1 และ 2 สามารถติดตามอ่านเรื่องราวทริปซาโดะชิมะกันได้จาก link ด้านล่างนี้นะครับ ^^

http://www.ilovejapan.co.th/travel/entry/pause-the-time-at-sado

http://www.ilovejapan.co.th/travel/entry/pause-the-time-at-sado-2


สนใจทัวร์ญี่ปุ่นแบบส่วนตัว คลิกที่นี่เลยครับ http://www.ilovejapantours.com/th