t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

รีวิว Hotel Mystays Nishi Shinjuku : เดินไปไหนก็สะดวก สนุกได้ตลอดคืน

รีวิว Hotel Mystays Nishi Shinjuku : เดินไปไหนก็สะดวก สนุกได้ตลอดคืน

By , วันจันทร์, 13 พฤษภาคม 2562

​สวัสดีครับเพื่อนๆทุกคน ในวันนี้โอทารุจะขอกลับมาเรื่องท่องเที่ยวญี่ปุ่นกันครับ ครั้งนี้ผมจะมารีวิวการเข้าพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านชินจุกุซึ่งเป็นย่านชื่อดังของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีกิจกรรม entertainment และเรื่องกินให้เราได้ใช้เวลากันอย่างเพลิดเพลินครับ! 

​โรงแรมแห่งนี้ ต้องขอบอกก่อนว่า "มีมากกว่า 90 สาขาในประเทศญี่ปุ่น" และกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆที่เรารู้จักกันดี เช่น Tokyo, Osaka, Fukuoka, Sapporo, Otaru ดังนั้น หากเราติดใจในเครือนี้ก็สามารถไปพักในสาขาอื่นๆได้อีกในทริปหน้าครับ

สำหรับครั้งนี้ ผมเลือกพักที่สาขา Nishi Shinjuku ซึ่งก็ถือว่ามีที่ตั้งที่เดินได้จากสถานี JR Shinjuku และสถานีรถไฟใต้ดิน Shinjuku (ซึ่งมีชื่อสถานีที่คล้ายกันมากจนบางครั้งทำให้เราสับสน) โดยระยะทางการเดินทางจากประตูทางออกที่ใกล้ที่สุดถึงหน้าโรงแรมก็จะอยู่ที่ราวๆ 500 เมตรอันเป็นระยะทางที่ผมคิดว่าไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ยิ่งถ้าอากาศดีๆนะ เดินเพลินครับ แป๊บเดียวก็ถึงแล้วล่ะ    

​บอกดักไว้ก่อนว่าโรงแรมในเครือนี้ส่วนใหญ่ถ้าเป็นสาขาในเมืองใหญ่จะเป็นแบบ "3 ดาว" นะครับคือ มีพนักงาน Front ให้บริการ 24 ชั่วโมง มีห้องอาหารให้กินข้าวเช้า มีบริการแม่บ้านประจำวัน และที่จอดรถให้ (ส่วนใหญ่คิดเงิน) แต่ใครที่หวังแบบหรูหราว่า ต้องมี onsen หรือห้องปูเสื่อตาตามิสไตล์ญี่ปุ่นหรือทำเลหรูๆ อันนั้นน่าจะต้องไปโรงแรมเครืออื่นจะรองรับความต้องการได้มากกว่าครับ สรุปง่ายๆบ้านๆว่า "ที่นี่มัน Business Hotel นั่นแหละนะ อย่าไปหวัง service เลิศๆมากก็จะไม่ผิดหวังครับ"

​ที่ตั้งของโรงแรม

-จากสถานี JR Shinjuku ให้หาประตูทางออก West Exit (ไม่ใช่ Central West Exit) จากนั้นเมื่อออกมาจะเจอเหมือนทางลาดที่บังเราอยู่ด้านบนก็ให้หันขวาแล้วเดินเลียบถนนเล็กๆนี้ไปเรื่อยๆแล้วเราจะเจอถนนใหญ่เป็นสี่แยกพอดี จากนั้นให้เราเดินข้ามสี่แยกมาอีกนิดหน่อย ก็จะเจอสี่แยกเล็กๆ ให้หันซ้ายแล้วเดินเข้าซอยไปอีกนิดเดียวจะเจอสวนสาธารณะเล็กๆ จากนั้นก็จะเจอโรงแรมอยู่ตรงสวนแห่งนี้ครับ (แรกๆอาจจะงง แต่พอจับทางได้แล้ว ใช้เวลาเดินประมาณ 5-7 นาทีก็กลับไปสถานี Shinjuku ได้แล้วครับ รับรอง) ระยะทางรวมประมาณ 500 เมตรครับ

-จากสถานีรถไฟใต้ดิน Shinjuku Nishiguchi (สายสีม่วง Oedo Line) ออกประตู D5 พอขึ้นมาให้หันขวาแล้วเดินอีกนิดจะเจอสี่แยกเล็กๆ ให้ข้ามมาฝั่งตรงข้ามแล้วก็เข้าซอยอีกนิด ก็จะเจอสวนสาธารณะเล็กๆหน้าโรงแรมเช่นกัน ระยะทางเส้นนี้จะสั้นกว่ามาก แค่ 200 เมตรเท่านั้นครับ นับว่าสะดวกมากจริงๆ 

อ้อ! มีประเด็นหนึ่งที่ผมต้องบอกเพื่อนๆกันตามตรงก่อนจะไปรีวิวห้องพักนะครับ ใครที่คิดว่าตัวเองเป็นคนมี sense หรือสัมผัสพิเศษแล้วเคยเจอเรื่องเหนือธรรมชาติมาก่อน ผมเตือนเลยว่า "โรงแรมนี้อยู่ติดกับสุสานของคนญี่ปุ่นนะครับ" แน่นอนว่า บางห้องถ้าเปิดหน้าต่างก็อาจจะเห็น "สุสานวิว" ดังนั้น ใครที่รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่สะดวกใจก็อาจจะมองหาตัวเลือกโรงแรมอื่นก็ไม่ผิดกติกานะครับ

​ในส่วนของห้องพักนั้น ตอนที่รีวิวผมมากับเพื่อนๆ แต่บางคนก็มาเป็นคู่ บางคนก็นอนเดี่ยวรวมทั้งผมด้วย ดังนั้น ประเภทห้องที่จองไว้ก็มีทั้ง Single และ Twin ครับ ซึ่งผมเองก็จองห้องพักแบบ Single ไว้ จึงจะขอเน้นไปที่ห้องลักษณะดังกล่าวนะครับ อย่างไรก็ตามผมขอบอกให้เพื่อนๆทราบเป็นข้อมูลเรื่องประเภทห้องพักและขนาดห้องพักในโรงแรมสาขานี้ให้ทราบกันเสียก่อน ดังนี้

1.Standard Single Room : ขนาดห้อง 11 ตารางเมตร พักได้ 1 คน

2.Standard Double Room : ขนาดห้อง 14 ตารางเมตร พักได้สูงสุด 2 คน

3.Superior Twin : ขนาดห้อง 16 ตารางเมตร พักได้สูงสุด 2 คน

4.Deluxe Twin : ขนาดห้อง 19 ตารางเมตร พักได้สูงสุด 2 คน (เป็นห้องที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสาขานี้แล้วครับ)

เมื่อมาถึงที่โรงแรมแล้ว ให้มองหาบันไดหรืออ้อมไปใช้ลิฟต์ที่อยู่ใกล้ๆลานจอดรถเพื่อขึ้นไป Lobby ซึ่งอยู่ชั้น 2 ครับ เพราะชั้น 1 เขาใช้เป็นลานจอดรถทั้งหมด (มี่ที่จอดไม่มากนัก ใครเช่ารถขับอาจต้องใช้ดวงนิดนึงนะครับ) อ้อ! ลานจอดรถที่ผมว่า ไม่ใช่ของโรงแรมนะครับ ถ้าใครจะจอดก็ต้องจ่ายเงินเหมือนจอดในลานจอดสาธารณะตามปกติ ไม่มีส่วนลดใดๆทั้งสิ้นครับ! 

เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้น 2 (หรือจะใช้ลิฟต์ก็ได้) เราก็จะพบกับ Front ขนาดไม่กว้างนักและร้านอาหาร 1 ร้านภายในชั้นนี้ครับ ขั้นตอนการเช็คอินก็ไม่มีอะไรพิสดาร แต่ขอบอกก่อนว่า "Check in ได้ตั้งแต่ 15:00 น. เป็นต้นไป และ Check out 11:00 น." นะครับ ดังนั้นถ้าใครลงเครื่องมาเช้าแล้วอยากได้ห้องไวๆก็คงได้แค่ฝากกระเป๋าไว้ที่ Front หรือไม่ก็ต้องติดต่อโรงแรมล่วงหน้าแล้วจ่ายเงินเพิ่มล่ะครับ 

เอาล่ะ กล่าวถึงหน้าตาของโรงแรมและ Front กันไปแล้ว มาดูห้องพักกันบ้างดีกว่าครับ อย่างทีบอกคือ ผมจอง Standard Single Room มา ก็นอนคนเดียวนั่นล่ะนะ ดังนั้น ห้องก็จะแคบๆนิดนึงกระโดดทีนึงก็เจอผนังอีกด้านแล้ว แต่ห้องพักสไตล์โรงแรมญี่ปุ่นแบบนี้ถึงห้องจะเล็กแต่ "สิ่งอำนวยความสะดวกไม่เล็กนะครับ" คือ มีพร้อมมากจริงๆ เช่น Free Wifi ตู้เซฟ ตู้เย็น ชุดนอน รองเท้าแตะ เครื่องฟอกอากาศ แอร์+ฮีทเตอร์ หัวที่ชาร์จแบบ universal ปลั๊กไฟที่มีหลายจุด โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ ลำโพงขนาดพกพา กาต้มน้ำ ไดร์เป่าผม สบู่ ยาสระผม อ่างอาบน้ำทรงยาว โฟมล้างหน้า ที่สำคัญพวกอุปกรณ์ในการอาบน้ำนี่เด็ดมากเพราะเขาให้หยิบฟรีได้ที่ตู้ตรงข้าม Front ครับ ที่ผมเอามาใช้คือ เกลืออาบน้ำ! ปกติมันก็มีราคานิดนึง แต่ที่นี่หยิบได้ฟรีเลย ก็ใช้ให้คุ้มครับ แต่อย่าหยิบติดมาจนน่าเกลียดนะครับ ทีละแพคก็พอแล้วล่ะ ^^ ว่าแล้วเอาหน้าตาห้องพักแบบรวมๆไปดูกันครับ

​สำหรับห้องแบบ Standard Twin นั้น เพื่อนผมที่มาด้วยได้ใช้นอน แต่ว่าห้องพักนั้น เขาไม่ได้ถ่ายตอน check in มาให้ (มีแค่รูปห้องเละๆตอน check out แล้ว) ดังนั้น โอทารุจึงขอใช้ภาพจากเว็บไซต์ของโรงแรมมาให้ดูจะดีกว่าครับ ซึ่งห้องแบบ Twin นี้ก็เหมาะกับคู่รักหรือครอบครัวอยู่พอสมควรนะครับ คือ ไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ได้แคบจนเดินสวนกันไม่ได้แบบบางโรงแรม ที่สำคัญเพื่อนผมที่นอนห้องนี้ เขามีภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์อ่อนๆก็นอนห้องพักประเภทนี้ด้วย ซึ่งเจ้าตัวก็ฝากบอกมาว่าภรรยาของเขานอนได้สบายๆและห้องน้ำกว้างกว่าปกติด้วย (ห้องน้ำใน Twin จะเป็นแบบแนวยาวสี่เหลี่ยมผืนผ้าและนั่นทำให้เขาขยับตัวได้มากกว่าปกติ ไม่ชนผนังนั่นเอง) ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกจะเหมือนกันกับห้องแบบ Single ครับ

​ในส่วนของอาหารเช้านั้น หากไม่ได้รวมอยู่ในค่าห้องพักก็สามารถสั่งแยกได้ครับ โดยเมนูที่มีให้จะเป็นอาหารชุดแบบอเมริกันหรือญี่ปุ่น (ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์นะครับ) ส่วนใครที่มีเด็กมาด้วย ก็จะมีชุดอาหารคุณหนูเสิร์ฟให้ฟรีแต่อายุเด็กต้องไม่เกิน 6 ขวบนะครับและเราไม่สามารถสั่งแค่อาหารให้เด็กทานเปล่าๆได้หรือพูดง่ายๆคือ "พ่อแม่ต้องสั่งอาหารก่อนถึงจะแถมของเด็กให้ อยู่ๆไปขอฟรีไม่ได้นั่นแหละ" โดยราคาอาหารชุดในช่วงที่ผมไปพักนั้นจะอยู่ที่ 950 เยน (ถ้าสั่งล่วงหน้าเหลือ 900 เยน) ทั้งนี้ หากเพื่อนๆที่จองห้องมาแบบไม่รวมอาหารเช้าก็ติดต่อซื้อคูปองที่ Front แล้วก็เข้าไปยืนให้ที่ร้านอาหารนะครับ อันนี้หน้าตาเมนู หากไปพักจริงเมนูอาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้น ไม่ต้องตกใจนะครับ 

เมื่อกล่าวถึงทำเลรอบๆโรงแรมนั้น เพื่อนๆอาจจะสงสัยว่าเดินไปไหนก็สะดวกคือยังไง ผมก็ขอบอกเลยว่าแถวโรงแรมนี้ "ร้านอาหาร+ร้านเหล้าเพียบ" บางร้านเปิดกันโต้รุ่งก็มีหรือปิดดึกดื่นตีสองตีสาม ร้านที่คนไทยรู้จักกันดีก็คือ ร้าน Isomaru Suisan ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมแค่ 100 เมตรก็เดินได้สบายแถมเปิด 24 ชั่วโมงหรือจะกินร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างปิดดึกๆ หรือจะเลือกเข้าร้านราเมงก็มีให้ลองซัดกันถมถืดเลยครับในย่านนี้ ส่วนใครที่รักแสงสียามราตรีหรืออยากจะออกไป shopping ก็สามารถเดินเลียบมาทางแนวรถไฟแล้วเดินไปที่ย่านคาบุกิโจชื่อดังก็ได้ ตรงนั้นมีห้าง Donki อยู่หนึ่งสาขาหรือใครจะข้ามถนนกลับมาทางสถานี JR Shinjuku ก็ได้ มีร้านข้าวหน้าเนื้อ Matsuya หรือข้าวราดแกงกะหรี่ Coco Ichibanya เปิด 24 ชั่วโมงพร้อมราคาสบายกระเป๋าเช่นกัน อ้อ! มีคาราโอเกะ 24 ชั่วโมงให้บริการด้วยนะครับ ร้องให้คอแตกกันไปข้างนึงเลยก็ได้ 555  ดังนั้น มานอนย่านนี้ ไม่ต้องกลัวว่าถ้าใช้ชีวิตเป็นค้างคาวตอนอยู่เมืองไทยแล้วจะไม่มีอะไร เพราะที่ย่านนี้ยิ่งดึกยิ่งคึกคักครับ แล้วก็ย่านนี้ยังสะดวกสบายเรื่องการเดินทางเพราะสถานี Shinjuku คือหนึ่งในศูนย์กลางการคมนาคมทางราง ที่เราสามารถนั่งรถไฟแบบยิงตรงไปเที่ยวเมือง Nikko Kamakura Matsumoto Hakone หรือจะต่อรถบัสไป Kawaguchiko หรือเมืองหลักอื่นๆก็ล้วนมีท่ารถที่นี่ทั้งนั้น แถมยังมีรถไฟด่วน Narita Express ยิงตรงไปสนามบินนาริตะได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถไฟกลางทางให้ปวดหัวอีก เรียกว่าสะดวกมากจริงๆสำหรับย่านนี้ครับ

สุดท้ายก็คงเป็นเรื่องของราคาที่หลายๆคนน่าจะสงสัย ผมก็ขอสรุปสั้นๆให้ไปคำนวณเงินกันคร่าวๆกันตามราคาด้านล่าง ทั้งนี้ บอกก่อนว่าเป็น "ประมาณการ" นะครับ ไม่ใช่ราคาเป๊ะๆ ก่อนจองต้องตรวจสอบราคาอีกทีนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน! 

-ห้อง Single ราคา 2,400 บาท ถ้ารวมอาหารเช้าจะอยู่ประมาณ 2,550 บาท ต่อห้องต่อคืน

-ห้อง Double ราคา 2,900 บาท ถ้ารวมอาหารเช้าจะอยู่ประมาณ 3,300 บาท ต่อห้องต่อคืน

-ห้อง Superior Twin ราคา 3,300 บาท ถ้ารวมอาหารเช้าจะอยู่ประมาณ 3,600 บาท ต่อห้องต่อคืน

-ห้อง Deluxe Twin ราคา 3,600 บาท ถ้ารวมอาหารเช้าจะอยู่ประมาณ 3,900 บาท ต่อห้องต่อคืน

**กรณีที่มีใครจองห้อง Double หรือ Twin แต่นอนคนเดียว ราคาจะถูกกว่าเรทสองคนเล็กน้อยราวๆ 7-10% ครับ (ขึ้นอยู่กับโรงแรมด้วย)

สรุป : โรงแรมนี้ ถือว่าอยู่ในย่าน Shinjuku ที่แสนคึกคักไม่มีวันหลับ เพื่อนๆที่เป็นสายกิน/สายดึกน่าจะชอบแน่นอนเพราะของกินหาได้ง่ายดายเพียงไม่กี่ก้าวจากโรงแรม ส่วนสายเที่ยวก็นับว่าไม่ได้เดินไกลจนทรมานมาก ถนนดีราบเรียบสามารถลากกระเป๋าตั้งแต่สถานีรถไฟถึงโรงแรมได้แน่นอนครับ (เพราะผมลากมาแล้วกับเพื่อนอีกหลายชีวิต ดูภาพประกอบได้เลย) อีกทั้งยังมีรถไฟที่เชื่อมต่อกับเมืองท่องเที่ยวต่างๆหรือสนามบินได้อีก เรียกว่าครบเลยถ้ามานอนในย่าน Shinjuku ครับ ก็หวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับเพื่อนๆที่กำลังมองหาที่พักในโตเกียวนะครับ ไว้มีโอกาสผมจะมารีวิวโรงแรมในย่านอื่นๆอีก สวัสดีครับ ^^ 

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถคลิกที่เว็บไซต์ของโรงแรมโดยตรง 

ภาพปกและภาพห้อง Twin จากเว็บไซต์ของโรงแรม ส่วนภาพประกอบที่เหลือมีลายน้ำเป็นของโอทารุทั้งหมดครับ