t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

รีวิวโรงแรม Rihga Royal Kyoto : ห้องพักแสนสบายกลางเมืองหลวงเก่าและใกล้สถานี JR Kyoto

รีวิวโรงแรม Rihga Royal Kyoto : ห้องพักแสนสบายกลางเมืองหลวงเก่าและใกล้สถานี JR Kyoto

By , วันพุธ, 13 พฤศจิกายน 2562

​สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้โอทารุขอข้ามฝั่งมาที่คันไซเพื่อมารีวิวโรงแรมระดับ 4 ดาวแห่งหนึ่งกลางเมืองเกียวโตซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆที่มีครอบครัวเด็กเล็กหรือคุณพ่อคุณแม่สูงวัยนะครับ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา มาเข้าเรื่องกันโลดจ้าาาา

​ปัจจุบันนี้เกียวโตได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมาก ไม่ใช่แค่คนญี่ปุ่นเองที่ก็แวะเวียนมาท่องเที่ยวเมืองเก่าแห่งนี้อย่างสม่ำเสมอ แต่ชาวต่างชาติทั้งชาวไทย จีน ไต้หวัน ฮ่องกง หรือแม้กระทั่งมาเลเซีย รวมไปถึงฝรั่งชาติต่างๆก็มุ่งหน้ามาชมความงามของเกียวโตกันเป็นจำนวนมากเช่นกัน ที่พักในเมืองก็เติบโตขึ้นเป็นดอกเห็ดเช่นกัน ทว่าที่พักระดับ 4-5 ดาวก็อาจจะไม่ค่อยได้รับการโปรโมทกันมากหน่อยเพราะราคาก็ค่อนข้างสูง แต่โชคดีที่ผมมีโอกาสได้ไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่เกียวโต ทำเลก็ถือว่าไม่แย่นะครับ เดินไม่ไกลจากสถานี JR Kyoto แค่อึดใจก็ถึงแล้ว ซึ่งโรงแรมที่ผมจะมารีวิวในครั้งนี้มีชื่อว่า โรงแรม Rihga Royal Kyoto เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาวครับ!

ขอบอกให้ทราบนิดนึงว่าเชนโรงแรมนี้มีสาขาอื่น เช่น กรุงโตเกียว โอซาก้า ฮิโรชิม่า โอกินาวะ ฯลฯ ด้วยนะครับ

ทำเล : ถ้าวัดระยะทางจากประตูหลักของสถานี JR Kyoto ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินออกมา (ประตูที่ออกมาแล้วจะเจอท่ารถบัสกับหอคอยเกียวโตนั่นแหละครับ) ก็จะมีระยะทางอยู่ที่ประมาณ 700 เมตร และใช้เวลาเดินแบบมีกระเป๋าลากด้วยก็ประมาณ 10-15 นาที แต่ถ้าใครขี้เกียจเดิน ทางโรงแรมก็มี shuttle bus ให้บริการเช่นกัน แต่รถบัสจะมาเป็นรอบๆ ทุก 15 นาทีครับ ถ้าใครอยากขึ้นรถบัสฟรีก็ต้องออกประตู Hachijo Exit แล้วข้ามทางมาล้ายมานิดเดียวก็จะเจอรถบัสสีเขียวของโรงแรมจอดรออยู่ครับ

ตารางรถบัสของโรงแรมสามารถอ่านได้ที่นี่ครับ!

​สำหรับโอทารุเอง ผมเลือก "เดิน" ครับ ง่ายดี จะได้สำรวจบริเวณรอบๆโรงแรมและดูบ้านเมืองด้วย ถ้าใครเลือกเดินแบบผมก็บอกเลยว่าจะผ่านโรงแรมธุรกิจชื่อดังและร้านสะดวกซื้อรวมทั้งร้านขายกล้องถ่ายรูปและที่ทำการไปรษณีย์กลางของเกียวโตครับ ระหว่างทางไม่ต้องกังวลนะครับ "ถนนเรียบ ไม่มีหลุมอุกกาบาตมาทำร้ายล้อกระเป๋า ฟุธบาธไม่มีเสาไฟฟ้าผ่ากลาง และบรรยากาศรอบๆไม่วังเวงเลย จะข้ามถนนก็มีไฟเขียวไฟแดง หรือจะขึ้นสะพานลอยก็ย่อมได้ คือ ปลอดภัยแน่นอน" อ่ะ เอาหน้าตาด้านนอกของโรงแรมไปดูกันครับ

​เมื่อเข้ามาในโรงแรมแล้ว Front จะอยู่ใกล้ๆกับหน้าประตูทางเข้าของโรงแรมเลยครับ ก็บอกกันตรงนี้ว่า นโยบายโรงแรมคือ Check in ได้ตั้งแต่ 14:00 น. และ Check out 11:00 น. ครับ (ใครจะขอ late check out อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ส่วนห้องพักนั้น เท่าที่ตรวจสอบกับเว็บไซต์ของทางโรงแรมนั้น ก็ต้องตะลึงเพราะ "มีถึง 20 ประเภท" แต่ประเภทห้องก็ไม่ได้พิสดารหรือจำยากอะไรครับ มีทั้งเตียงเดี่ยว เตียงคู่ ห้องแบบญี่ปุ่นก็มีแต่เป็นแบบร่วมสมัย คือ ห้องปูพื้นด้วยเสื่อตาตามิแต่นอนบนเตียงนะครับ นอกจากนี้ห้องส่วนใหญ่ก็จะมีบานเลื่อนแบบญี่ปุ่นที่ให้ความรู้สึกญี่ปุ่นนิดนึงด้วยล่ะ อ้อ! เจ้าหน้าที่ที่ Front ถือว่าพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าหลายๆเมืองในญี่ปุุ่นเลยครับ รู้สึกจะมีเจ้าหน้าที่ที่พูด "จีนกลาง" ได้ด้วยนะ เอาเป็นว่า ใครพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ไม่ต้องกังวลกับโรงแรมระดับนี้เลยครับ 

สำหรับทริปนี้ โอทารุจองห้อง Standard Twin (Premium) พร้อมอาหารเช้า จำนวน 1 คืนครับ หลังจากเช็คอินแล้ว ก็จะได้รับ Keycard มา แล้วก็เดินขึ้นลิฟต์ไปที่ห้องได้เลย

ราคาห้องพัก : จริงๆแล้วโรงแรมนี้แม้จะเป็นระดับ 4 ดาว แต่ราคาถ้าเจอโปรโมชั่นดีๆ อาจจะเจอราคาประมาณ "สองพันปลายๆ" สำหรับห้องแบบ Standard ได้ครับ ตัวผมเองนั้น เนื่องจากมาพักในช่วงวันหยุดยาวของญี่ปุ่น ค่าห้อง Standard Twin ก็เลยแพงกว่าปกติสักหน่อยและมีค่าเสียหายอยู่ที่ราวๆ 5,800 บาท

ห้องพัก : ห้องของผมอยู่ที่ชั้น 9 เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า ห้องกว้างใช้ได้เมื่อเทียบกับโรงแรมธุรกิจทั่วไปเลยครับ ขนาดห้องจะอยู่ที่ 22 ตารางเมตร พร้อมห้องน้ำในตัว สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ถือว่าจัดมาดี เช่น เครื่องฟอกอากาศ ทีวี LCD แอร์+ฮีทเตอร์ ชั้นวางของเพียบ กระติกน้ำร้อน ตู้เสื้อผ้า ปลั๊กไฟก็มีแบบหัวแปลงมาให้เลย (ปลั๊กไฟจากไทยเสียบใช้งานได้เลยครับ) แถมมียูกาตะให้ใส่ด้วยนะครับ แต่ที่เด็ดมากสำหรับคอกาแฟก็คือ มีเครื่องชงกาแฟขนาดจิ๋วอยู่ในห้องพักเลยครับ (แน่นอนว่ามีกาแฟแถมให้ด้วย) อ้อ! โรงแรมมีน้ำเปล่าแจกฟรีให้ห้องละ 2 ขวดด้วยนะ ประหยัดได้อีกนิดครับ ^^ ส่วนในห้องน้ำก็ใช้ของแบรนด์ที่มีชื่อว่า Laura Ashley ตัวห้องน้ำก็กว้างขวางดี สุขาเป็นแบบ Auto มีที่ล้างทั้งหน้าและหลัง พร้อมอ่างอาบน้ำที่ลงไปแช่ได้ทั้งตัว ยืดขาสบายยยยยยย

ส่วนตัวเห็นว่าห้องพักที่ได้แม้ราคาอาจจะสูงไปสำหรับคอ Backpack แต่ผมว่าห้องแบบนี้มันเหมาะกับครอบครัวหรือกรุ๊ปที่พาผู้ใหญ่ไปด้วยครับ เพราะห้องถือว่าไม่เล็กจนเกินไป ที่สำคัญคือห้องน้ำไม่แคบ ผู้ใหญ่สูงอายุน่าจะชอบจุดนี้แน่ๆ (เพราะถ้าพาพวกเขาไปนอนโรงแรมแบบธุรกิจ บางคนอาจจะบ่นได้ครับ ประสบการณ์ตรงของผมนี่แหละ บางโรงแรมนี่ห้องน้ำเข้าไปแค่หมุนตัวก็ชนอ่างล้างหน้าแล้ว) ส่วนครอบครัวที่มีลูกเล็กแล้วมีรถเข็นก็สบาย ห้องกว้างพอสำหรับเลี้ยงน้องแน่นอน ชั้นวางของก็มีให้หลายที่ เรียกว่า พักสบายแน่ๆครับ

หน้าต่างของห้องพักของผม เป็นแบบเปิดได้ (แต่แค่แง้มๆนะครับ) โดยมีบานเลื่อนแบบญี่ปุ่นที่เราเลื่อนเองไปมาได้อีกชั้นนึง สำหรับวิวห้องพักของผม ถือว่าโอเลยเพราะเป็นวิว Kyoto Tower (แบบไกลๆ) ครับ เห็นทั้งกลางวันกลางคืนเลยล่ะ ^^

ในส่วนของห้องพัก ก็ถือว่าประมาณนี้ครับ หลังจากเก็บข้าวของและถ่ายรูปห้องแล้ว ผมก็ออกมาเดินเล่นแถวสถานีเกียวโตรวมทั้งศาลเจ้าชื่อดังและปิดท้ายด้วยการเข้าห้าง Donki เพื่อละลายทรัพย์ก่อนกลับไทยครับ สำหรับการเดินนั้น จริงๆ ถ้าไม่อยากใช้รถบัสก็เดินเท้าไปได้สะดวกแบบเดียวกับขามาครับ โดยถ้าเดินทางฝั่งใต้ จริงๆก็ถือว่าไม่ไกลจากห้าง Aeon มากนัก มี Starbucks และซุปเปอร์มาร์เกต แถมร้านอาหารอร่อยๆหลายร้านเลย ส่วนร้านสะดวกซื้อก็หาไม่ยากครับ มีใกล้ๆโรงแรมสองแห่ง ดึกแค่ไหนก็แวะมาได้นั่นล่ะ ^^ 

แถมพิเศษ : โรงแรมนี้มีสระว่ายน้ำ Indoor ที่สวยงามมาก เปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ 07:00-21:00 น. ทุกวัน และก็มี Fitness ให้ใช้บริการด้วยเช่นกันครับ โดยเวลาเปิดปิดจะพร้อมสระว่ายน้ำเลย

หลังจากภารกิจทเดินซื้อของฝากจบแล้วก็เดินกลับห้องพักเพื่อเก็บกระเป๋าต่อไป คืนที่ไปนอนนั้น อุณหภูมิของเกียวโตอยู่ที่ราวๆ 26 องศาเซลเซียสครับ ถือว่าไม่ร้อนไม่หนาวสำหรับผม บรรยากาศกำลังสบาย หลังจากผมเปิดหน้าต่างแล้วก็จัดกระเป๋าให้เรียบร้อยแล้วก็หลับไปด้วยความสบายสุดๆครับ!

ตื่นเช้ามาวันถัดมา เนื่องจากค่าห้องรวมอาหารเช้าด้วย ก็เลยลงไปกินให้คุ้มกับที่จ่ายไปครับ ห้องอาหารจะอยู่ที่ชั้น G ใกล้ๆกับ Front ที่เราทำการ Check in นั่นเอง ก่อนเข้าไปก็แจ้งหมายเลขห้องให้พนักงานทราบแล้วพนักงานจะพาเราไปนั่งที่โต๊ะที่ยังว่างอยู่ครับ อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผมลงมากินอาหารเช้านั้น เป็นช่วงเกือบๆ 8 โมง ทำให้ที่นั่งในห้องอาหารแบบโต๊ะเดี่ยวถูกยึดครองไปหมดแล้ว และที่น่ากลัวคือ มีทัวร์จีนลง!!! เสริมด้วยทัวร์คุณป้าญี่ปุ่น ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศค่อนข้างแน่นขนัดทีเดียว แต่ก็ยังดีที่คนส่วนใหญ่ยังต่อแถวกันเป็นระเบียบนะครับ อ้อ! ช่วงที่ผมไปนั้น เป็นช่วงปลายเดือนกันยายน แต่ทางโรงแรมก็จัดธีม Halloween ไว้รอรับเทศกาลกันแล้ว ก็ถือว่ามีการตกแต่งที่เข้าบรรยากาศดีครับ

อาหารที่มีนั้น เป็นแบบ Buffet ซึ่งมีทั้งแบบตะวันตกและญี่ปุ่นครับ คือ มีทั้งไข่คน ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม เบค่อน ไก่ ส่วนฝั่งญี่ปุ่นก็มีพวกเส้นบุก ผักพื้นบ้าน ไข่หวาน ปลาแซลมอนย่าง แล้วก็พวกซุปมิโสะด้วย สำหรับขนมปังก็มีให้เลือกหลายชนิดเช่นกันครับ เอาเป็นว่าถ้าไม่ได้รีบกินรีบทำเวลา รับรองว่ามีให้เลือกเยอะครับ ยิ่งน้ำผลไม้น้ำอัดลมนี่มีเป็นเครื่องกดให้เลือกได้ตามสบายเลย ^^ 

**แนะนำเกร็ดความรู้ : ในช่วงเช้าถ้าใครเกิดปวดท้องแล้วไม่อยากกลับไปเข้าห้องน้ำที่ห้องตัวเอง จะบอกว่าที่ตรงข้าม Front จะมีห้องน้ำอยู่นะครับ แต่ถ้าห้องน้ำตรงนั้นเต็ม ให้สังเกตบันไดที่ลงไปชั้นใต้ดิน (อยู่ติดห้องน้ำเลย) พอเดินลงไปให้หันขวา จะเจอห้องน้ำอยู่อีกที่นึงครับ ตรงนี้จะเงียบกว่าและคนไม่ค่อยรู้ เข้าสบายกว่าชั้น G ครับ

 หลังจากอิ่มหนำกับอาหารเช้าแล้ว พอผมกลับขึ้นห้องไปได้สักพักก็เก็บกระเป๋าแล้วก็เตรียมตัวลากกระเป๋าลงมาที่ Front เพื่อทำการ Check out ต่อไป และจากจุดนี้ ผมมีรถตู้มารับไปส่งที่สนามบินคันไซครับ ส่วนเพื่อนๆที่จะไปรถไฟก็สามารถเดินหรือขึ้น Shuttle Bus ของโรงแรมได้ฟรีเช่าเคย หรือใครจะฝากกระเป๋าไว้ที่ Front ก่อนแล้วไปเที่ยวในเมืองเกียวโตก่อนแล้วกลับมาเอาทีหลังก็ได้ (แต่ฝากค้างคืนไม่ได้นะครับ) ก็เป็นอันจบการรีวิวแบบสั้นๆเพียงเท่านี้ครับ  

สรุป : โรงแรมเชนนี้ ถือว่ามีห้องที่กว้างขวางใช้ได้ เหมาะกับกลุ่มครอบครัวที่มีเด็กเล็กหรือใครที่พาผู้สูงอายุมาเที่ยวเกียวโตด้วยน่าจะชื่นชอบห้องพักของโรงแรมนี้ครับ พนักงานต้อนรับของโรงแรมนี้ก็สื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับที่ดีพอสมควร ส่วนอาหารเช้าในโรงแรมก็มีหลากหลาย ส่วนการเดินทางจากโรงแรมไปสถานีรถไฟ JR Kyoto ก็มี Shuttle Bus บริการหรือจะเดินเท้าก็ได้ (ใช้เวลา 10-15 นาที) ส่วนขา shopping จะเดินไป Donki หรือ Aeon ก็สะดวกครับ

​ภาพปกจาก tokyoweekender

ภาพแผนที่จาก Google

ภาพรถบัสจากเว็บไซต์ของโรงแรม

ภาพประกอบที่เหลือจากกล้องของโอทารุทั้งหมด มีลายน้ำลงไว้แล้ว หากใครจะนำไปใช้เชิงพาณิชย์กรุณาติดต่อผมก่อนนะครับ