t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

แชร์ประสบการณ์แช่ออนเซนในบ่อรวมชายหญิงที่ Sukayu Onsen

แชร์ประสบการณ์แช่ออนเซนในบ่อรวมชายหญิงที่ Sukayu Onsen

By , วันอาทิตย์, 27 ตุลาคม 2562

​สวัสดีเพื่อนๆทุกคนครับ ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นสภาพอากาศก็เริ่มกลับมาหนาวเย็นอีกครั้งหลังจากที่ฤดูร้อนอันแสนยาวนานได้ผ่านพ้นไปพร้อมกับพายุลูกใหญ่หลายลูกที่เป็นข่าวกันไปทั่วโลกเลยทีเดียว แม้ความเสียหายในเมืองใหญ่จะไม่มากแต่ตามต่างจังหวัดนั้นบ้านเรือนเสียหายกันเป็นจำนวนมาก ก็ขอให้กำลังใจชาวญี่ปุ่นและเพื่อนๆชาวไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นทุกคนนะครับ!

สำหรับวันนี้ ไหนๆพูดถึงอากาศที่เริ่มเย็นขึ้นกันแล้ว แถมบางภูมิภาคก็มีใบไม้เหลืองใบไม้แดงให้ชมด้วย ผมจึงถือโอกาสนี้เขียนบล็อกขึ้นมา เป็นเรื่องของการแช่ออนเซนครับ แต่การแช่ออนเซนครั้งนี้คิดว่าไม่ธรรมดาสำหรับหลายๆคนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวบ้านเรา เพราะออนเซนที่ผมจะมาแชร์ประสบการณ์นี้ "เป็นบ่อรวมชายหญิง" หรือพูดง่ายๆคือ ได้เห็นกันหมดนั่นแหละ เรื่องราวจะเป็นยังไง ก็เลื่อนลงมาอ่านตามได้เลยครับ

​ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าในประเทศญี่ปุ่นในสมัยก่อนนั้น การลงออนเซนแบบรวมทั้งชายหญิงไม่ว่าจะเด็กผู้ใหญ่คนแก่จะเป็นการอาบด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีการอายนะครับ คือ "เป็นเรื่องปกติมาก" เพราะสมัยโบราณนั้นไม่ใช่ทุกบ้านจะมีอ่างอาบน้ำเป็นของตัวเอง แน่นอนว่า ที่ญี่ปุ่นก็จะมี "โรงอาบน้ำสาธารณะ" หรือที่เรียกกันว่า เซนโตะ ให้บริการและตอบโจทย์เรื่องนี้นั่นเอง นอกจากการมาอาบน้ำกันแล้ว ที่โรงอาบน้ำยังเป็นที่พบปะผู้คนในสมัยก่อนและมีปฏิสัมพันธ์กันด้วย ทว่าหลังจากที่ญี่ปุ่นเปิดประเทศและมีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายหรือเจรจาด้านต่างๆกับญี่ปุ่นมากขึ้น ก็เห็นว่าการอาบน้ำรวมแบบนี้เป็นเรื่องที่ล้าหลังมาก ต่อมาเพื่อให้ญี่ปุ่นสมัยทัดเทียมกับอารยประเทศและไม่เป็นที่ครหาว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่ล้าหลัง รัฐบาลในสมัยเมจิจึงประกาศให้เริ่มมีการแยกเพศชาย-หญิงในโรงอาบน้ำและออนเซนต่างๆ จนกระทั่งมีการแยกเพศเวลาลงแช่แบบทุกวันนี้ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆอย่างโตเกียวนั้น บ่อรวมก็ได้กลายเป็นตำนานไปเสียแล้ว (เซนโตะหลายๆแห่งก็เริ่มปิดกิจการเพราะสมัยนี้เกือบทุกบ้านก็มีอ่างอาบน้ำกันหมดแล้ว) ส่วนบางบ่อแช่ก็ปรับตัว คือ ให้แช่รวมเพศได้แต่ผู้แช่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำ (มีบ่อแบบนี้ที่ฮาโกเน่ครับ)

ทว่า หลายๆออนเซนโดยเฉพาะในแถบไกลปืนเที่ยงอย่างภูมิภาค Tohoku ยังคงพยายามรักษาเอกลักษณ์ของบ่อรวมแบบดั้งเดิม ซึ่งเรียกกันว่า Kon Yoku (混浴) อยู่ และก็เป็นที่โชดดีที่ยังมีหลายออนเซนที่เหลือรอดมาจนถึงทุกวันนี้ และหนึ่งในออนเซนที่ว่านั้นก็คือ Sukayu Onsen ที่ผมจะพาเพื่อนๆไปทำความรู้จักในวันนี้ครับ!

​ก่อนอื่นเลย ขอแนะนำวิธีการเดินทางไปที่ Sukayu Onsen ให้ทราบดังนี้ครับ

1. ให้ตั้งต้นจากสถานีรถไฟ Aomori จากนั้นที่ทางออกหลัก (ฝั่งตะวันออก) จะมีเวิ้งรถบัสอยู่ ให้มองหาท่ารถเบอร์ 5-8 จะมีรถบัสของ JR จอดอยู่ ถามคนขับก็ได้ว่าไป Sukayu Onsen หรือเปล่า ใช้เวลาวิ่งประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง รถบัสจะจอดหน้า Sukayu Onsen ให้เลยครับ ค่ารถราคาปกติราวๆ 1,400 เยนต่อเที่ยว แต่ถ้าใครที่มี JR PASS (พาสใหญ่) หรือ JR East Tohoku Area Pass สามารถขึ้นได้ฟรีครับ ทั้งนี้ขอเตือนว่าวันนึงรถเมล์มีรอบค่อนข้างน้อย ดังนั้นต้องบริหารเวลาทั้งไปและกลับให้ดีครับ

2. โอทารุมาวิธีนี้ครับ นั่นคือ "เช่ารถ" จากแถวๆสถานี Aomori เลย วิธีนี้สะดวกตรงที่ไม่ต้องง้อรถบัส จะเอ้อระเหยยังไงก็ได้ (ไปคืนรถให้ทันเวลาก็พอ) อีกอย่างก่อนที่จะมาแวะ Sukayu Onsen ผมได้แวะชมวัดเก่าแห่งหนึ่งกับขึ้นภูเขา Hakkoda น่ะครับ เลยคิดว่านั่งรถบัสน่าจะไม่สะดวกเรื่องเวลาก็เลยเช่ารถ สำหรับการเช่ารถขับเอง อย่าลืมว่าต้องมีใบขับขี่สากลนะครับ ส่วนระยะเวลาจากในเมือง Aomori มาถึง Sukayu Onsen จะเร็วกว่านั่งรถบัสมากครับ แค่ 45 นาทีก็ถึงแล้วล่ะ แม้จะเป็นทางภูเขาแต่ขับง่ายและคนญี่ปุ่นขับรถกันสุภาพมากครับ ระหว่างทางผมไม่เจอ "กระบะขนของแรงทะลุโลกหรือรถซิ่งวิ่งมุดเลนแม้แต่คันเดียวครับ" ชอบจริงๆ ^^  

​เมื่อมาถึง Sukayu Onsen แล้ว ก็หาที่จอดนะครับ ถ้าลานจอดหน้า Onsen เต็มก็สามารถไปจอดลานกว้างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามได้ จอดฟรีครับ จากนั้นเมื่อเดินเข้ามาแล้ว ถ้าไม่ได้เข้าพักที่นี่ก็ให้หันขวาหลังเข้าประตูมา ก็จะเจอกับตู้ขายตั๋วอยู่ (มีภาษาอังกฤษให้นิดหน่อย) ให้เรากดซื้อตั๋วก่อนตามภาพครับ (ตู้นี้รับเฉพาะเงินสดนะครับ ใครชอบพกแต่บัตรเครดิตหรือบัตร Travel ทั้งหลายก็เตรียมเงินสดมาด้วยล่ะ)

--> ตั๋วราคา 1,000 เยนสำหรับผู้ใหญ่ แช่ได้ทั้งบ่อรวมและบ่อแยก รวมทั้งสามารถยืมถ้าขนหนูและเข้าไปพักบริเวณ Rest Area ของออนเซนได้ด้วยล่ะครับ 

*ถ้าเข้าพักที่นี่ก็ให้เดินผ่านประตูเข้าไปจะเจอกับ Front อยู่ทางซ้ายมือ เขียนเป็นคาตาคานะตัวโตเลยครับ แล้วก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ตามขั้นตอนปกติเท่านั้นเอง

สำหรับมนุษย์ออนเซนเช้าเย็นกลับอย่างผม หลังจากได้ตั๋วแล้วให้เดินเข้ามาด้านในแล้วมองไปทางขวาจะเห็นตู้ใส่รองเท้าอยู่ ก็ให้ถอดรองเท้าที่เราใส่มาด้วยแล้วเก็บไว้ในตู้นี้ครับ จากนั้นก็เอาสลิปเปอร์ที่อยู่ในตู้มาสวมแทน ที่สำคัญคืออย่าลืมดึงกุญแจออกไปด้วยนะครับ ไม่งั้นมันจะไม่ล็อกตู้ที่ว่านี้ให้  

เมื่อเปลี่ยนรองเท้าเรียบร้อย พอเดินเข้ามาอีกนิดก็จะเจอกับป้ายโฆษณาของออนเซนพร้อมทั้งป้ายไว้ถ่ายรูปด้วย ตรงจุดนี้จะมีเก้าอี้ให้นั่งพักและมีทางแยกไปออนเซนแบบแยกเพศชาย-หญิง หรือจะเข้าออนเซนแบบรวมครับ

แน่นอนว่าผมเองก็เลือกออนเซนแบบรวมสิ! ให้หันขวาจะเจอทางเข้าอยู่ ซึ่งข้างๆก็มีล็อกเกอร์ (อีกแล้ว!!!) สำหรับใส่สัมภารกทั้งหลายไว้ขณะที่เราไปแช่น้ำ โดยจะมีขนาดราคา 100 เยน กับ 200 เยนให้เลือกครับ (จริงๆมีแบบเล็กจิ๋วด้วย อันนี้ฟรี ไม่ต้องหยอดเหรียญ) ผมเองพกมาแค่เป้ใบเดียวก็เลยใส่ทุกอย่างไว้ในล็อกเกอร์ขนาด 100 เยนครับ ส่วนขนาดของ 200 เยนนั้น เท่าที่กะด้วยสายตาก็สามารถเอากระเป๋าขนาด 20-24 นิ้วมาใส่ได้สบายครับ (แต่ใหญ่กว่านั้นไม่แน่ใจว่าได้ไหม) เพราะล็อกเกอร์ไม่ลึก เราจับกระเป๋านอนก็ไม่ได้ 

งานนี้ผมพกผ้าขนหนูมาเองด้วย ก็เลยไม่ได้ไปยืมของทาง onsen แต่อย่างใด พอปิดล็อกเกอร์เรียบร้อยก็อย่าลืมดึงกุญแจออกมาคล้องข้อมือไว้ด้วยนะครับ จากนั้นก็เดินเข้าไปเปิดประตูบานเลื่อนแล้วเดินเข้าไปด้านในเลย (ประตูทางเข้าแยกเพศนะ ผู้ชายอยู่ซ้ายมือ ผู้หญิงอยู่ขวา อย่าสับสนนะครับ เดี๋ยวเป็นเรื่องผมไม่รู้นะ 555) อ้อ! กุญแจล็อกเกอร์อะ คล้องแขนไว้แล้วเอาเข้าออนเซนได้เลยนะครับ ไม่ต้องมาถอดเก็บไว้ที่ชั้นวางของด้านในอีก กุญแจพวกนี้ออกแบบมาดีและกันน้ำได้ครับ ผมทำประจำ ไม่ต้องกลัวกุญแจเปื่อยคาบ่อนะครับ

เมื่อผมเข้ามาด้านในแล้วก็หาช่องวางเสื้อผ้าที่ว่างอยู่ จากนั้นก็ได้เวลา "ถอดให้หมดทุกชิ้น" ถ้าใครเป็นมือใหม่อาจจะเขินอาย (แต่ถ้าดั้นด้นมาถึงที่นี่ได้ น่าจะเป็นมือเก่า/มือเหี่ยวแล้วละม้างงง) แต่ผมแช่มาเป็นสิบบ่อละครับ ความอายไม่ต้องพูดถึง เพราะมันไม่มีแล้ว จังหวะที่ถอดเสื้อผ้าก็มีทั้งคุณลุงและเด็กหนุ่มญี่ปุ่นที่เพิ่งแช่เสร็จเปิดประตูเดินสวนเข้ามาจากทางเข้าบ่อเหมือนกัน จังหวะที่เปิดประตู ผมก็ได้กลิ่นหอมของไม้ที่อยู่ในบ่อครับ มันหอมมากๆ บรรยายไม่ถูกว่ากลิ่นยังไงแต่เป็นกลิ่นไม้ธรรมชาติแน่นอนและอยู่เมืองไทยก็ไม่เคยได้กลิ่นไม้แบบนี้เลย

พอเปลือยกายล่อนจ้อนแล้วก็ได้เวลาเตรียมลงอ่าง เอ้ย! บ่อพุน้ำร้อนครับ และก็ขอบอกว่ามีห้องน้ำให้ปลดทุกข์ในห้องแต่งตัวนี้หนึ่งห้อง จะเข้าก็เข้าซะนะครับ ส่วนน้ำดื่มนั้น ให้เปิดแล้วดื่มจากก๊อกน้ำได้เลย "ไม่มีตู้กดน้ำดื่มให้แบบออนเซนรุ่นใหม่" ดูดิบๆดีนะครับเนี่ย อิอิ  

​สำหรับบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า ฮิบะ เซนนินบุโระ (ヒバ千人風呂 แปลว่า บ่อไม้ฮิบะหนึ่งพันคน) บ่อนี้เป็นบ่อโบราณที่มีอายุหลายร้อยปี ส่วนน้ำแร่ในบ่อนี้ก็มีสรรพคุณในทางการแพทย์ คือ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต เพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้น้ำแร่ของที่นี่ยังสามารถดื่มได้อีกด้วยนะครับ  

สัมผัสแรกที่ผมเปิดประตูเข้าไปก็จะได้กลิ่นไม้ฮิบะลอยออกมาแบบเต็มๆ ขอย้ำว่าหอมมากกกกกกกก ใครเป็นคนชอบกลิ่นไม้จะต้องชอบแน่นอน มันเป็นกลิ่นที่ผมอยากเก็บเอาไปให้ร้านนวดในไทยได้เปิดให้ลูกค้าดมจริงๆ มันชวนผ่อนคลายมากๆ ถัดไปอีกนิดจะเป็นบันไดไม้ที่พาเราไปสู่บ่อแรกครับ เมื่อเดินลงมาแล้วก็อย่าเพิ่งเดินลงบ่อน้ำพุร้อนทันทีนะครับ แต่ให้หันซ้ายสักนิด จะเห็นที่ให้เราได้ล้างตัวและมีขันตักน้ำอยู่ ก็ให้เราทำความสะอาดร่างกายเสียก่อน 

เมื่อทำความสะอาดร่างกายแล้ว ทีนี้ก็สามารถลงแช่ได้เลยครับ โดยบ่อใหญ่ๆจะมีเพียงสองบ่อเท่านั้น และทั้งสองบ่อจะมีไม้กั้นตรงกลางพร้อมป้ายที่ปัก (เป็นภาษาญี่ปุ่นล้วน) ว่ามุมนี้สำหรับคนแช่ที่เป็นผู้ชายอีกมุมก็จะเป็นของผู้หญิงครับ ว่าแล้วก็เอาแผนผังของออนเซนนี้ไปดูกัน

บ่อแรกที่ผมลงแช่นั้น ชื่อว่า เนะสึโนะยุ น้ำไม่ร้อนมาก อุณหภูมิประมาณ 40.5 องศาเซลเซียส ครับ น้ำจะออกสีข้นๆ มองไม่เห็นพื้นบ่อแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรและพอลงไปแช่จะรู้สึกลื่นๆตัวนิดหน่อยและไม่เหงาแน่เพราะมีบรรดาลุงๆและหนุ่มๆญี่ปุ่นมาแช่ด้วย ที่นับดูตอนนั้นมีแค่ 8 คนเองครับ ที่แน่ๆผมเป็นแค่ "ไกจิน" คนเดียวแน่นอน เพราะที่เหลือทุกคนพูดภาษาญี่ปุ่นกับเพื่อนที่มาด้วยกันหรือทักทายเล็กๆน้อยๆ แต่บรรยากาศโดยรวมนั้นถือว่าเป็นความเงียบซะส่วนใหญ่ ผมก็นั่งแช่ไปดมกลิ่นไม้ไป หอมมากๆเลย แต่หูก็ได้ยินเสียงน้ำซู่ๆๆ และมีเสียงคนที่ลุกจากบ่อไปตักน้ำมาราดตัวแล้วก็ลงบ่ออื่นก็มี

***ภาพประกอบบ่อเนะสึโนะยุจาก internet ด้านในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดครับ

แช่บ่อแรกสักพักก็ขึ้นมาตักน้ำที่บ่อข้างๆมาราดตัวแบบคนญี่ปุ่นบ้าง (จริงๆบ่อเล็กมาก เราลงแช่ไม่ได้ เหมือนแค่อ่างน้ำที่เราเอาขันน้ำมาวักน้ำราดตัว บ่อนี้ชื่อ ฮิเอะโนะยุ อุณหภูมิน้ำ 39 องศาครับ) จากนั้นผมก็เดินไปที่อีกบ่อหนึ่ง ซึ่งบ่อนี้จะแปลกๆหน่อย ชื่อว่า ยุทาคิ คือ มันไม่ใช่บ่อแต่เป็นท่อส่งน้ำที่ทำจากไม้ 3 ท่อแล้วคนญี่ปุ่นก็ไปนั่งให้น้ำแร่ที่มาตามท่อไม้ที่ว่านี้ไหลลงมานวดตัวนวดไหล่ ไอ้เราก็ทำตามมั่ง 555 ก็ปรากฏว่า สบายดีนะครับ น้ำที่ไหลลงมาจากท่อก็ไม่ได้แรงมากแต่มาเรื่อยๆ อุ่นๆ ผมก็เอี้ยวตัวให้โดนไหล่โดนหลังไป ความรู้สึกก็คล้ายๆหมอนวดไทยเอามือมาทุบๆให้ ก็รู้สึกสบายดีเหมือนกัน ^^

ต่อจากท่อส่งน้ำแล้ว ก็ได้เวลาไปลงบ่อที่ร้อนที่สุดของที่นี่ครับ บ่อนี้มีชื่อว่า ชิบุโระคุบุโนะยุ ความร้อนจะอยู่ที่ 42.5 องศา ซึ่งฟังดูเหมือนจะไม่ร้อนเท่าบ่อเนะสึโนะยุ แต่จังหวะที่จุ่มลงไปนั้นก็ โอยยยย ผมรู้สึกร้อนกว่าจริงๆครับ ส่วนน้ำในบ่อนี้ก็เหมือนบ่อแรกนั่นแหละ หอม ข้นและลื่นตัว แต่ก็นั่งแช่อยู่สักหน่อยละกัน ไหนๆก็อุตส่าห์เช่ารถมาตั้งไกล

***ภาพประกอบยุทาคิ จาก internet ด้านในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดครับ

อย่างที่บอกครับว่า ออนเซนที่นี่เป็นบ่อรวมชาย-หญิง แต่เท่าที่สังเกตก็มักจะเป็นผู้ชายทั้งหนุ่มหรือสว. มาใช้บริการซะส่วนมาก สำหรับผมเองนั้น ขณะที่ผมกำลังนั่งแช่อยู่ที่บ่อชิบุโระคุบุก็คิดอยู่เหมือนกันว่าสงสัยบ่อรวมแบบนี้คงไม่มีสุภาพสตรีมาใช้บริการเท่าไหร่หรอกมั้ง ฉับพลันก็มีเสียงเปิดประตูจากฝั่งห้องแต่งตัวของผู้หญิงครับ! อึดใจต่อมา ก็มีสุภาพสตรีคนหนึ่งเดินลงมาและลงมาแช่ที่บ่อน้ำร้อนบ่อนี้ทันที!!!

จังหวะนั้นคือ อ่าาาาา นี่สินะบ่อรวม ปรากฏว่า...คนที่มาแช่จากฝั่งผู้หญิงก็คือ คุณป้าซึ่งเป็นภรรยาของคุณลุงคนหนึ่งที่มาแช่ในบ่อนี้ด้วยกันนั่นเอง 555 แล้วป้าก็ไม่ได้มาแบบเปลือยๆนะครับ ป้าแกใส่ชุดสำหรับแช่ออนเซนมาด้วย (หน้าตาคล้ายๆชุดผ้าถุงอาบน้ำแบบบ้านเรา) คือ ไม่ได้เปลือยกายเลยว่างั้น! ส่วนสาวๆแบบที่เรามักจะจินตนาการตามการ์ตูนหรือหนังสือนั้น "ผมไม่เจออะสิ" คิดว่าสาวๆยุคใหม่ก็คงเขินอายบ้างล่ะนะ ดังนั้น ถ้าใครจะมาตามรอยบ่อรวมแบบผมที่นี่ก็อาจจะต้องใช้ดวงก็ได้ล่ะนะครับ ว่าแต่ผู้ชายให้เปลือยล่อนจ้อนหมด แต่ผู้หญิงให้ใส่ชุดได้ ยังงี้ก็ไม่ยุติธรรมสำหรับบางคนสิครับ.....อันนี้ก็ไปถามทางเจ้าของ Sukayu onsen เอาเองก็แล้วกันนะสำหรับเพื่อนๆผู้อ่านที่คาใจครับ อิอิ

หลังจากที่นั่งแช่บ่อที่สองผมก็กลับมานั่งที่บ่อท่อไม้อีกครั้งนึงแล้วก็ปิดท้ายด้วยการลงไปแช่บ่อแรกอีกครั้งนึง ตอนแช่ส่งท้ายนี้พอมองไปรอบๆก็ได้สังเกตเห็นว่า เฮ้ย! ตรงบันไดทางลงของผู้ชายอะ ข้างๆมี Kamidana วางอยู่ด้วยนี่นา (Kamidana ก็เหมือนประมาณหิ้งพระในศาสนาพุทธน่ะครับ แต่อันนี้เป็นของชินโตและถือว่ามีเทพเจ้าสถิตอยู่ในนั้นด้วย) ก็เท่ากับว่า เทพเจ้าของญี่ปุ่นในออนเซนนี้ก็เห็นคนเปลือยกายมานักต่อนัก รวมทั้งผมด้วยสิ....คือ นี่เราแก้ผ้าต่อหน้าเทพเจ้าเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย (ไม่ได้อายหรอกครับ ตื่นเต้น 555) แต่เราไม่ได้คิดอกุศล ท่านก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ ผมเชื่อเช่นนั้นแหละ อย่างไรก็ตามต้องขออภัยด้วยที่ไม่สามารถสืบได้ว่าเทพเจ้าที่สถิตอยู่ในออนเซนนั้นเป็นเทพเจ้าองค์ใดครับ หากใครทราบก็ขอความกรุณาบอกด้วยก็จะเป็นพระคุณนะครับ  

***ภาพประกอบบ่อชิบุโระคุบุโนะยุจาก internet ด้านในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดครับ

หลังจากแช่แบบเปลี่ยนบ่อไปมา รวมเวลาที่อยู่ในนั้นก็เกือบๆครึ่งชั่วโมงได้ คือ เอาให้คุ้มพันเยนนั่นเอง ก็ได้เวลาขึ้นละครับ เดี๋ยวจะเป็นลมเอา ขาขึ้นผมไม่ได้ล้างตัวนะครับ ที่สังเกตดูคนญี่ปุ่นก็ไม่ล้างกันเยอะนะ เพราะหลายๆคนถือว่าให้แร่ธาตุซึมเข้าไปในผิวหนังหลังจากที่เราลงบ่อนั่นเอง เมื่อกลับมาที่ห้องแต่งตัวแล้วผมก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็มาไขกุญแจเอากระเป๋าเป็นอันจบการแช่ครับ ส่วนใครที่จะเข้าห้องน้ำก็เข้าได้เลย ข้างๆล็อกเกอร์มีให้เข้าฟรีครับ สะอาดมากกกกกก 

ถ้าใครมีเวลาก็สามารถเดินไปอีกฝั่ง จะมีป้ายเขียนว่า ทามะโนะยุ อันนี้เป็นบ่อแยกเพศชายกับหญิงครับ เท่าที่สังเกต คิดว่าคนน่าจะไปใช้บ่อนี้กันพอสมควร แต่ที่ผมไม่ไปแช่บ่อนี้เพราะว่ามันเป็นบ่อแบบปกติที่ไหนก็มีครับ ที่นี่ไฮไลต์คือบ่อหนึ่งพันคนนี่แหละ ก็จัดแค่นี้พอ จากนั้นก็เดินไปเอารองเท้าตัวเองที่ล็อกเกอร์ด้านนอกแล้วก็เดินไปที่โซนของฝากตามสไตล์ญี่ปุ่น ที่นี่ถ้าใครหิวเขามีโซบะหรืออาหารเบสิกขายด้วยนะครับ แต่ผมไม่หิวมากเลยหิ้วท้องกลับไปกินที่อาโอโมริดีกว่า ว่าแล้วก็ start รถกลับกันเถอะ! 

ใครที่ต้องกลับด้วยรถบัส อย่าลืมดูเวลานะครับ แช่เพลินตกรถจะลำบากมากกกก บอกเลย

***ภาพประกอบบ่อทามะโนะยุจาก internet ด้านในห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดครับ

ขากลับก็ใช้เวลาพอๆกับขามา ถนนหนทางดี ขับช้าๆ ยังไงก็ถึงที่หมายครับ และหลังจากคืนรถที่เช่าแล้ว ผมก็มาเดินเล่นริมทะเลที่อาโอโมริพร้อมเก็บความประทับใจของการไปแช่ออนเซนบ่อรวมเพื่อการผ่อนคลายไว้เท่านี้

สรุป บ่อออนเซนนี้เป็นบ่อเก่าแก่ที่ยังคงสไตล์บ้านๆไว้ได้อย่างดี (แม้เพศหญิงจะใส่ชุดลงแช่ได้ก็ตาม) แต่บรรยากาศถือว่าเงียบสงบและให้ความรู้สึกผ่อนคลายมากจริงๆ อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีข้อเสียคือ ไม่มีบ่อ outdoor นะครับ ใครหวังมาแช่ชมจันทร์หรือลุ้นให้หิมะตกใส่หัวคงจะผิดหวังสักหน่อย และการเดินทางมาที่นี่ไม่สะดวกนัก เนื่องจากรถบัสมีรอบน้อยและรอบหนึ่งคอยนาน ถ้าตกรถทีคือยาว ดังนั้น แนะนำให้เช่ารถขับจะสะดวกกว่าครับ ส่วนเส้นทางนั้นเปิดตลอดปี แม้จะมีหิมะตกก็เปิด แต่ขับช้าๆก็แล้วกัน โดยรวมก็ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ที่แปลกใหม่สำหรับคนกรุงเทพฯอย่างผมมากๆครับ หากมีโอกาสก็ขอแนะนำให้เพื่อนๆ โดยเฉพาะผู้ชายมาลองแช่ดู (เพราะสุภาพสตรีน่าจะอายกัน) ตัวผมเองก็จะพยายามแสวงหาบ่อออนเซนแปลกๆมาเล่าให้เพื่อนๆฟังตามโอกาสนะครับ สำหรับบล็อกนี้ขอจบการเล่าเรื่องเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ!

หมายเหตุ : 

1.บ่อหนึ่งพันคนนี้ เป็นคำเปรียบเฉยๆ จริงๆถ้าอัดกันแค่ 300 กว่าคนก็เต็มออนเซนละครับ 

2.สุภาพสตรีที่อยากแช่บ่อนี้แบบ "เฉพาะผู้หญิง" ทางออนเซนก็มีจัดสรรเวลา 8-9 โมงเช้า และ 2-3 ทุ่ม ไว้รองรับลูกค้าที่เข้าพักในเรียวกังครับ

3.ลูกค้าที่มาแช่แบบเช้าไปเย็นกลับ (คือไม่ค้างนั่นแหละ) บ่อหนึ่งพันคนเปิด 7 โมงเช้าถึง 17:30 น.(ช่วง 8-9 โมงให้เพศหญิงเท่านั้น) ส่วนบ่อทามะโนะยุ (แยกเพศ) เปิด 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็นครับ

4.ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีนโยบายขึ้นภาษีจาก 8% เป็น 10% เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2019 ที่ผ่านมา กรุณาตรวจสอบอีกครั้งก่อนเข้าใช้บริการนะครับ (โอทารุไปเที่ยวช่วงต้นเดือนกันยายน 2019 ครับ)

***ภาพปกของบล็อกไม่เกี่ยวข้องกับ Sukayu Onsen แต่ประการใด

ภาพปกจาก afar

ข้อมูลและภาพประกอบด้านในออนเซนจากเว็บไซต์ทางการของ Sukayu Onsen

ข้อมูลประกอบภาคภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์จังหวัดอาโอโมริ

ภาพที่เหลือมีลายน้ำจากกล้องของโอทารุทั้งหมด ใครจะนำไปใช้เชิงพาณิชย์กรุณาขออนุญาตก่อนนะครับ