w ทำงานในญี่ปุ่น

ประสบการณ์การลาออกจากบริษัทญี่ปุ่น

ประสบการณ์การลาออกจากบริษัทญี่ปุ่น

By , วันศุกร์, 19 มิถุนายน 2563

     สวัสดีค่ะ ครั้งนี้มาต่อกันกับประสบการณ์ทำงานที่ญี่ปุ่น ภาค 3 อันนี้จะเป็นตอนที่มาย ลาออกจากงาน แล้วนะคะ (สำหรับคนที่ยังไม่ได้อ่านประสบการณ์การทำงาน ภาค 1 และ ภาค 2 นะคะ) หลังจากที่ทำงานมาที่บริษัทผลิตเครื่องจักรพลังงานแสงอาทิตย์ ในฐานะ Sales Engineer มาปีกว่าๆ ก็มีจุดที่ทำให้รู้สึกว่าถึงเวลาที่เราควรจะเลิกทำงานนี้แล้ว นั่นก็คือ...

1. สุขภาพที่ทรุดโทรม 

     อย่างที่เคยกล่าวไปในภาคที่แล้วว่าเนื่องจากเราทำงานเป็นเซล จะมีวันหยุดที่ไม่แน่นอน มีโอทีไปดื่ม (nomikai) กับทั้งเจ้านาย และกับลูกค้าบ่อยๆ เดินทางเป็นว่าเล่น วันหยุดแต่ก็ต้องแบกงานกลับมาทำบ่อยๆ ช่วงแรกๆ ที่ทำงานนี้ คุณพ่อก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะคุณพ่อก็เคยทำงานเป็น Sales Engineer มาก่อนเหมือนกันแต่อยู่ที่ไทย คุณพ่อบอกว่ามันเป็นงานที่เหมาะกับผู้ชายมากกว่าเพราะนอกจากต้องใช้พลังกายเยอะแล้วยังเป็นงานที่ต้องดีลกับผู้ชายเยอะ พาลูกค้าไปเอ็นเตอร์เทน ไปดื่ม ฯลฯ ไม่เหมาะกับผู้หญิง

     แต่ตอนนั้น เราก็ยังยืนยันที่จะทำ เพราะคิดว่าเป็นประสบการณ์ งานสมัยนั้นก็ใช่ว่าจะหาง่าย ยิ่งเราเป็นต่างชาติ สมัยนั้นยังไม่ค่อยเปิดรับคนต่างชาติมาทำงานเท่าทุกวันนี้ ที่สำคัญไม่อยากจะเข้ามาทำงานไม่กี่เดือนแล้วก็ออก อย่างน้อยก็ตั้งใจว่าจะต้องอยู่ให้ได้ถึงปีก่อน

     ตอนแรกๆที่ทำงานหนัก ก็ยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่ (อาจเป็นเพราะเรายังสาวอยู่ 555) นอนดึกตื่นเช้า ทำงานจนดึกๆ ดื่นๆ ไปดื่มกับเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน ปิดท้ายด้วยราเมงรอบดึก กลับรถไฟเที่ยวสุดท้าย หอบร่างพังกลับบ้าน บางทีก็ไป Business Trip ที่ต่างประเทศเป็นว่าเล่น แต่ก็ยังทนได้ ใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้มาจนชิน วันหยุดคือ น็อก ล้ามากนอนสลบอยู่แต่บ้าน

     จนกระทั่งวันนึงร่างกายเริ่มจะรับไม่ไหว วันเสาร์ อาทิตย์ (ถ้าได้หยุด เพราะบ่อยครั้งที่ถูกเรียกไป business trip กะทันหัน) หลับเป็นตายเพลียมาก ไม่มีแรงออกไปไหนเลย นอกจากไปนวด (ถึงจะแพงก็ยอมจ่าย เพราะไม่ไหวจริงๆ) วันหยุดไม่มีแรงทำอะไรนอกจากนอนเป็นตาย ผิวพรรณแย่ลง

     ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มเป็นกรดไหลย้อนขั้นรุนแรง หมดค่ายาไปเยอะมาก ยาที่ญี่ปุ่นไม่แรงพอ ต้องให้ที่บ้านส่งมาให้ กินยาเท่าไหร่ก็ไม่หาย เป็นหนักมาก ถึงขนาดนอนไม่ได้แสบหน้าอกมากๆ แสบกระเพาะไปหมด ทรมานจนต้องไปส่องกล้องในกระเพาะดูเพราะกลัวเป็นมะเร็ง ขาดยาไม่ได้เลย ขนาดลาออกแล้ว 3-4 ปียังไม่หาย กินยาจนยาก็เอาไม่อยู่ (ตอนนี้หายแล้วนะคะ นานๆจะกลับมาเป็นที)

     เรียกว่า 1 ปีแรกของเรา สำหรับพนักงานเข้าใหม่ของที่นี่กับที่อื่น ต่างกันมากกก เพราะบริษัทเรา มักจะมอบหมายให้เราทุกอย่าง ทุกอย่างจริงๆ ผิดกับบริษัทส่วนใหญ่ที่จะไม่ค่อยให้พนักงานเข้าใหม่ ทำงานหลักๆ เท่าไหร่ มักจะให้โฟกัสแค่งานของตัวเองเท่านั้น (แต่ข้อดี คือ หลังจากนั้นพอเราได้ไปทำงานบริษัทใหญ่นี่สบายเลย)

2. ความเครียดสะสม

     การที่เราทำงานในสายงานที่เราไม่ได้จบมา (มายจบบริหารมา แต่มาทำสายวิศวะ) แถมยังเป็นภาษาอื่นที่เป็นคำศัพท์เทคนิคด้วย เป็นอะไรที่ทำให้เราเครียดสะสมมากๆ ถึงเราจะสะสมความรู้และประสบการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม แต่มันไม่ใช่สายที่เราเรียนมา เพราะฉะนั้น เราต้องมีสติตลอดเวลา และพยายามมากกว่าคนอื่น 3 เท่า (ที่พูดว่า 3เท่า เพราะ 1.ด้านภาษา 2.ด้านความรู้เฉพาะทาง 3.ด้านโฟกัส) เพราะเราต้องดีลกับทั้งลูกค้าและเพื่อนร่วมงานโดยที่ไม่ใช่ภาษาเรา คุยกับลูกค้าเป็นภาษาอังกฤษ แต่รายงานเจ้านายเป็นภาษาญี่ปุ่น (เรียกได้ว่าต้องโฟกัส 3 ภาษาเลย)

     ยิ่งตอนที่มีปัญหานี่ยิ่งเครียด เช่น ตอนเครื่องจักรมีปัญหา อุปกรณ์พัง ของส่งไปไม่ครบ คอมเพลนจากลูกค้า เป็นอะไรที่เครียดสุดๆ เหมือนเราเป็นที่รองรับ เซลเหมือนเป็นคนกลาง ทั้งๆ ที่ความผิดอาจจะไม่ใช่มาจากเรา แต่เราต้องเป็นคนรองรับอารมณ์โกรธจากทุกฝ่าย เช่น ความผิดอาจจะมาจากแผนกจัดส่งของที่ส่งของผิด แต่เราโดยลูกค้าด่าแทน หรือเวลาลูกค้างอแง ต่อราคา ด่าว่าทำไมเราไม่ลดให้ พอเราไปพูดกับเจ้านาย เราก็โดนเจ้านายตำหนิ สรุปโดนตำหนิจากทั้งคู่ เป็นต้น (คิดว่า ถ้าใครเคยทำงานเป็นเซล อาจจะพอนึกภาพออก)

     แต่สิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์ สอนมายให้มีความอดทน ไม่ใช้อารมณ์ในการทำงาน เรียนรู้ที่จะจัดการกับลูกค้าในวิธีต่างๆได้ก็จริง ถ้าย้อนเวลา กลับไปได้ก็คงจะยังเลือกทำงานที่นี่ เพราะเราได้รับการฝึกวิชาหนักจริงๆ เป็นหนึ่งปีที่ใช้เวลาคุ้มมากๆ

3. ฟางเส้นสุดท้าย

     คือ เจ้านายที่เป็นเจ้านายโดยตรง (General Manager) จริงๆ เขาเป็นคนเก่งนะ และก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดี แถมยังเคยช่วยสอนงานหลายๆ อย่าง แต่ข้อเสียของเขาก็คือ "เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย" คำว่า เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายในที่นี้ หมายถึง "วันไหนที่หัวหน้าอารมณ์ดี เราทำอะไรก็ไม่ผิด ทำอะไรก็โอเคไปหมด (ขออะไรส่วนใหญ่อนุมัติหมด) แต่วันไหนที่หัวหน้าอารมณ์ไม่ดี หรือไปเจอเรื่องอะไรไม่ดีมา เราทำอะไรก็โดนว่าไปหมด" (สรุปต้องเดาอารมณ์ให้ถูก) ซึ่งก็ไม่ใช่เราคนเดียวที่โดน แต่ทุกคนโดยเหมือนกันหมด เลยพยายามไม่เก็บมาคิดมาก

     แต่ช่วงหลังๆ พอดีมีความคิดลังเลในใจว่าอยากจะลาออกอยู่แล้วพอดีพอมีเรื่องอะไรไม่ดีเข้ามานิดหนึ่งมันก็เลยอาจจะส่งผลให้เรามีอคติต่อเจ้านายมากขึ้น

     เรื่องมีอยู่ว่า มีอยู่วันนึงที่ไป Business Trip ที่มาเลเซียด้วยกัน ระหว่างที่พรีเซ็นต์กับลูกค้า ลูกค้ายิงคำถามมาคำถามหนึ่งมา แต่เราอธิบายไม่ได้เพราะเราไม่เข้าใจหลักการ และเป็นเรื่องใหม่ที่นอกเหนือสิ่งที่เตรียมตัวมา เจ้านายเลยช่วยอธิบายให้แทน

     หลังจากจบจากการเจอลูกค้า ก็รู้สึกผิดนิดหน่อย ระหว่างที่กำลังรอเครื่องกลับญี่ปุ่นกันอยู่ ก็เลยขอให้เจ้านายให้ช่วยอธิบายเรื่องหลักการให้ฟัง เจ้านายก็อธิบายให้ แต่เราก็ไม่เข้าใจอยู่ดี (อย่างว่า เราไม่ได้จบทางด้านวิศวะมา บางทีอธิบายมามันก็ตามไม่ทัน อาจจะเป็นความผิดเราที่ไม่ดูกาลเทศะตอนถาม) อยู่ดีๆ เจ้านายก็โมโห และก็ว่าเรา "เรื่องง่ายๆ แค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ หา! ซื่อบื้อจัง" และก็ทำหน้าเอือมใส่

     ถ้าเป็นปกติ เราอาจจะไม่รู้สึกแย่อะไรมาก แต่ตอนนั้น ทั้งเหนื่อย ทั้งท้อ พอโดนพูดแบบนี้ ความรู้สึก คือ ชา เหมือนสมองมันว่างเปล่า รู้สึกเสียความรู้สึก ตอนนั้นคิดว่าเราเองก็พยายามเต็มที่ แต่เราคงจะไม่เหมาะกับงานนี้จริงๆ พอเจ้านายพูดจบ น้ำตาเราก็ไหลออกมาโดยที่กลั้นไม่อยู่ เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น (ปกติไม่เคยร้องไห้เรื่องงานมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าคนอื่น รู้สึกอายมาก แต่มันกลั้นไว้ไม่ไหวจริงๆ อาจะเป็นเพราะน้อยใจและเหนื่อยสะสม) เจ้านายเห็น ก็นิ่งๆ ไม่ได้ปลอบอะไร ทำไม่รู้ไม่ชี้ อาจจะรู้สึกผิดนิดหนึ่งแหละ แต่ทำเก๊กสไตล์คนญี่ปุ่น ก็เงียบๆ จนกระทั่งกลับ ตอนนั้นในใจเรา คือไม่เอาแล้ว ตัดสินใจลาออก

     พอวันต่อมา มาทำงานเจ้านายก็มาทำดีด้วยมากๆ (คงง้อทางอ้อม แต่หารู้ไม่ฉันไม่เหมือนเดิมแล้ว 55) เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น มาพูดจาดีใส่ แต่คือ หลังจากคำพูดเจ้านายวันนั้น คือ เราตัดสินใจแน่นอนแล้ว

หลักๆ ก็ 3 ข้อนี้แหละค่ะ 

     จริงๆ ถามว่าเป็นความผิดเจ้านายไหม ก็ไม่ เพราะมายก็ทำไม่ได้ตามที่เขาคาดหวังไว้จริงๆ ถึงเราก็พยายามมากๆ แต่ก็เหมือนฝืนตัวเองเกินไป (ตอนนั้น ระหว่างที่ทำงานอยู่ แอบคิดว่าถ้าเรียนจบวิศวะมาคงดี) ไม่มีใครผิด แค่มันถึงจุดที่เราพอแล้ว

     ทีนี้ ก่อนที่จะไปขอลาออกมันก็เป็นอะไรที่อึดอัดมาก เพราะเราไม่รู้จะพูดเหตุผลว่าอะไร อีกอย่างเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่จะขอลาออกด้วย ไม่รู้ว่าเกิดพูดไป หลังจากนั้น จะโดนปฏิบัติไม่ดีรึเปล่า กังวลไปต่างๆ นานา แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจไปบอกเจ้านายค่ะ

     ที่ญี่ปุ่น เวลาจะลาออกเราจะต้องเขียนจดหมายขอลาออกใส่ซองขาวยื่นให้เจ้านายที่เราขึ้นกับเขาโดยตรงจะไปยื่นให้ HR หรือข้ามขั้นไปยื่นให้หัวหน้าของหัวหน้า หรือท่านประธานไม่ได้ วันที่ไปยื่นจดหมายลาออก กับเจ้านายก็บอกเจ้านายว่า

"ขอโทษนะคะ ....ซัง มีเรื่องอยากจะปรึกษาหน่อยค่ะ" และเจ้านายก็บอก "มีอะไรเหรอ"

เรา "ขอไปคุยในห้องประชุมได้ไหมคะ"

     จากนั้น เราก็ยื่นจดหมายลาออก เจ้านายก็ตกใจ ถามว่า ทำไมล่ะ! มีปัญหาอะไรรึเปล่า (ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากคุณด้วยนี่แหละ!! 55) ถ้าคุณออกละก็แย่เลย มีอะไรที่ผมพอช่วยได้ไหม

     ก็เลยตัดสินใจตอบกลางๆ เพราะกลัวโดนเขารั้งไม่ให้ออก ว่า "อ๋อ คือพอดี จะกลับประเทศอะค่ะ" (แต่ตอนนั้น ส่วนหนึ่งก็คิดว่าอาจจะกลับจริงๆ เพราะกำลังเซ็งๆกับเรื่องความรักกับแฟนเก่าญี่ปุ่นด้วย หรือจะกลับไปหาหนุ่มไทยดี555) เจ้านายก็เลย ไปต่อไม่ถูก ยอมให้เราออก

     หลังจากนั้น ก็มีเวลาเดือนหนึ่งก่อนที่จะออกบวกกับวันหยุดที่เหลือเยอะแยะที่ไม่เคยได้ใช้ เลยได้มาทำงานแค่สองอาทิตย์ อีกสองอาทิตย์หยุด บรรยากาศที่ออฟฟิศไม่ได้แย่อย่างที่คิด กลับกันเจ้านายกลับมาพูดดีด้วยมากๆ (อาจเป็นเพราะไหนๆ เราก็จะเป็นคนนอกแล้ว) ระหว่างนั้น ก็ทำการสอนงาน โอนงานต่อให้เพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ โดยเพื่อนๆ ร่วมงานที่เข้ามาพร้อมๆ กันก็บ่นว่าไม่อยากให้เราออกเลย เพราะงานคงจะเยอะขึ้น 555

     วันสุดท้ายของการทำงาน ก็ส่งอีเมลไปหาลูกค้า และซัพพลายเยอร์ทุกคนว่าเราจะไม่ได้ทำงานที่นี่แล้ว ต่อไปให้ติดต่อใครแทน ฯลฯ และก่อนกลับบ้าน ก็จะต้องไม่ลืมที่จะส่งอีเมลไปหาทุกคนในบริษัทว่าเราจะลาออกแล้ว ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา ซึ่งเป็นธรรมเนียมของบริษัทญี่ปุ่นทุกที่ที่ต้องทำแบบนี้

     จากนั้น ก็ไปบอกลา เจ้านายแผนกอื่นๆ แต่ละแผนกทีละคนๆ มันก็จะเขินๆ นิดหน่อย 555 เพราะบางคนก็ไม่ได้สนิทมาก เจอกันไม่กี่ครั้ง แต่ก็เป็นมารยาทที่ควรทำทุกคนก็จะอวยพรขอให้เราโชคดี ปิดตำนานการทำงานที่บริษัทแรกค่ะ ยาวนิดหนึ่ง 555 (พอเขียนแล้วติดลม) 

     บล็อกหน้าเป็นประสบการณ์การหางานใหม่ และ ประสบการณ์สัมภาษณ์งานพร้อมทราบผลค่ะ แล้วก็ระหว่างทำงานประจำมายก็มีทำงานพิเศษอื่นเพื่อเก็บประสบการณ์อีกด้วย ยังไงก็ฝากประสบการณ์ทำงานเป็นนางแบบที่ญี่ปุ่นกับประสบการณ์เป็นนางแบบผมในญี่ปุ่นกันด้วยนะคะ