w ทำงานในญี่ปุ่น

ประสบการณ์ทำงานในญี่ปุ่นของมายเซนเซ ภาคที่ 1

ประสบการณ์ทำงานในญี่ปุ่นของมายเซนเซ ภาคที่ 1

By , วันอังคาร, 16 มิถุนายน 2563

     สวัสดีค่ะ วันนี้มายจะมาเล่าประสบการณ์การทำงานในญี่ปุ่นค่ะ สตอรี่นี้ค่อนข้างยาวหน่อยนะคะ เพราะมีทั้งประสบการณ์การทำงาน การลาออก การสมัครงานใหม่ เป็นต้น แต่วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์แรกก่อนค่ะ จริงๆมายก็เคยเล่าในบล็อกแบบนี้มาแล้วเหมือนกันค่ะ เมื่อนานมาแล้ว แต่ครั้งนั้นไม่ค่อยลงรายละเอียด้ท่าไหร่ ครั้งนี้จะบอกรายละเอียดเท่าที่ยังจำได้ให้หมดเลยนะคะ 

     สำหรับมายแล้ว นี่คือการทำงานประจำครั้งแรก และที่แรกในชีวิต เพราะพอมายเรียนจบที่ไทยก็มาเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเลย เพราะฉะนั้น มายจึงไม่มีประสบการณ์การทำงานที่ไหนมาก่อน แม้แต่ที่ไทย

     หลังจากที่สมัครงาน สัมภาษณ์งานมาอย่างหนักหน่วง บริษัทที่มายเลือกเข้าทำงาน คือ บริษัทผลิตเครื่องจักรพลังงานแสงอาทิตย์ ในโตเกียว เข้ามาปุ๊บ 2 สัปดาห์แรกไปอบรมที่โรงงานแถวเกาะคิวชู อยากจะบอกว่า ด้วยความโก๊ะของตัวเอง คือ มายตกเครื่องบิน... ไปไม่ทัน (โอ๊ยยยย คิดแล้วอายมากกกก เข้าทำงานวันแรก เพื่อนๆที่เข้าทำงานพร้อมกันปฐมนิเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว) มายต้องนั่งเที่ยวถัดไปตามไป...

     JAL ใจดีไม่ชาร์ตเงินเพิ่ม อาจเป็นเพราะสงสารเด็กตัวน้อยๆ พอไปถึงสนามบิน Matsuyama ก็นั่งแท๊กซี่ตามไปโรงงาน (ดีที่บริษัทออกค่าตั๋ว ค่ารถให้ และไม่ได้ตำหนิอะไร แต่เรารู้สึกแย่มากกก กลัว first impression จะไม่ดี อุตส่าห์สัมภาษณ์มาตั้ง 5 รอบ กว่าจะเข้าที่นี่ได้ ดันมาสายวันแรกซะงั้น)

     หลังอบรมเสร็จ 2 สัปดาห์ ก็มีการสอบเพื่อวัดผลว่าเราจะได้ไปอยู่แผนกไหน โดยมีพนักงานที่เข้าใหม่รุ่นเดียวกับมาย 40 คน (เป็นคนญี่ปุ่นหมด ยกเว้นมาย กับคนไต้หวัน 1 คน) มายได้ถูกเลือกให้ไปประจำสาขาโตเกียว แผนกเซลเครื่องจักรพลังงานแสงอาทิตย์ ในตำแหน่ง Sales Engineer กลุ่ม 1 ซึ่งจะดูแลแถบ South East Asia และบังคลาเทศ

อยากจะบอกว่าเครียดมากกกกกก เพราะ

     1. อย่างที่บอก เพื่อนที่เข้ามาทำงานรุ่นเดียวกัน ทุกคนเป็นคนญี่ปุ่นหมด ยกเว้น เรา กับ คนไต้หวันอีก 1 คน ที่สาขาโตเกียวมีทั้งหมด 12 คน ทุกคนเก่งและจบจากมหาวิทยาลัยดีๆในญี่ปุ่น กดดันมาก

     2. ถูกให้มาเป็น Sales Engineer แต่เราจบสายศิลป์มา (คณะบริหารฯ เอกการตลาด) ไม่มีความรู้ด้านวิศวะฯ เลย ต้องมานั่งเทรน เรียนรู้ทุกอย่างจาก 0 หลายคำ ยังไม่รู้เลยว่าภาษาไทยเรียกอะไร ชิ้นส่วนอะไรเนี่ย?? มันเรียกว่าอะไร ไม่เคยเห็นมาก่อน การคำนวณค่าตัวเลขของเครื่องจักรต่างๆ หลักการการทำงานของเครื่องจักร ฯลฯ หลักการด้านวิศวะหลายอย่างต้องมานั่งเรียน ซึ่งท้อมากๆช่วงแรก ยากมาก ลองเสิร์ช google อ่านหลักการเป็นภาษาไทยก็ยังงง เพราะเราไม่ได้เรียนสายนี้มา ไม่เข้าใจเลยยยยยยย

     3. หลังจากทำงาน 1 เดือน คนไต้หวันลาออก!!! กลายเป็นว่า เราเป็นพนักงานต่างชาติคนเดียวในบริษัท

     4. ช่วงแรกที่เข้าทำงาน บริษัทให้พนักงานใหม่ในแผนก ทำหน้าที่รับโทรศัพท์ ในแผนกเรามีพนักงานใหม่ 3 คน ก็ผลัดกันรับ ซึ่งแน่นอน แผนกฝ่ายขายโทรศัพท์ดังทั้งวัน ดังที สะดุ้งที เครียดมาก!! โอ๊ยยยยย ไม่มีสมาธิทำงานอื่นเลย

     ขนาดรับโทรศัพท์ลูกค้าภาษาไทย ยังตื่นเต้น ไม่เคยรับมาก่อน ประสาอะไรรับสายเป็นภาษาญี่ปุ่นแถมลูกค้าญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นที่เคยใช้ มักเป็นภาษาที่ใช้กับเพื่อน​ ชั่วโมงนึงดังอย่างน้อย 3-4 ครั้ง ใครทำงานบริษัทที่ญี่ปุ่น จะรู้เลยว่า เวลารับโทรศัพท์ลูกค้านี่ขั้นตอนเยอะมากกกกกกก ซึ่งบริษัทมีเทรนเราก่อนอยู่แล้ว แต่พอถึงตอนจริง ลืมค่ะ 5555 มันก็ยังตื่นเต้นมาก

     5. นอกจากต้องเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับวิศวะและโซล่าเซลแล้ว ต้องเรียนรู้ด้านlogistic กับ กฎหมายการโอนเงินระหว่างประเทศด้วย เพราะเราขายเสร็จ ต้องทำเรื่องดีลกับการขนส่งเครื่องจักรกับแผนก logistic ด้วย แต่เอาจริงๆ อันนี้ยังง่ายกว่าเรียนวิศวะ

     6. ตามสไตล์บริษัทญี่ปุ่น เลิกงาน 5 โมงครึ่ง แต่ยังกลับไม่ได้ ถ้ารุ่นพี่ หรือเจ้านายยังไม่กลับ หรือบอกให้กลับได้ ตอนนั้นเราเข้าใหม่ งานที่มอบหมาย ยังไม่เยอะ ไม่มีอะไรทำแล้ว แต่ก็นั่งเบื่อ สบตากับเพื่อนที่เข้ามาพร้อมกัน แน่นอน มือถือห้ามเล่นระหว่างงาน ขนม อาหารก็ห้ามกิน มือถือไม่เท่าไหร่ แต่เราหิววววว

     7. ช่วงที่มายเข้ามาทำงาน เป็นช่วงที่บริษัทเข้าสู่ภาวะขาดทุนพอดี เพราะโดนคู่แข่งจีนตี เลยถูกกดดันสูงในเรื่องยอดขายมาก เพราะเซลคือหัวใจของบริษัท

 เอามาแชร์ เผื่อใครต้องทำงานกับลูกค้าญี่ปุ่น

🔸️ ถ้าโทรศัพท์ดังเกิน 2 ครั้ง ตอนรับสาย ต้องพูดว่า ขอโทษที่ทำให้รอค่ะ

🔸️ ตอนรับสาย ห้ามพูดว่า ฮัลโหล (โมชิๆ) แต่ต้องแนะนำตัวเองก่อนว่า ดิฉันชื่อ....จากบริษัท.... ค่ะ ซึ่ง! มันยาวมากกก ในภาษาญี่ปุ่น

🔸️ ชื่อเราเป็นชื่อภาษาไทย ต้องบอกทั้งชื่อและนามสกุล และลูกค้า ก็จะฮะ! เพราะฟังชื่อเราไม่ออก ฯลฯ ต้องบอกซ้ำหลายรอบ เพราะลูกค้าไม่ปล่อยผ่าน หลังๆเลยใช้วิธี พูดชื่อตัวเอง สำเนียงญี่ปุ่น (ไช-อา-รี-กิ นี้-ละ-ฉะ (นีรชา ชัยอารีย์กิจ) โตะโมชิมัส) เออ! วิธีนี้เวิร์ค!!!

🔸️ จากนั้น ลูกค้าจะบอกชื่อเขากับบริษัท และขอสายคนที่อยากคุยด้วย

🔸️ ณ จุดนี้ พีคมากกกกก เพราะ บริษัทมีลูกค้าหลายบริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นคนจากโรงงาน พูดเร็วมาก บางคนพูดภาษาถิ่น ตอนลูกค้าบอกชื่อบริษัท... บอกเลย ฟังไม่ทัน 555 เพราะเป็นชื่อเฉพาะ ไหนจะชื่อนามสกุล ลูกค้าอีก คือ เครียดสุดๆ ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดัง รู้สึกเหมือนอายุสั้นลง.... บางครั้งเป็นลูกค้าที่โทรมาคอนเพลน มาถึงด่าเราเลยยย

🔸️ หลังๆ หาทางออกโดยการจดชื่อ และไปนั่งดูลิสชื่อลูกค้าและนั่งจำ จนจำชื่อลูกค้าที่โทรมาบ่อยๆได้

🔸️ จากนั้น อีก 1 ปัญหา คือ ต้องจดชื่อลูกค้าที่โทรมา และโอนสายไปยังรุ่นพี่ หรือเจ้านาย ซึ่ง สาขาโตเกียว ตอนนั้นมีพนักงาน 100 กว่าคน ทุกคนมีโทรศัพท์คนละเครื่องบนโต๊ะ แม่เจ้า! แรกๆ จำชื่อรุ่นพี่ก็ไม่ได้คร่าาา บางคนนามสกุลเหมือนกัน แผนกเดียวกันอีก โดยเฉพาะ Tanaka, Yamada, Satou ฯลฯ นั่งหาเบอร์ภายใน โอนสายอีก

🔸️ คิดในใจ ถ้าเป็นลูกค้าต่างชาติโทรมา จะดีมากเลย เราจะได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ปรากฎไม่มี เพราะโทรทางไกล คงแพง เลยมีแต่อีเมล

🔸️ ตอนวางสาย ห้ามวางก่อนลูกค้า ต้องรอให้ลูกค้าวางก่อน

🔸️ ถ้าคนที่ลูกค้าโทรหาไม่อยู่ บางทีเขามีข้อความฝากถึง เราก็ต้องฟังให้ทันและจด และส่งเนื้อหาไปหาคนๆนั้นทางอีเมล (ความยากของมัน คือ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเทคนิค ภาษาเทคนิควิศวะล้วนๆ)

🔸️ ต้องใช้ภาษาสุภาพ (ภาษาเคย์โกะ) ซึ่ง ตอนเข้าใหม่ แน่นอน ยังใช้ไม่คล่อง ไหนจะต้องคิดว่าจะพูดอะไร ไหนจะพูดเป็นภาษาสุภาพยังไงอีก

🔸️ ตอนพักนั่งคุยกับเพื่อนแผนกเดียวกันเข้าใหม่ ทุกคนเครียดเหมือนกันหมด เจอปัญหาเดียวกัน (แต่เรารู้สึกว่าเราเครียดกว่า เพราะยังไงภาษาญี่ปุ่นก็เป็นภาษาเขา) สรุปคือ สำหรับเด็กจบใหม่ แม้แต่คนญี่ปุ่นเอง ก็เครียดกันเหมือนกัน

 อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ พอเข้าทำงานสักพักก็เริ่มปรับตัวเป็นมนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นได้ เริ่มทำเป็นรูทีน

🔸️ ตอนเช้า ต้องเข้างานก่อนอย่างน้อย 15นาที (เจ้านายมายมาถึงก่อน 1 ชั่วโมง สุดยอดมาก บ้านก็ไกล)

🔸️ ต้องมีมีตติ้งทุกเช้า และต้องพรีเซนต์ทุกเช้าว่าจะทำอะไร กับมีตติ้งประจำเดือนอีก 1 ครั้ง รายงานความคืบหน้า

🔸️ กลางวัน ทำข้าวกล่องมากินเอง เพื่อความประหยัด

🔸️ หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน เจ้านายเริ่มให้ไป Business Trip ที่ต่างประเทศด้วย เช่น ประเทศมาเลเซีย อินโดฯ สิงคโปร์ จะบ่อยสุด แทบทุกเดือน ส่วนไทย นานๆที เพราะที่ไทยเรื่องการใช้ระบบพลังแสงอาทิตย์ยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมในตอนนั้น

     พูดถึงเรื่อง 出張 หรือไปทำงานต่างถิ่น (Business Trip) ก่อนทำงาน เคยคิดว่าไป business trip สบาย เท่ๆ แต่เปล่าเลยค่าาาา

🔹️ ส่วนใหญ่ต้องบินไฟลท์ดึกถึงเช้า ล้างหน้า แปรงฟันที่สนามบิน และไปทำงาน เยี่ยมลูกค้าประมาณวันละ3-4เจ้า จนถึงเย็น
แถมพอเลิกงาน ต้องไปดื่มกับเจ้านายต่ออีก ทั้งๆที่ตาจะปิดแล้ว เฮอๆ

🔹️ เจ้านายชอบแบบ analog เพราะงั้น เราต้องปรินต์เอกสาร เอาแผ่นพับ แบบพิมพ์เขียว layout ฯลฯ มาเป็นตั้ง ให้บริษัทละอย่างน้อย 3 ชุด ซึ่งหนักมากกก เพราะขายทั้ง production line เลย เครื่องจักรประมาณ 10 กว่าเครื่องได้ แต่ละเครื่อง detail เยอะ แบกกันเข้าไปค่ะ ณ จุดนี้ คือเราเป็นลูกน้อง ถึงจะเป็นผู้หญิงก็ตาม เราต้องเป็นคนแบกเอกสาร สิ่งของทุกอย่าง พร้อมแบก laptop รุ่นเก่า(หนัก) ไปเยี่ยมลูกค้าทุกที่ (จริงๆแรกๆ เจ้านายผู้ชาย ก็มีถามว่า ช่วยมั้ย แต่เราบอกไม่เป็นไร เพราะรู้วัฒนธรรมว่า ปกติที่ญี่ปุ่นลูกน้องต้องเป็นคนแบก)

🔹️ "เขียนรายงาน" อันนี้เกลียดมากกก เพราะ บริษัทมายมีกฎว่าต้องส่งรายงานของแต่ละบริษัทที่ไปเยี่ยมภายใน 1 วัน หลังจากไปเยี่ยม บางทีไปต่างประเทศ 5 วันติด ยังไม่ทันจบทริป ก็ต้องส่งแล้ว แถมต้องเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นอีก เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่เป็นเกี่ยวกับเครื่องจักร บางทีต้องเอาเทปไปอัดและกลับมาแกะ จากภาษาอังกฤษเป็นญี่ปุ่น 

     จริงๆอันนี้ไม่เท่าไหร่ จะร้องไห้ก็ตอนที่หลังจากเยี่ยมลูกค้าเสร็จ ต้องไปดื่มกับเจ้านายหรือลูกค้าต่อ จากนั้นกลับมาถึงโรงแรม 4 ทุ่ม กว่าจะอาบน้ำเสร็จ เริ่มเขียนรายงาน บางทีเสร็จตี 3 รีบส่งรายงายเข้าระบบ และตัองตื่น 6โมงเช้า ไปเยี่ยมลูกค้าอีกที่ต่อ คือ....ซอมบี้โหมดมาก 55555 โรงแรมสวยๆดีๆ ไม่มีอารมณ์มานั่งเอ็นจอยเลยค่ะ 555 (ท่องไว้เรามาทำงาน ไม่ใช่มาเที่ยว)

🔹️ ขากลับ ส่วนใหญ่เป็นไฟลท์ดึก มาถึงที่ญี่ปุ่นเช้า ประมาณ 10 โมงเช้า กลับมาวางกระเป๋า อาบน้ำที่ห้อง และกลับไปทำงานที่ออฟฟิศต่อ (มาส่งรายงาน+ส่งเมลขอบคุณลูกค้าที่อนุญาตให้เราไปเยี่ยม) ไม่ใช่แค่มายคนเดียว เซลทุกคน ทำแบบเดียวกัน วางกระเป๋า แล้วไปทำงานต่อ ไม่มีการพัก

🔹️ มีข้อดีอย่างนึง คือ ได้เบี้ยเลี้ยงรายวัน กับส่วนใหญ่บริษัทญี่ปุ่นมักให้พักโรงแรมที่ค่อนข้างโอเคหรือดี

     อย่างไรก็ตาม อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆคน อาจจะบอกว่า โห.... ทำที่นี่ไม่เห็นมีข้อดีเลย จริงๆแล้ว มายไม่เสียใจนะคะ มันสอนอะไรมายหลายๆอย่างด้วยซ้ำ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะทำที่นี่อีก เพราะมายได้เรียนรู้ประสบการณ์หลายอย่างจากที่นี่ จนกระทั่งคิดว่าพอละ จึงออกไปลองสายงานอื่นที่อยากทำ

     บอกตามตรง มายไม่ได้คิดเรื่องเงินเลย เงินเดือนเด็กจบใหม่ในญี่ปุ่นมันไม่ได้เยอะขนาดที่จะเหลือเก็บได้มาก ถามว่ามีเงินเก็บไหมช่วงนั้น? ก็แทบไม่ค่อยมี เพราะรายจ่ายมันก็เยอะ แต่มายคิดว่า... ตอนเราเป็นนักเรียนเราต้องเสียเงินแพงๆเพื่อให้ได้เรียน เพื่อให้ได้ประสบการณ์ แต่ตอนนี้ เราไม่ต้องเสียเงิน แถมได้เงินใช้ทุกเดือนเพื่อเรียนอีก!

     เชื่อมั้ย ที่แรกมายไม่ต่อเงินเดือนเลย 555 ให้เท่าไหร่ฉันก็เอา เพราะอยากทำงานจนตัวสั่น และรู้ว่าเรายังไม่มีของ ประสบการณ์จริงที่มหาวิทยาลัยไหนก็สอนไม่ได้ หลังจากที่เราได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ พูดง่ายๆมีของแล้ว ถึงตอนนั้น ค่อยมาตีมูลค่าของเราก็ยังไม่สาย

สิ่งที่มายได้จากการทำงานที่นี่ คือ
     1. ได้ลองทำทุกอย่าง บริษัทนี้เป็นบริษัทขนาดกลาง มีพนักงานแค่ 2-3 พันคน (ส่วนใหญ่อยู่โรงงาน สาขาที่โตเกียวเป็นออฟฟิศ) เพราะฉะนั้น เขาเลยให้มายทำทุกอย่าง ซึ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ เขาจะให้ทำงานของเราโดยเฉพาะ โฟกัสอย่างๆเดียว ดีอย่างคือ สวัสดิการดี แต่มักไม่ได้รับมอบหมายงานใหญ่ๆ มีแผนกแยกชัดเจน ซึ่งตรงจุดนี้ก็ทำให้มายได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมาย เจ้านายเคยมอบหมายให้มาไปเจอและดีลงาน CEO กับ CFO บริษัทลูกค้า ซึ่งปกติไม่มีที่ไหนให้เด็กเข้าใหม่ไม่ถึงปีทำหรอก แต่ที่นี่ให้เราทำ สิ่งนี้ส่งผลถึงการก้าวหน้าและการย้ายงานเข้าทำงานในบริษัทต่อไปในอนาคตของมาย

     2. บริษัทนี้ปกติถ้าเป็นผู้หญิงไม่มียูนิฟอร์ม ใส่ชุดอะไรก็ได้เวลามาทำงาน ยกเว้นเวลาเข้าโรงงานกับไปเจอลูกค้า

     3. อีก 1 ข้อดีของบริษัทที่ไม่ใหญ่ คือ เรามีโอกาสได้ใกล้ชิดและเรียนรู้งานกับคนระดับผู้บริหาร การที่เราได้อยู่ใกล้คนเก่ง มันทำให้เราได้เห็นวิสัยทัศน์และได้ซึมซับการทำงานของเขาโดยที่ไม่ต้องไปเสียเงินไปฟังสัมนาแพงๆเลย ได้รับการสอนงานจากเขา ซึ่งมายได้เรียนรู้เยอะมาก เหนื่อยนะแต่คุ้ม ถ้าทำบริษัทใหญ่ๆ ส่วนใหญ่แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่เด็กเข้าใหม่จะได้ไปทำงาน หรือไป business trip กับคนระดับผู้บริหาร

     4. ได้ไปเมืองนอกบ่อยๆ เป็นการเปิดหูเปิดตาเราด้วย ได้ไปเห็นบ้านเมืองใหม่ๆ

     5. ได้ใช้ทั้งสกิลภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ทำให้ไม่ลืมภาษาอังกฤษด้วย

     6. ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนญี่ปุ่น มารยาทในการทำงาน ได้มิตรภาพ คอนเนคชั่นใหม่ๆ

     7. สิ่งที่ท้าทายอีกอย่าง คือ เราต้องคุยกับลูกค้าที่เป็นเอ็นจิเนียร์ระดับสูง (เพราะเราขายเครื่องจักรราคา 10 ล้านบาทอัพ) และคนที่เชี่ยวชาญเรื่องวิศวะฯถามคนที่ไม่ได้จบวิศวะอย่างเรา แต่ละคำถามวิศวะหินๆทั้งนั้น (หลายครั้งที่อ้าปากค้าง เพราะตอบไม่ได้) ต้องทำการบ้านเตรียมตัวเยอะมาก (แน่นอนว่าเจ้านายอยู่ด้วย คอยแบคอัพอย่างเดียว ไม่ช่วย เพราะจะฝึกเรา) ถ้าเป็นบริษัทอื่นคงไม่มีโอกาสแบบนี้

     8. บริษัทนี้ให้โอกาสผู้หญิงและคนต่างชาติอย่างมาย ผู้ซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานเลย ได้ทำงานหลายๆอย่าง สมัยนั้นญี่ปุ่นยังไม่ค่อยเปิดรับต่างชาติเข้าทำงานเท่าตอนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิง เขาเชื่อในตัวเราและเลือกเราเข้าทำงาน ในขณะที่เขาสามารถเลือกคนญี่ปุ่นที่จบวิศวะและพูดอังกฤษเก่งก็ได้

     เขียนมาซะยาวเลย.... ขี้เกียจอ่านกันรึยังนะ 555 จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง แต่กลัวจะเบื่อกันแล้ว เอาเป็นว่า ถ้ายังอยากฟังกันอยู่ ไว้จะมาเล่าให้ฟังต่อนะคะ หลังจากทำงานที่นี่แล้วมายไปทำงานที่ไหนต่อ และทำไมถึงเลือกที่นั่น ^^

ป.ล. เรื่องราวที่มายเล่านี้ เป็นเรื่องเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบันอาจจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสถานการณ์นะคะ