t ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น

รีวิวปราสาทฮิเมจิ ยามซากุระบานสะพรั่ง

รีวิวปราสาทฮิเมจิ ยามซากุระบานสะพรั่ง

By , วันพุธ, 20 มีนาคม 2562

สวัสดีครับทุกคน หลังจากที่ห่างหายไปพักใหญ่ สัปดาห์นี้โอทารุจะขออาสาพาเพื่อนๆไปเที่ยวปราสาทฮิเมจิกันนะครับ คิดว่าปราสาทแห่งนี้น่าจะเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าบล็อกนี้ผมจะพาไปชมปราสาทฮิเมจิในช่วงเวลาที่สวยที่สุด นั่นก็คือ ช่วงที่ปราสาทแห่งนี้มีซากุระแสนสวยบานสะพรั่งกันแบบเต็มพื้นที่นั่นเองครับ (ผมเดินทางไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2017 ครับ) เอาล่ะ ติดตามมาชมกันได้เลยคร้าบบบบ รับรองว่าอ่านจบแล้วอยากบินไปเที่ยวกันเลย ^^

ปราสาทฮิเมจิถือได้ว่าเป็นปราสาทที่มีชื่อเสียงที่สุด สวยที่สุด และมีผู้เข้าชมมากที่สุดในญี่ปุ่นครับ เพราะปราสาทแห่งนี้ยังมีโครงสร้างที่ทำจากไม้แท้แบบดั้งเดิมเหมือนตอนอดีต แถมปราสาทยังรอดไฟสงครามหรือภัยพิบัติมาหลายครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนี้ผังปราสาทยังแสดงถึงภูมิปัญญาชั้นยอดของชาวญี่ปุ่นในสมัยโบราณเป็นอย่างดี ทำให้ปราสาทแห่งนี้ได้รับการยกฐานะให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ครับ

ก่อนอื่นขออธิบายที่ตั้งและการเดินทางมาที่ปราสาทมรดกโลกแห่งนี้ให้เพื่อนๆได้ทราบเป็นข้อมูลกันว่า ปราสาทฮิเมจิตั้งอยู่ในจังหวัดเฮียวโงะ ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคคันไซ (เป็นที่ตั้งของโอซาก้ากับโกเบนั่นแหละ พูดยังงี้จะได้ไม่งง) การเดินทางก็แสนสะดวกสบายเพราะมีรถไฟชินคันเซนวิ่งผ่านเมืองฮิเมจิซึ่งเราสามารถมองเห็นปราสาทหลังงามได้ตั้งแต่อยู่ที่สถานีรถไฟเลยล่ะครับ สำหรับระยะเวลาที่ใช้ในการเดินทางจากเมืองหลักต่างๆที่ชาวไทยนิยมก็มีดังนี้

1.จากตัวเมืองโอซาก้า เริ่มที่สถานีชินโอซาก้า ลงที่สถานีฮิเมจิ ใช้เวลา 30 นาทีด้วยรถไฟชินคันเซน ถ้ารถไฟเร็วจะใช้เวลาประมาณ 70 นาที

2.จากสถานีเกียวโต เดินทางด้วยชินคันเซนใช้เวลา 50 นาที ถ้ารถไฟเร็วใช้เวลาประมาณ 95 นาที

3.จากสถานีซันโนมิยะ (เมืองโกเบ) นั่งรถไฟเร็วใช้เวลา 50 นาที ส่วนชินคันเซนใช้เวลา 15 นาทีแต่ต้องไปขึ้นที่สถานีชินโกเบ

4.จากสถานีฮากาตะ (เมืองฟุกุโอกะ) นั่งชินคันเซนยาวรวดเดียว ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

5.จากสถานีโตเกียว นั่งชินคันเซน ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

เมื่อถึงสถานีรถไฟ JR ฮิเมจิแล้ว เพื่อนๆสามารถมองเห็นปราสาทสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ระหว่างถนนใหญ่ได้เลย ปราสาทสีขาวหลังงามดูน่าเกรงขามมากจริงๆครับ ดูจากรูปประกอบได้เลย และจากตรงนี้ ด้วยระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เราสามารถเลือกเดินเล่นไปตามถนนเรื่อยๆ หรือจะนั่ง Taxi ไปที่หน้าปราสาทก็ได้ครับ (ค่ารถประมาณ 700 เยน) ส่วนตัวผมลองมาแล้วทั้งสองอย่างครับ คือขาไปนั่ง Taxi ส่วนขากลับเดิน ก็เพลินๆนะครับเพราะมีถนน shopping ที่มีของอร่อยๆขายด้วย

​ในส่วนของการพาชมปราสาท ผมจะเริ่มบรรยายจากบริเวณคูน้ำรอบปราสาทที่ทางเข้าหลักนะครับ จุดนี้จะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมารวมตัวกันเยอะมากๆ เพื่อถ่ายภาพด้านหน้า หากเพื่อนๆถ่ายภาพเสร็จแล้วก็เดินมาด้านในเลยจะเจอประตูไม้บานใหญ่เปิดอ้ารอต้อนรับทุกคนอยู่ครับ!

เมื่อเข้ามาด้านในจะเป็นสวนขนาดใหญ่และภาพที่เห็นตรงหน้าคือลานสนามหญ้าที่มีปราสาทฮิเมจิตั้งตระหง่านอยู่ ส่วนรอบข้างในฤดูใบไม้ผลิเช่นนี้ก็จะมีผู้คนมากมายทั้งชาวญี่ปุ่นและต่างชาติกำลังเพลิดเพลินกับการชมซากุระที่บานสะพรั่งอยู่ บ้างก็กำลังเดินเข้าไปที่ด้านในของปราสาท บ้างก็มองหาที่รับประทานอาหารกลางวันใต้ต้นซากุระ ภาพที่ผมเห็นในวันนี้มันช่างสวยงามมากจริงๆครับ เพราะปกติเราจะเห็นชาวญี่ปุ่นง่วนอยู่กับการทำงานแล้วก็ดูเครียดๆ แต่ภาพที่ผมเห็นในวันนี้ ส่วนใหญ่คนที่มาก็ล้วนยิ้มแย้มเฮฮามากๆ ที่ดูแปลกตาคือ ผมเห็นบางบ้านมาทานอาหารกันใต้ต้นซากุระเป็นครอบครัวใหญ่ครับ (คือ มีคุณตา พ่อ แม่ ลูก แล้วก็หลานตัวเล็กๆ) บอกตรงๆว่า ในความคิดของผมๆคิดว่าเดี๋ยวนี้ครอบครัวขยายแบบนี้ที่ญี่ปุ่นน่าจะหายากมาก ก็เลยตื่นตาตื่นใจน่ะครับ

ถัดจากสวนด้านนอกปราสาทที่แสนมีชีวิตชีวาแล้ว หากเดินไปตามทางเดินเรื่อยๆก็จะเจอกับด่านซื้อตั๋วเข้าปราสาทครับ ใครที่จะเข้าไปด้านในก็เตรียมเงินค่าเข้าชมไว้เลยคนละ 1,000 เยนนะครับ (ถ้าอยากเข้าสวนญี่ปุ่น ชื่อ Kokoen ที่อยู่ข้างๆปราสาทฮิเมจิ จะเป็น 1,040 เยน แต่ถ้าอยากเข้าแต่สวนอย่างเดียวคิด 300 เยน) ผมเองเลือกจ่ายพันเยนเพื่อชมด้านในปราสาทครับ เอ้า! จ่ายเงินค่าเข้าแล้วก็เชิญดูแผนที่ของปราสาทแบบคร่าวๆกันก่อนครับ 

จุดแรกที่ทุกคนต้องผ่านก็คือ ประตู Hishi ครับ เป็นประตูใหญ่ที่ดูแข็งแกร่งจริงๆ พอก้าวพ้นประตูมาเราก็จะเจอกับต้นซากุระที่กำลังบานสะพรั่งพร้อมกับบ่อน้ำ Mikuni และทางแยกสองทาง คือ ถ้าไปทางซ้ายจะเป็นส่วนของ Nishinomaru ซึ่งแต่เดิมใช้เป็นที่พำนักของภรรยาไดเมียวและใช้เก็บของต่างๆครับ ส่วนอีกเส้นถ้าตรงไปก็จะเป็นทางเดินสู่ตัวปราสาทหลักครับ อ้อ! บอกก่อนว่า ณ จุดนี้จะมีห้องน้ำให้เข้า ใครจะเข้าไปดูปราสาทหลักก็ขอแนะนำให้เข้ากันก่อนครับเพราะด้านในห้องน้ำจะมีอีกทีก็ตรง Bizenmaru โน่น (แต่ตรง Nishinomaru มีห้องน้ำอีกแห่งครับ) 

​ตัวผมเองเลือกที่จะเดินเข้าไปที่ปราสาทหลักก่อนครับแล้วค่อยกลับมาชม Nishinomaru เพราะสุดท้ายยังไงก็ต้องวนกลับมาตรงประตู Hishi นี่ล่ะครับ ก็เดินตามกลุ่มคนไปได้เลย ระหว่างทางก็ลองสังเกตดูรอบๆได้ครับ จะเห็นลักษณะของปราสาทว่ามีความคดเคี้ยวและเป็นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ นี่ถ้าสมัยก่อนต้องใส่เกราะซามูไรเดินนี่คงจะเหนื่อยน่าดูกว่าจะเข้าไปถึงด้านในนะครับ อ้อ! ระหว่างทางเดิน ลองสังเกตดูจะเห็นเหมือนช่องรูปสี่เหลี่ยมบ้าง สามเหลี่ยมบ้าง วงกลมก็มีแยู่ตามกำแพงนครับ ช่องเหล่านั้นคือช่องสำหรับไว้ยิงธนูหรือปืนคาบศิลาเวลาที่ปราสาทถูกบุกนะครับ คือ ฝ่ายที่อยู่ในปราสาทก็เล็งตามสบายเลยเพราะทางเข้าปราสาททั้งชันทั้งแคบ ถ้ายกทัพมาตีพร้อมกันทั้งม้าทั้งคน ยังไงๆฝ่ายบุกเสียหายหนักหรือตายเยอะแน่นอนครับ นี่นับเป็นภูมิปัญญาในการออกแบบปราสาทที่ยอดเยี่ยมของคนญี่ปุ่นในสมัยโบราณจริงๆครับ ^^

​หลังจากผ่านมาหลายประตูและเดินขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่นานเราจะพบกับทางเข้าไปภายในปราสาทหลักครับ ตรงนี้มีสองทางแยกด้วยคือ ถ้าเพื่อนๆที่ไม่อยากเข้าหรือต้องเข้าห้องน้ำก็สามารถลงไปเข้าที่ Bizenmaru ได้ ส่วนใครที่พร้อมลุยก็ตามผมมาเลยครับ!!

ที่ทางเข้าปราสาทจะมีเจ้าหน้าที่คอยแจกถุงพลาสติกให้เรา เขาไม่ได้แจกให้เราไปทิ้งขยะนะครับแต่ทุกคนที่เข้าไปในปราสาทจะต้องถอดรองเท้าของตัวเองแล้วใส่ถุงพลาสติกที่เจ้าหน้าที่แจกให้ต่างหาก! สำหรับถุงพลาสติกที่ว่านี้ก็แค่ถุงก๊อบแก๊บธรรมดาครับ ไม่ต้องคิดจะเอากลับมาล่ะ 555 ผมเองขี้เกียจหิ้วก็เลยผูกไว้กับกระเป๋าเป้ซะเลย ง่ายดี มือจะได้กดถ่ายรูปและจับบันไดได้ถนัดครับ

ด้านในของปราสาทเราจะสัมผัสได้ว่าคนเยอะ 555 เอ้ย! ไม่ใช่ๆ ด้านในมีความเก่าแก่และเป็นไม้ทั้งหมดครับ สังเกตดูเรื่อยๆเลยครับว่าด้านในนี้มีแต่ไม้ท่อนใหญ่ๆที่หลายชิ้นทำให้เราต้องร้องว้าว เพราะบ้านเราหาไม้ใหญ่ๆแบบนี้ได้ยากเต็มทีแล้วล่ะครับ ส่วนอายุของไม้เหล่านี้บางชิ้นก็อายุ 400 กว่าปีแล้วล่ะ คนญี่ปุ่นเขารักษาไว้ได้ดีเยี่ยมจริงๆ นับถือครับ สำหรับท่านใดที่เบื่อเดินเรื่อยๆ ระหว่างทางก็จะมีตู้นิทรรศการหรือโมเดลปราสาทจำลองให้เราดูกันเพลินๆด้วยครับ ส่วนบันไดนั้น ขอเตือนว่า ชันมาก แนะนำให้จับราวบันไดไว้ทั้งขาขึ้นขาลงนะครับ

หลังจากวนขึ้นมาเรื่อยๆเป็นขดๆ พอถึงด้านบนเราก็จะเจอกับเสาค้ำปราสาทขนาดใหญ่พร้อมกับคิวที่เริ่มยาว นั่นหมายความว่าเราเริ่มเข้าใกล้ชั้นบนสุดของปราสาทหลักแล้วครับ ก็ขอให้อดใจรอและต่อแถวไปเรื่อยๆครับ ไม่ต้องห่วงครับ เจ้าหน้าที่มีการจัดการดีมากๆ รอไม่นานครับ และขอย้ำอีกครั้งว่าต้องจับราวบันไดด้วยนะครับเพราะทางขึ้นไปชั้นบนสุดนี้ชันมากจริงๆแถมเพดานเตี้ยด้วย เพื่อนๆที่มีส่วนสูงสัก 170 เซนติเมตรขึ้นไปก็ระวังหัวโขกเพดานไม้ด้วยล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เตือน!

เพิ่มเติมให้ว่า ทำไมคนสร้างถึงทำเพดานเตี้ยๆและบันไดชันๆ คำตอบง่ายมากครับ เพราะสมัยก่อนปราสาทญี่ปุ่นส่วนมากเขาเอาไว้ใช้ในการรบไม่ใช่เอาไว้พักผ่อนอย่างเดียว ดังนั้น หากมีข้าศึกบุก การออกแบบให้ลดทอนกำลังของฝ่ายตรงข้ามจึงสำคัญมาก ซึ่งการออกแบบบันไดที่ชันนั้น เพื่อนๆลองคิดดูครับ ถ้าเราใส่ชุดเกราะซามูไรหนักๆแล้วขึ้นบันไดจะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีศัตรูอยู่ชั้นบนแล้วคอยเอาทวน/ดาบ/ธนูประเคนใส่เรา...งานนี้ถ้าไม่ร่างพรุนก็โดนแทงจนร่วงหรืออย่างน้อยก็ต้องตกบันไดล่ะครับ ส่วนเพดานที่เตี้ยเนี่ย สังเกตชุดเกราะซามูไรดู โดยเฉพาะท่านชายทั้งหลายที่น่าจะเกิดทันการ์ตูน Samurai Troopers (โห บอกอายุโอทารุได้เลยนะเนี่ย 555) ก็สังเกตดูหมวกซามูไรแต่ละคนดูครับ มีแต่ตกแต่งลวดลายสวยและสูง บางชุดมาเป็นเขาสองสามเขาก็มี แล้วคิดดูครับ ยิ่งมีลักษณะหมวกที่สูง มันก็ยิ่งเทอะทะแล้วไปชนกับเพดานที่ออกแบบมาเตี้ยอยู่แล้ว ถ้าเราเป็นคนบุกแล้วเจอบันไดชันอีก โอกาสที่เราจะรุกขึ้นไปชั้นบนก็ยากขึ้นไปอีกไงครับ นั่นแหละเหตุผลที่ทำไมปราสาทญี่ปุ่นถึงได้ออกแบบเพดานให้มันเตี้ยนัก! 

​จากนั้น เมื่อฝ่ากลุ่มคนขึ้นมาถึงด้านบนได้ ก็จะถึงชั้นบนสุดซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าประจำปราสาทฮิเมจิ พร้อมกับวิวที่เราสามารถมองเห็นได้รอบทิศทาง จากจุดนี้เราสามารถมองไปที่สถานีรถไฟ JR ฮิเมจิได้อย่างง่ายดายแถมพอมองลงไปก็จะเห็นซากุระที่อยู่ตรงสวนทางเข้าที่ได้เดินผ่านกันมาก่อนหน้านี้ด้วยล่ะครับ ^^ ส่วนทางขวาจากมุมที่เรามองเห็นสถานี JR นั้น ถัดไปเราก็สามารถมองเห็น Nishinomaru ที่เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าชมซากุระด้วยเช่นกันครับ และหลังจากที่เพื่อนๆสักการะศาลเจ้าพร้อมกับถ่ายรูปจนพอใจแล้ว ผมก็ขอเชิญลงบันไดเพื่อกลับลงมาที่พื้นดินกันอีกครั้งนะครับ

ขาลงยังไงก็ยิ่งต้องระวังเพราะความชันนี่แหละครับ จากนั้นก็เดินตามป้ายบอกทางหรือกลุ่มคนไปเรื่อยๆได้เลย สุดท้ายเราจะวนมาโผล่ตรงที่เราถอดรองเท้านั่นแหละครับ ก็ให้เอารองเท้ามาใส่แล้วคืนถุงกับเจ้าหน้าที่หรือจะใส่ไปในถังใหญ่ๆก็ได้ครับ จากนั้นก็เดินย้อนมาทางที่ผมบอกว่าไปเข้าห้องน้ำตรง Bizenmaru นั่นล่ะ จากจุดนี้ก็มีเก้าอี้ให้นั่งพักนิดหน่อย แล้วก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปตัวปราสาทหลักครับ เพราะมุมนี้ถ่ายแล้วปราสาทอลังการมากๆ ยิ่งปราสาทเพิ่งผ่านการทาสีขาวมาไม่กี่ปีก็ยิ่งสวยสง่ามากจริงๆ ยังไงก็อย่าลืมเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึกนะครับ เสร็จแล้วก็เดินออกไปอีกฝั่งของประตู ก็จะเจอบ่อน้ำโบราณอยู่ด้านซ้ายมือครับ พอเดินเลยมาอีกนิดก็จะเป็นโซนที่ต้องแอบส่องดู ถ้าตามแผนที่จะเขียนว่า Harakirimaru ซึ่งแปลตรงตัวก็คือ โซนที่เอาไว้ทำฮาราคีรีหรือการคว้านท้องนั่นเอง (โซนนี้ต้องส่องผ่านช่องธนูนะครับ ไม่เปิดให้เข้าชม ผมก็ถ่ายตามช่องว่างนี่ล่ะ) 

เท่าที่ผมไปสืบประวัติมาก็คือ หากเจ้าของปราสาทตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นโบราณคือ ยอมตายแต่ไม่ยอมเสียเกียรติถูกจับครับ ดังนั้น การคว้านท้องจึงเป็นวิถีที่นักรบที่แท้จริงมักยินดีทำกัน (อีกกรณีคือยอมรับความพ่ายแพ้แล้วก็เลือกความตายหรือยอมรับผิดกับสิ่งที่ได้ทำลงไปและขอรับผิดชอบด้วยการตายอย่างมีเกียรติ) อย่างไรก็ตาม......ปราสาทฮิเมจิไม่เคยถูกบุกรุกจากข้าศึกเลย โซนนี้จึงไม่มีการใช้งานจากไดเมียวในสมัยโบราณครับ

พอเดินต่อมาอีกนิด ก็จะเจอสวนขนาดย่อมพร้อมกับซากุระสีชมพูที่กำลังย้อยลงมาอวดโฉมนักท่องเที่ยวอย่างเราครับ และถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นบ่อน้ำโบราณที่ถูกลวดเหล็กปิดไว้ด้วย ซึ่งข้อมูลที่ป้ายบอกก็คือ ที่ปราสาทแห่งนี้แม้จะไม่มีศึกสงครามแต่ก็มีตำนานเรื่อง "ผีนับจาน" กับเขาด้วยล่ะ บรึ๋ยยยยยยยย ขอไม่เล่านะครับ เดี๋ยวบรรยากาศชมดอกไม้จะเปลี่ยนเป็นขนหัวลุกแทน เอาเป็นว่า หลังจากชมซากุระตรงนี้เสร็จแล้วเราก็จะกลับไปที่โซนตรงบ่อน้ำ Mikuni ในที่สุดครับ และอย่างที่ผมบอกตอนต้นก็คือ ผมจะพาไปชมบริเวณ Nishinomaru ต่อครับ ^^ 

​บริเวณ Nishinomaru นั้น แต่เดิมใช้เป็นที่พักของไดเมียวเจ้าของปราสาทและภรรยา/บุตร โดยมีป้อมปราการและกำแพงล้อมรอบเหมือนส่วนอื่นของปราสาทครับ แต่บริเวณนี้จะมีสวนที่กว้างหน่อย ในอดีตใช้เป็นลานรวมพลด้วย แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นสถานที่ชมซากุระสวยๆไปแทนพร้อมมีร้านขายของที่ระลึกด้วยล่ะ ^^ สำหรับป้อมปราการและหอรบในฝั่งนี้จะเป็นแบบทางเดินยาวเชื่อมต่อกันและมีห้องแยกกันหลายๆห้อง ด้านในมีการจัดแสดงวัตถุโบราณและประวัติความเป็นมาของปราสาทแห่งนี้ครับ ซึ่งผมก็ขอแจ้งให้ทราบอีกครั้งว่า "ต้องถอดรองเท้าใส่ถุงพลาสติกอีกรอบนะครับ" สำหรับวิวในบริเวณนี้ผมขอบอกเลยว่า สวยงามมาก บางมุมสามารถมองเห็นทั้งซากุระทั้งปราสาทหลักด้วย นับเป็นอีกจุดหนึ่งที่ถ้าเพื่อนๆมีเวลาก็ไม่ควรพลาดจริงๆครับ (เท่าที่สังเกต นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ค่อยเดินมาตรงนี้ แต่มักจะนิยมมุ่งไปที่ปราสาทหลักแล้วออกไปด้านนอกเลย ซึ่งผมก็มองว่าไหนๆจ่ายค่าเข้ามาแล้ว ก็อยากให้เดินให้ครบถ้ามีเวลานะครับ เพราะไม่ได้มากันง่ายๆหรือมาบ่อยๆนั่นเอง"

เมื่อเข้าชมในส่วนของ Nishinomaru เสร็จแล้ว ผมก็เดินไปซื้อของที่ระลึกของปราสาทฮิเมจิไว้สักหน่อย จากนั้นก็เดินออกมาที่ประตู Hishi แล้วก็กลับมาโผล่ที่สวนด้านนอกเหมือนเดิมครับ บรรยากาศของผู้คนที่มาชมซากุระก็ยังคงคึกคักไม่เปลี่ยนแปลง แถมตอนที่ผมจะเดินออกมาก็มีคุณลุงคนนึงจูงสุนัขสีขาวสามตัวที่ดูน่ารักมากๆมาเดินเล่น เชื่อไหมว่าทั้งต่างชาติทั้งคนญี่ปุ่นเองก็รุมถ่ายคุณลุงและเหล่าสุนัขกันเพียบเลยครับ ก็นับเป็นอีกบรรยากาศที่ชวนเพลิดเพลินและผ่อนคลายจริงๆ ครับ ดูภาพที่น่ารักด้านล่างนี้ได้เลยครับ 

เมื่อเดินออกมาจากโซนสวนด้านนอกแล้ว ผมก็เดินไปที่ถนนใหญ่และมุ่งหน้ากลับสถานี JR ฮิเมจิโดยผ่านทางถนนมิยูกิซึ่งเป็นถนนคนเดินหลังคาคลุมสไตล์ญี่ปุ่นที่มีทุกเมืองครับ เดินไปเรื่อยๆ แวะชมแวะชิมของกินบนถนนนั้น ไม่นานก็โผล่ที่ข้างๆ สถานีรถไฟแล้วก็ขึ้นรถไฟกลับโอซาก้าต่อไปครับ

สรุป : ปราสาทฮิเมจิเป็นปราสาทแท้ที่น่ามาชมด้วยตาตนเองสักครั้ง แม้ว่าคุณอาจจะไม่ใช่คนชอบประวัติศาสตร์ แต่ผมบอกเลยว่า หากมาเห็นที่นี่แล้ว หากไปเที่ยวปราสาทอื่นในญี่ปุ่นก็จะไม่ "ว้าว" เท่าที่นี่อีกแล้วเพราะที่นี่ได้ทั้งความใหญ่โต ความสวยงาม ความเป็นของแท้ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกในระดับที่พอดี อีกอย่างปราสาทแห่งนี้ก็ได้รับการบรรจุเป็นมรดกโลกแล้ว ยิ่งไม่ควรพลาดครับ ผมขอเชียร์จริงๆนะ ยิ่งซากุระบานที่นี่ยิ่งมีชีวิตชีวามากจริงๆครับ ดังนั้น หากใครตั้งใจมาเที่ยวแถวโอซาก้าแล้วมีเวลาสักครึ่งวันก็แวะมากันได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังครับ เอาล่ะ เขียนมายาวแล้ว ขอจบบล็อกพาเที่ยวแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่กับบล็อกต่อไปครับ ^___^ 

​ข้อมูลของปราสาทจากเว็บไซต์การท่องเที่ยวเมืองฮิเมจิ

ภาพทุกภาพมาจากกล้องของโอทารุทั้งหมด ยกเว้นแผนที่ของปราสาทจากเว็บไซต์ japan-magazine

*กรณีที่ใครจะนำรูปไปใช้เพื่อการพาณิชย์ กรุณาติดต่อขออนุญาตผมก่อนนะครับ